ข่าว

เสียงสะท้อน"กระดูกสันหลังชาติ"ค้าน"ยกเลิกรับจำนำสินค้าเกษตร"

เสียงสะท้อน"กระดูกสันหลังชาติ"ค้าน"ยกเลิกรับจำนำสินค้าเกษตร"

11 พ.ค. 2552

พลันที่ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในระหว่างมอบนโยบายให้ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั่วประเทศเมื่อไม่นานมานี้ว่า ต่อไปแนวทางการรับจำนำสินค้าเกษตรจะปรับรูปแบบใหม่ทั้งหมด

จากเดิมที่รัฐบาลตั้งราคารับจำนำไว้สูงกว่าตลาดกว่าเท่าตัว ทำให้สินค้าในสต็อกรัฐบาลมีต้นทุนที่สูง  หากระบายไปยังต่างประเทศมีผลขาดทุน ทางออกคือรัฐบาลจะใช้แนวทางการประกาศราคาสินค้าล่วงหน้าเพื่อให้เกษตรกรรับทราบว่า เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว รัฐบาลจะรับซื้อที่ราคาเท่าใด โดยจะให้เกษตรกรมีกำไรประมาณร้อยละ 10-20 โดยจะเริ่มต้นการรับจำนำรูปแบบดังกล่าวกับมันสำปะหลังก่อนนั้น ปรากฏว่า เสียงสะท้อนจากเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากจะทำให้เกษตรกรเดือดร้อนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

 สอดคล้องกับการยืนยันของ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ จ.นครราชสีมาก่อนหน้านี้ว่า การที่นายกอร์ปศักดิ์ เรื่องของการจำนำสินค้าทางการเกษตรในวันนี้คงยังต้องมีอยู่ แต่ในอนาคตก็เป็นเรื่องที่อาจจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ อย่างไรก็ตามการที่จะเปลี่ยนแปลงก็คงต้องค่อยเป็นค่อยไป นั่นแสดงให้เห็นว่า โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรอาจต้องมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างแน่นอน

 ที่ผ่านมาสินค้าเกษตรที่รัฐบาลรับจำนำมาอย่างต่อเนื่องและมากที่สุดคือข้าวเปลือก ข้าวโพดอาหารสัตว์ และมันสำปะหลัง อย่างโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาลผลิต 2551/2552 เกษตรกรที่ได้ใบรับรองเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีทั้งสิ้น 455,380 ราย มีผลผลิต 8,303,679 ตัน  ผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 143,204 ราย  มีผลผลิตประมาณ 2,903,915 ตัน ผู้ปลูกมันสำปะหลัง จำนวน 111,583 ราย  มีผลผลิต ประมาณ 15,346,991 ตัน และผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน จำนวน 11,233 ราย มีผลผลิต 100,153 ตัน

 ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น สิ้นการรับจำนำเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมารับจำนำ 7.5 แสนตัน ในราคารับจำนำที่ความชื้นไม่เกิน 14.5% กิโลกรัมละ 8.50 บาท วงเงินรับจำนำรายละไม่เกิน 1 แสนบาท ทั้งนี้เพื่อช่วยรักษาผลประโยชน์และยกระดับราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในท้องตลาดให้สูงขึ้นจาก 4-6 บาท/กิโลกรัม

  หากดูข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ซึ่งนายอภิชาติ จงสกุล เลขาธิการสศก. ระบุว่า ปัจจุบันสินค้าเกษตรที่ควรจับตามองที่จัดอยู่ในเกณฑ์การเฝ้าระวัง ทางด้านราคามี  5 รายการ คือ ไข่ไก่ ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวนาปรัง โดยสินค้าทั้ง 5 ชนิดที่ว่านี้ อยู่ในกลุ่มวิกฤติด้านราคา ซึ่งเกษตรกรจะต้องปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับภาวะการตลาด

 "ตัวเลขปริมาณผลผลิตข้าวนาปรังที่ออกสู่ตลาดในปลายเดือนเมษายน 2552 เพิ่มขึ้น คาดว่าข้าวนาปรังความชื้น 14-15% ราคาที่เกษตรกรขายได้จริงจะอยู่ที่ตันละ 9,909 บาท ลดลง 1.55% เมื่อเทียบกับจากช่วงครึ่งแรกของเดือนเมษายนที่เกษตรกรขายได้ถึงตันละ 10,065 บาท ขณะที่รัฐบาลมีมาตรการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรังปี 2552 จำนวน 2.5 ล้านตัน ในราคารับจำข้าวเปลือกเจ้า 25% ความชื้นไม่เกิน 15% อยู่ที่ตันละ 10,800 บาท ทำให้เกษตรกรมีช่องทางเลือกในการนำข้าวเข้าโครงการรับจำนำได้" นายอภิชาติ ระบุ

 ในส่วนของยางพาราแผ่นดิบชั้น 3 คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 79,121 ตัน ราคากิโลกรัมละ 46.77 บาท  ผลปาล์มน้ำมัน คาดราคากิโลกรัมละ 2.93 บาท ขณะที่ไข่ไก่อยู่ที่ 238 บาทต่อ 100 ฟอง มันสำปะหลังซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มสินค้าที่ราคาวิกฤติ กิโลกรัมละ 1.15 บาท ลดลง 3.36%

 จากตัวเลขดังกล่าว จึงทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลยังต้องใช้โครงการรับจำนำสินค้าเกษตรต่อ และไม่เห็นด้วยกับความคิดนายกอร์ปศักดิ์ ที่จะให้รัฐบาลรับจำนำสินค้าเกษตรจะปรับรูปแบบใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะสมาพันธ์เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน ถึงขนาดส่งตัวแทนให้ยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี ผ่านตัวแทนเพื่อเร่งรัดให้รัฐบาลเปิดรับจำนำข้าว หรือรับซื้อข้าวเจ้า ข้าวเหนียวนาปรังในฤดูกาลผลิตปี 2552 ในพื้นที่จ.เชียงใหม่ -ลำพูน 

 นายจำรัส ลุงมา  ประธานสมาพันธ์เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน เปิดเผยว่า ได้รับจดหมายตอบรับจากสำนักเลขานายกรัฐมนตรีว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนไว้และส่งให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว โดยการยื่นหนังสือของสมาพันธ์ก็เพื่อขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรทั้ง 2 จังหวัด ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวของภาครัฐ ส่งผลให้เกษตรกรต้องออกมาชุมนุมประท้วงเรียกร้อง เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือจนปัญหาผ่านไปได้แม้จะไม่สมบูรณ์ก็ตาม ส่วนข้อเสนอนั้น ให้รัฐบาลกำหนดราคารับจำนำข้าวเหนียวในราคาตันละ 8,000 บาท โดยไม่จำกัดความชื้น และให้โรงสีนอกพื้นที่เข้ามารับซื้อ จากเงื่อนไขเดิมกำหนดราคารับจำนำตันละ 9,000 บาท (ความชื้น 15%) 

 ด้าน นายกิตติศักดิ์ ศุภพงษ์ ประธานสหกรณ์การเกษตรท่าโขลง อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี ระบุว่า ตามที่รัฐบาลมีแนวคิดที่จะยกเลิกการรับจำนำข้าวเปลือก เพื่อให้มีการขายล่วงหน้านั้น ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันยังไม่วิธีใดที่ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวได้ดีเท่ากับการรับจำนำ ถึงแม้ว่าจะเป็นการแก้ที่ปลายเหตุก็ตาม เพราะการที่ผลผลิตข้าวราคาตกต่ำมาจากหลายสาเหตุ ฉะนั้นโครงการรับจำนำข้าวของรัฐที่ออกมาจึงเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเกษตรกรในปัจจุบัน

 “ต้องถามก่อนว่ารัฐบาลมีมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในเรื่องผลผลิตที่ออกมาทั้งปีอย่างไร ปัจจุบันการปลูกข้าวของเกษตรกรไม่ใช่ปลูกเป็นฤดูกาลอย่างเดิมที่มีนาปี นาปรัง แต่เป็นการเพาะปลูกเกือบตลอดทั้งปี การยกเลิกโครงการรับจำนำโดยที่ยังไม่มีมาตรการช่วยมาทดแทนอย่างเป็นรูปธรรม จะสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรเป็นอย่างมาก ที่เห็นๆ อยู่ในปัจจุบันในขณะที่ยังไม่เปิดโครงการรับจำนำ เกษตรกรขายข้าวได้เพียงตันละ 8,000-9,000 บาทเท่านั้น แต่ถ้าเข้าโครงการรับจำนำจะได้ตันละ 10,000-11,500 บาท รายได้หายไปเฉลี่ยตันละประมาณ 2,000 บาท" นายกิตติ กล่าว

 ขณะที่ นายจาตุรงค์ เจริญทรัพย์ ตัวแทนสมาคมโรงสีข้าวไทยใน จ.ลพบุรี กล่าวว่า ช่วงนี้เกษตรกรคุ้นเคยกับการรับจำนำข้าว การที่รัฐบาลออกมาประกาศว่าจะยกเลิกการรับจำนำข้าวเปลือก เปลี่ยนจากการรับจำนำมาขายล่วงหน้านั้นเกษตรกรอาจจะสับสน และอาจจะไม่เข้าร่วมโครงการกับรัฐบาลก็เป็นได้ เกษตรกรอาจจะขายตรงให้เอกชน โครงการของรัฐบาลที่จะยกเลิกการรับจำนำข้าวอาจจะต้องเปิดได้ในช่วงข้าวนาปีเท่านั้น

 ตรงนี้พอจะมองได้ว่า แนวทางการรับจำนำสินค้าเกษตรในรูปแบบใหม่ทั้งหมด ตามแนวคิดนายกอร์ปศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี แม้จะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาระยาว แต่ไม่ใช่ความต้องการของเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนาที่เทียบได้ดั่งกระดูกสันหลังของชาตินั่นเอง

ทีมข่าวเกษตร