
เลือกนายกอบจ.สิงห์บุรีพท.ชนะแดง
"มนตรี ชาลีเครือ" น้องชายส.ส.พรรคเพื่อไทย เอาชนะ "สุริยนต์ ภูมิรัตนประพิณ" สายประชาธิปัตย์ คว้านายกอบจ.ชัยภูมิ ด้าน "สรกฤช เทียนถาวร" คนเพื่อไทย เอาชนะ "ทวีป จูมั่น" ที่เสื้อแดงสนับสนุน นั่งนายกอบจ.สิงห์บุรีสมัยที่ 3 ด้าน "กกต." เผย นักการเมืองระดับชา
บรรยากาศการเลือกตั้งนายกอบจ.ชัยภูมิ แทนตำแหน่งที่ว่าง ซึ่งกำหนดเลือกตั้งในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ บรรยากาศการเลือกตั้งในช่วงเปิดหีบเลือกตั้ง เวลา 08.00 น. มีประชาชนทยอยเดินทางมาใช้สิทธิ์กันอย่างต่อเนื่อง กระทั่งใกล้เวลาปิดหีบเลือกตั้ง เวลา 15.30 น. มีประชาชนจำนวนมากต่างพาครอบครัวออกมาใช้สิทธิ์กันอย่างคึกคักและต่อเนื่อง จนกระทั่งถึงเวลาปิดหีบลงคะแนน ซึ่งบรรยากาศคล้ายกันในพื้นที่ 16 อำเภอ 1,881 หน่วยเลือกตั้ง โดยมีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั่ว จ.ชัยภูมิ 856,658 คน จากประชากรทั้งหมด 1,227,437 คน ซึ่งครั้งนี้มีผู้สมัครนายกอบจ.ชัยภูมิจำนวน 3 คน
โดยพื้นที่ อ.จัตุรัส อ.บ้านเขว้า และอ.หนองบัวระเหว บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ เพราะมีผู้สมัครเครือญาติตระกูลดังและญาติส.ส.พรรคเพื่อไทยในพื้นที่พยายามเดินสายหาเสียงว่าได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย ขณะเดียวกันก็มีมือมืดออกแจกใบปลิวข้อความว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีมติส่งใครชิงนายกอบจ.ชัยภูมิเพื่อตัดปัญหา ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยในพื้นที่ทะเลาะกันเอง ซึ่งตระเวนแจกใบปลิวทั้งในหมู่บ้าน และใกล้หน่วยเลือกตั้งจำนวนหลายหมื่นใบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.05 น.ผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกอบจ.ชัยภูมิ ซึ่งนับไปแล้วประมาณ 80% นายปัญญา กล้าแท้ หมายเลข 1 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม ส.อบจ. นายจารุเดช คนสมบูรณ์ แกนนำสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดงจ.ชัยภูมิ บุตรชายนายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ ส.ส.เพื่อไทย จ.ชัยภูมิ เขต 2 และรมช.สาธารณสุข ให้การสนับสนุน ได้ 94,000 คะแนน นายสุริยน ภูมิรัตนประพิณ หมายเลข 2 อดีตส.ว.ปี 2543 และนายก อบจ.ชัยภูมิ สมัยล่าสุด เครือญาตินายพุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ที่เหลือหนึ่งเดียวในชัยภูมิและประชาธิปัตย์ให้การสนับสนุน ได้ 127,955 คะแนน และนายมนตรี ชาลีเครือ หมายเลข 3 อดีตส.อบจ.จัตุรัส น้องชายนายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา และเป็นน้องชายนางปาริชาติ ชาลีเครือ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เขต 3 จ.ชัยภูมิ ซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดง จ.ชัยภูมิอีกซีกหนึ่งให้การสนับสนุน ได้ 159,727 คะแนน
พล.ต.ต.พินิต มณีรัตน์ ผบก.ภ.จว.ชัยภูมิ กล่าววว่า ได้รับแจ้งว่ามีการแจกเงินซื้อเสียงที่จุดนั้นจุดนี้ ซึ่งมีกระแสข่าวออกมาสูงหัวละ 200-500 บาท แต่เมื่อรับแจ้งแล้วก็ส่งชุดเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบ ทั้งชุดเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำหน่วยเลือกตั้ง 1,881 หน่วยเลือกตั้ง ชุดเคลื่อนที่เร็วและชุดสืบสวนหาข่าวก็ไม่พบการกระทำความผิดแต่อย่างใด ซึ่งการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดมีการจับกุมมีเพียงรายเดียวก่อนวันเลือกตั้ง ที่มีการจำหน่ายสุราเป็นการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ส่วนความรุนแรงด้านอื่นๆ เป็นปกติ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการเลือกตั้งนายกอบจ.สิงห์บุรีวันที่ 26 ก.พ. เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนทยอยเดินทางออกไปใช้สิทธิ์เรื่อยๆ โดยเฉพาะที่ศาลาการเปรียญวัดกระดังงาบุปผาราม หน่วยเลือกตั้งที่ 7 ต.บางกระบือ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. มีประชาชนทยอยไปใช้สิทธิ์กันอย่างต่อเนื่อง ภายในวัดมีพิธีอุปสมบทพระใหม่ โดยมีขบวนนางรำชาวบ้านและแตรวงบรรเลงเพลงอย่างสนุกสนาน นำนาคแห่เข้าวัดเพื่ออุปสมบท ซึ่งก่อนนำนาคเวียนรอบโบสถ์เพื่อเข้าบรรพชาอุปสมบท นายอรรถพล เสาเอก อายุ 22 ปี บุตรชายสมาชิก อบต.บางกระบือ ได้ขอเข้าไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งนายกอบจ.ก่อน โดยได้ตรวจดูบัญชีลำดับรายชื่อแล้วรับบัตรเข้าไปกาในคูหาก่อนจะนำบัตรมาย่อนลงหีบ หลังจากเสร็จสิ้นแล้วก็เข้าสู่พิธีอุปสมบทต่อ โดยแห่เวียนรอบโบสถ์ 3 รอบ
ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.สิงห์บุรี มีเพียง 2 ราย หมายเลข 1 ได้แก่ นายทวีป จูมั่น อดีตนายก อบต.หัวไผ่ 3 สมัย และหมายเลข 2 นายสรกฤช เทียนถาวร อดีตนายก อบจ.สิงห์บุรี 2 สมัย ที่เพิ่งหมดวาระไป ที่ผ่านมาการหาเสียงทั้งสองคนพยายามหาเสียงเคาะประตูบ้านกันอย่างเต็มที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการนับคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏว่า นายสรกฤช เทียนถาวร ผู้สมัครหมายเลข 2 ได้คะแนนเสียง 49,534 คะแนน ส่วนนายทวีป จูมั่น ได้ 32,597 คะแนน ซึ่งนายสรกฤชชนะคะแนนอย่างท่วมท้นด้วยคะแนน 16,937 คะแนน
ผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการจะเห็นได้ว่ามีประชาชนออกไปใช้สิทธิ์ประมาณ 84,000 คน คิดเป็นร้อยละ 48-50 ของผู้มีสิทธิ์ในการเลือกตั้งทั้งสิ้นจำนวน 168,548 คน มีประชาชนมาใช้สิทธิ์กว่าร้อยละ 70
ด้านการเลือกตั้ง ส.อบจ.บุรีรัมย์ 42 เขต ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ บรรยากาศในช่วงเช้ามีประชาชนทยอยเดินทางมาใช้สิทธิ์ลงคะแนนตามหน่วยเลือกตั้งต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่คึกคักเท่าที่ควร ตลอดทั้งวันมีการใช้สิทธิ์อย่างบางตา นายเศรษฐพร เบญจศรีรักษ์ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะ ผอ.กต.อบจ.กล่าวว่า จากการออกตรวจการเปิดหีบเลือกตั้งตามหน่วยเลือกตั้งในเขต อ.เมือง พบว่าเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและยังไม่มีเรื่องร้องเรียนการซื้อสิทธิ์ ขายเสียง หรือกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแต่อย่างใด หากประชาชนในพื้นที่ใดพบความผิดปกติหรือพบกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งสามารถแจ้งมายังกกต.จังหวัด กกต.อบจ. หรือเจ้าหน้าที่ที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยประจำหน่วยเลือกตั้งได้
นายอภิรัตน์ จันทนฤกษ์ ผอ.กต.บุรีรัมย์ กล่าวว่า การใช้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น พบเพียงอุปสรรคที่บางหน่วยเลือกตั้งมีการย้ายหน่วยเลือกตั้ง ไม่ได้ใช้หน่วยเดิมเหมือนการเลือกตั้งส.ส.และไม่ได้แจ้งผู้มีสิทธิ์ให้ทราบล่วงหน้า ทำให้ประชาชนสับสนเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นๆ ไม่มี
สำหรับผู้สมัครส.อบจ.บุรีรัมย์ ทั้ง 42 เขต ใน 23 อำเภอ จำนวน 117 คน แยกเป็นชาย 98 คน หญิง 19 คน ถูกตัดสิทธิ์ 3 คน เป็นชายทั้งหมด เนื่องจากอายุไม่ถึงและบางคนเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาท้องถิ่นอยู่ ทำให้เหลือผู้สมัครส.อบจ.114 คน ส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง ทั้งอดีตผู้สมัครส.ส. อดีตสมาชิกสภาอบจ.บุรีรัมย์ ข้าราชการบำนาญ ผู้ท้องถิ่น และผู้นำชุมชน
การเลือกตั้งส.อบจ.ครั้งนี้เป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครส.อบจ.บุรีรัมย์ กลุ่ม "เพื่อนเนวิน" ที่ได้รับการสนับสนุนจากนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย กับผู้สมัครที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยใน จ.บุรีรัมย์ และกลุ่มการเมืองซีกตรงข้ามกับตระกูลชิดชอบ ทำให้การแข่งขันเข้มข้นและดุเดือด ซึ่งกลุ่ม "เพื่อนเนวิน" คาดหวังเก้าอี้ ส.อบจ.เข้ามาในสภา อบจ.บุรีรัมย์ไม่น้อยกว่า 35 คน หรือมากกว่านั้น เพื่อความง่ายและสะดวกต่อการบริหารงาน อบจ.บุรีรัมย์ ของนางกรุณา ชิดชอบ นายก อบจ.บุรีรัมย์ ภรรยานายเนวิน ชิดชอบ
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ช่วงคืนหมาหอนหลายพื้นที่ทั่วจังหวัดมีการทุ่มเงินซื้อเสียง โดยใช้แกนนำเป็นหัวคะแนนในหมู่บ้าน สัดส่วน 1 ต่อ 5 และ 1 ต่อ 10 แล้วแต่หมู่บ้านเล็กใหญ่ จ่ายหัวละ 100 บาท ส่วนแกนนำได้ 800-1,000 บาท อีกทั้งมีการทุ่มเงินซื้อเสียงแบบเครือญาติ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยากที่จะจับมือใครดมได้
ด้านนายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เป็นประธานมอบนโยบายในการควบคุมการเลือกตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อ กกต.จว.ชลบุรีว่า การเลือกตั้งนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้เปลี่ยนสภาพไป เพราะนักการเมืองระดับชาติและพรรคการเมืองต่างวิเคราะห์ว่า หากจะชนะเลือกตั้ง ส.ส.ต้องมีฐานเสียงสำคัญคือนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และส่วนใหญ่ที่ชนะเลือกตั้ง ส.ส.จะต้องมีฐานนายก อบจ.ด้วย จึงฝากพนักงานสืบสวนสอบสวนต้องให้ความสำคัญการเลือกตั้งนายก อบจ.ด้วย
แม้การเลือกตั้งนายกอบจ.จะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่ต้องให้ความสำคัญ การควบคุมการเลือกตั้งตรงนี้ ด้านสืบสวนสอบสวนไม่ได้ตั้งงบเพียงพอ แต่ของบท้องถิ่นได้ โดยจะทำอย่างไรให้นำเอางบกกต.ไปช่วยเหลือได้ ระเบียบสืบสวนสอบสวน ทำให้บางแห่งไม่สามารถทำงานเชิงรุกที่ต้องการตั้งหน่วยข่าวหรือพนักงานสืบสวนที่จะทำงานเชิงรุกได้ และควรเสนอว่างบตรงนี้ควรตั้งไว้หรือไม่โดยการของบท้องถิ่นได้
"โดยหน้าที่กกต.ส่วนกลางควรตั้งงบเอง อย่างการเลือกตั้งท้องถิ่นในระยะหลัง สมมุติการเลือกตั้งท้องถิ่นถ้าครบวาระจะมีผลการใช้งบซึ่งกกต.จะต้องควบคุมการใช้งบของนายกอบจ.ในห้วง 60 วันก่อนครบวาระ แต่วันนี้กฎหมายนี้จะใช้ไม่ได้ เพราะฝ่ายที่ครองตำแหน่งจะใช้โอกาสใช้งบท้องถิ่นลงไปเป็นผลประโยชน์เอื้อประโยชน์แก่ตัวเองในการเลือกตั้งเพื่อฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้ง พอใกล้ครบวาระก็ลาออกก่อน เพื่อลบล้างการใช้กฎหมาย 60 วันที่ห้ามทำในช่วง 60 วันออกไปได้ สิ่งที่ฝ่าฝืนกฎหมายก็จะลบล้างไปในตัว ไม่แฟร์ เอาเปรียบกัน ซึ่งควรหามาตรการหาวิธีแก้ไขตรงนี้ด้วย" นายสมชัย กล่าว
เลือกตั้งนายกเล็กเมืองตากเด็กหนุ่มรุ่นใหม่โค่นแชมป์3สมัย
ส่วนการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองตาก จังหวัดตาก แทนตำแหน่งที่ว่าง ภายหลังการนับคะแนนปรากฏว่านายอานนท์ ทวีเกื้อกูลกิจ หรือโบ้ย ผู้สมัครนายกเทศมนตรีเบอร์ 3 ได้คะแนนสูงสุด 4,067 คะแนน เอาชนะนายสมชาติ เพ็ชรประเสริฐ อดีตนายกเทศมนตรี 3 สมัย ผู้สมัคร เบอร์ 7 ที่ได้คะแนนเพียง 2,435 คะแนน โดยเป็นการชนะไปอย่างขาดลอยกว่า 1,600 คะแนน ส่วนนายธานิน พิมพิสุทธิ์ อดีตรองนายก อบจ.ตาก และอดีต สจ.ตาก หลายสมัย ผู้สมัคร เบอร์ 2 ได้คะแนน 2,335 คะแนน ซึ่งคะแนนสูสีกับนายสมชาติ
นายอานนท์ ว่าที่ นายกเทศมนตรีเมืองตาก คนใหม่ นั้น เป็นน้องชายนายธนัสถ์ ทวีเกื้อกูลกิจ อดีต ส.ส.ตาก พรรคไทยรักไทย ถือว่าเป็นว่าที่นายกเล็กเมืองตากที่หนุ่มที่สุดด้วยวัย 30 ต้นๆ ถือว่าชัยชนะครั้งนี้ ได้สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการเมืองท้องถิ่นจังหวัดตาก อย่างมากและอาจจะมีผลไปถึงกระดานหมากการเลือกตั้งนายก อบจ.ตาก และ ส.อบจ.ตาก ที่จะหมดวาระในอีก 4 เดือนข้างหน้า เพราะ นักการเมืองท้องถิ่นจะมีการประกาศตัวลงสมัครจำนวนมาก โดยเฉพาะคนรุ่นหนุ่ม-สาว วัยทำงานเลือดใหม่ที่จะเข้ามาแทนคนเก่าที่ประชาชนเริ่มเบื่อ และชาวบ้านเริ่มที่จะหันไปสนใจคนรุ่นใหม่พลังหนุ่มกันแล้ว



