
ที่นี่บัวแก้ว:มองอนาคตไทย-เวียดนาม
คอลัมน์ ที่นี่ บัวแก้ว : มองอดีต....คิดถึงอนาคตไทย-เวียดนาม โดย...นันทิดา พวงทอง
"เวียดนาม" หนึ่งในดาวรุ่งทางเศรษฐกิจในอาเซียนที่น่าจับตามองอนาคตของประเทศ โดยกรมเอเชียตะวันออก ได้ร่วมกับสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาเรื่อง "ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม: มองอดีต คิดถึงอนาคต" ด้วยการลำดับพัฒนาการความสัมพันธ์ของ 2 ประเทศ ครั้งประวัติศาสตร์ที่อาจเคยขัดแย้งแข่งขันกันแผ่อิทธิพลกันในอดีต ผ่านยุคสงครามเย็น กระทั่งปัจจุบันได้ร่วมกันเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน สังคมวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน
นายภาสกร ศิริยะพันธุ์ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก ชี้ให้เห็นว่า ไทยกับเวียดนามมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด มุ่งร่วมมือกันพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และความพร้อมไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งทั้ง 2 ประเทศไม่ได้เน้นพัฒนาแค่เพียงเรื่องการเชื่อมโยงเครือข่ายคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประชาชนสามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวกขึ้นเท่านั้น แต่ยังเน้นกิจกรรมเชื่อมประสานความเข้าใจระหว่างประชาชน และความรู้สึกเป็นพวกเดียวกัน เพื่อร่วมกันพัฒนาภูมิภาคให้มีความแข็งแกร่ง
ด้านอาจารย์เหวียน ฮ่ง กวาง นักวิจัยของสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา สถาบันสังคมศาสตร์เวียดนาม ได้เล่าย้อนไปถึงภูมิหลังประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศของเวียดนาม กับสยาม เพื่อปูพื้นฐานเข้าใจเกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยกับเวียดนามอาจขัดแย้งหรือแข่งอิทธิพลกัน แต่ปัจจุบัน ชาวเวียดนามไม่ได้ติดใจเรื่องของอดีตเหล่านี้ หากแต่เห็นว่าไทยเป็นต้นแบบในเรื่องการท่องเที่ยว เกษตรกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ และการรักษาเอกลักษณ์วัฒนธรรม
ขณะที่อาจารย์วิทยา ศุภธนากุล ที่ปรึกษาโครงการ กัมพูชา-ลาว-เมียนมาร์-เวียดนาม (CLMV) ศึกษาและพัฒนา ชี้ให้ภาพรวมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม ว่าเวียดนามเป็นประเทศที่น่าสนใจในแง่การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจธุรกิจ จุดแข็งของเวียดนาม คือ 1.การที่รัฐบาลมีเสถียรภาพ การบังคับใช้กฎหมายเข้มแข็ง 2.ชาวเวียดนามมีความขยัน อดทน ค้าขายเก่ง มีค่าจ้างแรงงานต่ำ และมีประชากรวัยทำงานอยู่จำนวนมาก และ 3.มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเหมาะสม โดยเฉพาะน้ำมันดิบ
ปัจจุบัน นักลงทุนไทยลงทุนในเวียดนามเป็นอันดับที่ 10 มีโครงการประมาณ 235 โครงการ โดยโครงการขนาดใหญ่ที่สุดคืออุตสาหกรรมปิโตรเคมี ของบริษัท SCG ที่เมืองหวุงเต่า โดยนักลงทุนไทยอื่นๆ ยังสามารถเข้าไปร่วมลงทุนและสนับสนุนแผนพัฒนาประเทศในอนาคตของเวียดนามในหลายโครงการ อาทิ การสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายในปี ค.ศ. 2020 การสร้างเมืองใหม่ที่เมืองถูเทียม และการสร้างสนามบินแห่งใหม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายนักธุรกิจและนักลงทุนชาวไทย โดยเฉพาะสิทธิประโยชน์และแรงจูงใจที่ทางการเวียดนามให้แก่นักลงทุนจากต่างชาติ ทั้งต่อการลงทุนรายใหญ่หรือรายย่อย ที่จะทำให้เห็นว่า ไทยต้องเริ่มกำหนดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนต่อเวียดนาม เพื่อสรรค์สร้างความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
.........................
(คอลัมน์ ที่นี่ บัวแก้ว : มองอดีต....คิดถึงอนาคตไทย-เวียดนาม โดย...นันทิดา พวงทอง)



