
ม่านประเพณี
ม่านประเพณี : ว่ายทวนอารมณ์ โดย ใบตองแห้ง
ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ ครั้งที่ 68 เพิ่งผ่านพ้นไปอย่างยิ่งใหญ่อลังการ แต่ปีหนึ่งเป็นข่าวครั้งเดียว ที่จริงไม่ค่อยมีคนสนด้วยซ้ำว่าใครชนะ แม้แต่นิสิตนักศึกษา 2 สถาบัน เพราะนักบอลก็เป็นคนนอกมั่ง คนในมั่ง ศิษย์เก่ามั่ง ยังกะสโมสรจ้างนักเตะ
ที่จริงผมไม่ค่อยสนใจบอลประเพณี เพราะในยุคสมัยผม บอลประเพณีมาพร้อมกับ SOTUS แต่ปีนี้ได้อ่านข่าวการเสวนาของกลุ่มประชาคมจุฬาเพื่อประชาชน นิสิตนักศึกษาหัวเสรีประชาธิปไตย ถึงเพิ่งรู้ว่าหลายอย่างเปลี่ยนไป เช่น 2 สถาบันหันมาแข่งขันเรื่องขบวนพาเหรด กองเชียร์ ลีดเดอร์ แปรอักษร รวมทั้งของแจก ว่าใครจะหรูหราฟู่ฟ่ากว่ากัน
ส่วนการคัดตัวลีดเดอร์ เด็กบางคนเหน็บว่าเหมือนแปรมหาวิทยาลัยเป็นรายการ “เดอะสตาร์” ไขว่คว้าหาดาว
ดูเหมือน SOTUS ปรับตัวเข้ากับบริโภคนิยมได้อย่างแนบเนียน
ก่อนหน้านั้นก็มีข่าวนิสิตกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ รณรงค์ต่อต้านร่างกฎระเบียบการแต่งกายชุดนิสิต ที่ใครไม่ปฏิบัติตามจะถูกตัดคะแนนความประพฤติ เรียกผู้ปกครองมาพบ พักการเรียน หรือกระทั่งให้ออก
บร๊ะเจ้า! ผมอุทานด้วยความประหลาดใจ นี่เด็กมหาวิทยาลัยหรืออนุบาลหมีน้อย พับแขนเสื้อ ใช้หัวเข็มขัดผิด ไม่เอาเสื้อใส่ในกางเกง ฯลฯ หัก 1 คะแนน แม้ต่อมาผู้บริหารชี้แจงว่าเป็นแค่ร่าง และตัดหลายข้อออกไปแล้ว แต่ก็ไม่วายประหลาดใจว่า การศึกษาในมหาวิทยาลัยซึ่งควรเน้นให้เด็กคิดเป็น รู้จักศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง มีเสรีภาพที่จะคิด ไหงกลับมาเน้นระเบียบเครื่องแต่งกาย ทั้งที่โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว
หนักข้อไปกว่านั้น องค์การนิสิตเกษตรฯ วิทยาเขตศรีราชา โพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า ควรภาคภูมิใจที่ได้ใส่ “ชุดนิสิตพระราชทาน” โห อย่างนี้ “ชุดนิสิตคับติ้ว” คงโดนข้อหา “หมิ่นชุดพระราชทาน” (บังเอิญจัง รองอธิการบดีที่ออกระเบียบนี้คือคนที่ไปแจ้งจับลูกศิษย์ด้วยข้อหา 112)
นี่ยิ่งกว่าสมัยผมอีกนะ สมัยผมเป็นนักศึกษาปี 17 ธรรมศาสตร์ลากแตะไปเรียนยังได้ จุฬาฯ ว่า “ศักดินา” ยังบังคับแค่ปี 1 แต่เดี๋ยวนี้เข้มงวดแทบทุกมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะจุฬาฯ ชูสโลแกน “นิสิตในพระปรมาภิไธย” (ซึ่งน่าถามว่า การชู “ชุดพระราชทาน” “นิสิตในพระปรมาภิไธย” นี่เพื่อแสดงความจงรักภักดี หรือเพื่อข่มสถาบันอื่น)
กระนั้นก็มีเซอร์ไพรส์ เมื่อชาวจุฬาฯ ให้ทายว่า คณะไหนเข้มงวดสุด อักษร? (ศักดินา ล้าหลัง) ไม่ใช่! วิดวะ (โซตัสแรง) ไม่ใช่! คำตอบคือบัญชี! อ้าว ไหงเป็นงั้น เขาบอกว่าเพราะคณะบัญชีผลิตบุคลากรป้อน Corporation ซึ่งต้องการพนักงานที่แต่งตัวเนี้ยบ อยู่ในระเบียบ เชื่อฟังโอวาทของ Boss
ฟังแล้วก็ต้องกลับมาทบทวนใหม่ ว่าที่เราเห็นอยู่ไม่ใช่อิทธิพล “ศักดินา” แบบดั้งเดิม แต่มันผสมกลมกลืนกับ “วัฒนธรรมบรรษัท” ที่ต้องการคนหัวอ่อน เชื่อฟัง ไม่กล้าคิดต่าง ด้วยกันทั้งคู่ แม้เปลี่ยนจากชุดราชปะแตนมาผูกไทใส่สูทก็เหอะ
ฉะนั้นอย่าแปลกใจ ที่ทักษิณก็ไม่ชอบให้มีคนคิดต่าง “อำมาตย์” ก็ไม่ยอมให้คนคิดต่าง ปิดกั้นเสรีภาพทางความคิดด้วยกันทั้งคู่ แต่ฝ่ายอำมาตย์ใช้พลังศรัทธาปิดกั้นรุนแรงกว่า
อ้าว ไหงวกเข้ามาเรื่องการเมือง ก็การต่อสู้ทางการเมืองที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ มันคือการต่อสู้ทางความคิดนี่ครับ ถ้าสังคมไทยไม่สับสนทางความคิด การเมืองก็คงไม่วุ่นวายขนาดนี้หรอก
สังคมไทย “เปิดเสรี” บางด้าน จนบางครั้งดูเหมือนทันสมัยกว่าใครเพื่อน แต่มันมีอะไรแปลกๆ เช่น กลางคืนใส่สายเดี่ยว กลางวันใส่ชุดนิสิตพระราชทาน เราเปิดเสรีบริโภคนิยม แต่จิตสำนึกในกะโหลกเป็นจารีตนิยม ใช้ศรัทธาความเชื่อมากกว่าใช้เหตุผล คนชั้นกลางในเมืองจึงเชื่อ “ประชาธิปไตยแบบอำมาตย์” เชื่อการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ว่าจะเป็นเครื่องมือปกป้องคุณธรรมความดีงาม ยับยั้ง “ทุนสามานย์” และ “วัฒนธรรมตะวันตก”
นี่ต้องโทษการครอบงำทางวัฒนธรรมและการศึกษา ที่สอนคนให้เป็น “คนดี” แบบตายด้าน ตีกรอบ จำกัด เช่น เด็กดีต้องตัดผมสั้น ต้องแต่งตัวถูกระเบียบ เชื่อฟังครู โดยไม่ยอมรับความจริงว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว ควรสอนให้เด็กคิดเองรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้เอง
ตัวอย่างของการไม่ยอมรับความจริง ก็เช่นข้อสอบโอเน็ตที่ถามว่า “หากเกิดอารมณ์ทางเพศขึ้นมา ต้องทำอย่างไร”
ก.ชวนเพื่อนไปเตะบอล ข.ปรึกษาครอบครัว ค.พยายามนอนให้หลับ ง.ไปเที่ยวกับเพื่อนต่างเพศ จ.ชวนเพื่อนสนิทไปดูหนัง
“ศาสดา” หัวเราะก๊ากว่าไม่ถูกสักข้อ เพราะที่ถูกคือ “ไปสนามหลวง” พูดความจริงแค่นี้ ศีลธรรมจรรยาจะล่มสลายไหม



