ข่าว

'จาตุรนต์'ชี้แก้รธน.เหมือนฉีกฉบับจริง

'จาตุรนต์'ชี้แก้รธน.เหมือนฉีกฉบับจริง

26 ก.พ. 2555

“จาตุรนต์” ชี้แก้รธน.เหมือนฉีกฉบับจริง หนุนเพิ่ม สสร. มากกว่าจังหวัดละ 1 คน นำกระบวนการแก้ ขจัดปัญหาขัดแย้งโดยสันติวิธี "พงศ์เทพ" ชมว่าที่ สสร. 3 ที่มาดีสุด "เดโช" แนะเขียนห้ามปฏิวัติในเจตนารมณ์ ย้ำไม่ควรเร่งรัด "คณิน "แนะเพิ่มเวลาร่างเป็น 240 วัน

              ที่โรงแรมโกลเด้น ทิวลิป วันที่ 26 ก.พ. สถาบันศึกษาพัฒนาประชาธิปไตย จัดการเสวนาเรื่อง “มาตรา 291 ว่าด้วย สสร. ในมุมมองอดีต สสร.” โดยมี นายคณิน บุญสุวรรณ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 และนายเดโช สวนานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ร่วมเสวนา

             นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย กล่าวว่า หลังจากที่รัฐสภาได้ลงมติรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ด้วยคะแนนเสียงที่สูงกว่าที่หลายฝ่ายคาดไว้นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แสดงให้เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่มีอุปสรรค โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นเหมือนการฉีกรัฐธรรมนูญจริง เพราะมีการแก้ไขใหม่ทั้งฉบับ แต่เป็นการฉีกโดยกระบวนการตามรัฐสภา เป็นความชอบธรรมตามกฎหมายปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เมื่อสสร.ร่างแล้ว ก็จะนำไปทำประชามติ ซึ่งประชาชนทั้งประเทศจะมีส่วนร่วมการลงมติ และขั้นสุดท้ายจะตัดสินว่าเห็นด้วยหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นการแก้ความขัดแย้งของคนในชาติ โดยสันติวิธี

             “ผมเห็นด้วยที่บอกว่าจำนวนสสร.น่าจะมีสัดส่วนยึดโยงกับประชากรในพื้นที่ โดยจะต้องกำหนดว่าต้องมีจำนวนไม่มากเกินไป แต่จะต้องมากกว่า 77 คน ซึ่งอยู่ที่กรรมาธิการจะไปพิจารณา ส่วนกรณีสสร.ในส่วนผู้เชี่ยวชาญยังมีความเห็นแตกต่างกัน บางคนเห็นว่าควรมาจากการเลือกตั้ง สอดคล้องกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยประชาชน ส่วนข้อเสนอ 3 ข้อที่ฝ่ายค้านเสนอเป็นข้อห้ามในการร่างรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าเป็นหมวดสถาบันกษัตริย์เป็นไปไม่ได้ที่สสร.จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง แต่หากบัญญัติห้ามไว้ก็จะมีปัญหาในทางเทคนิค ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่มีน้ำหนัก เชื่อว่าไม่มีใครจะทำหรือเกิดขึ้นได้เลย ส่วนองค์กรอิสระและฝ่ายตุลาการ เห็นตรงกันว่าควรมีพิจารณาทบทวนให้เป็นระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น ดังนั้นไม่ควรบัญญัติห้ามไว้ ส่วนเรื่องนิรโทษกรรม เรื่องนี้ผู้ที่เป็นห่วงมากที่สุดคือคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เกรงว่าเมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้นแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่อยู่ในมาตรา 309 จะมีปัญหา โดยการร่างรัฐธรรมนูญต้องเป็นตามหลักสากลไม่จงใจให้คุณหรือให้โทษกับใครคนใดคนหนึ่งอยู่แล้ว” นายจาตุรนต์ กล่าว

             นอกจากนี้นายจาตุรนต์ กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายมีความกังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งว่า ความขัดแย้งจำเป็นต้องหาข้อยุติ ซึ่งการร่างรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการเพื่อหาข้อยุติ ทั้งนี้ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าจะทำหรือไม่ทำอะไรก็มีความขัดแย้งอยู่แล้ว เนื่องจากยังมีความเห็นต่างกันในเรื่องกติกาคือรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ควรยั่วยุให้เกิดปัญหาความรุนแรง อย่าชักจูงให้เกิดความรุนแรง

             สำหรับการยื่นถอดถอนผู้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้น นายจาตุรนต์มองว่า ไม่สามารถนำไปสู่การถอดถอนได้ เพราะการตีความร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะแก้ไขอยู่ ไม่ว่าอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายก็ไม่มีใครสามารถยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญขัดรัฐธรรมนูญได้ หากศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาก็ถือว่าจงใจหรือแกล้งไม่เข้าใจ เพราะผู้ที่ตัดสินว่าเนื้อหารัฐธรรมนูญเป็นอย่างไรนั้นอยู่ที่รัฐสภา

             ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เชื่อว่าจะมีการรัฐประหาร นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ถือเป็นความเชื่อส่วนตัวของนายจตุพร ซึ่งคงได้ข้อมูลมาอย่างไรตนก็ไม่ทราบ แต่เห็นว่าการรัฐประหารกับสังคมก็มีคนอยากให้เกิดและไม่อยากให้เกิด ซึ่งท่าทีของผู้นำทหารก็ชัดเจนบ้างไม่ชัดบ้าง แต่ประเทศไทยก็ยังสามารถเกิดรัฐประหารได้ เพราะหลายครั้งบอกว่าไม่มี แต่ก็ยังเกิด ดังนั้นจะต้องรณรงค์ต่อต้านในรังเกียจการรัฐประหาร ปัจจุบันแม้จะมีความเสี่ยงรัฐประหาร แต่ก็ไม่มาก เพราะเรากำลังเข้าสู่กระบวนการปรองดอง รวมทั้งทั่วโลก ก็เป็นประชาธิปไตย หากการทำรัฐประหาร จะมีการต่อต้านจากทั้งในและต่างประเทศ เราต้องเร่งสร้างประชาธิปไตย รังเกียจการรัฐประหารปิดฝาโลงไม่ให้เกิดขึ้น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นเหตุนำไปสู่การรัฐประหาร

             “การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถนำไปสู่ความขัดแย้งและเป็นชนวนไปสู่การรัฐประหารก็ได้เป็นเรื่องจริง แต่เราต้องหาทางป้องกันและชี้ให้สังคมเห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นเหตุนำไปอ้างให้เกิดรัฐประหาร ประเทศไทยไม่มีข้ออ้างใดๆเพื่อใช้ทำรัฐประหาร และไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นผลต่อไปอีกแล้ว”นายจาตุรนต์กล่าว


"พงศ์เทพ"ชมว่าที่สสร.3ที่มาดีสุด

             นายพงศ์เทพ กล่าวว่า สสร.  ชุดที่กำลังจะเกิดขึ้นมีองค์ประกอบที่น่าจะยึดถือประโยชน์ของประชาชนได้ดีที่สุด เนื่องจากสสร.ปี 2540 ให้ผู้สมัครในแต่ละจังหวัดเลือกกันเอง 10 คน แต่สุดท้ายจะได้เป็น สสร.หรือไม่ ต้องให้สมาชิกรัฐสภาเลือกต่อ คนที่ได้คะแนนสูงสุดอาจะไม่ได้รับเลือกก็ได้ ขณะที่ สสร. 2550 ก็มีสมัชชา 2,000 คน เลือกกันเองให้เหลือ 200 และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เลือกเหลือ 100  แต่ล่าสุดจะมีการเลือกตั้งโดยตรง  เฉพาะที่มาก็เห็นชัดแล้วว่าชุดหลังสุดยึดถือประชาชนมากสุด ส่วนที่เกรงว่าพรรคการเมืองจะครอบงำนั้น ตนเห็นว่าไม่มีเหตุผลเนื่องจากประเทศประชาธิปไตยก็ต้องยึดเสียงประชาชนเป็นหลัก

             นายพงศ์เทพกล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ส.ส.ร.ที่จะทำงานได้ดีต้องมีขนาดเหมาะสม ไม่ใหญ่เกินไป ไม่ควรเกิน 120 คน เพื่อความคล่องตัวในการทำงาน ดังนั้นจังหวัดละ 1 คนจึงเหมาะสมที่สุด ส่วนประเด็นที่เกรงว่าจะมีการครอบงำ สสร.นั้น จากประสบการณ์ที่เป็น สสร.2540 ยืนยันว่าไม่มีการครอบงำแน่นอน เพราะขณะนั้นพรรคความหวังใหม่ซึ่งเป็นรัฐบาลก็ไม่เห็นด้วยกับ สสร. อีกทั้งยังมีสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งยังไม่มีการครอบงำดังนั้น สสร.ชุดใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน จึงทำให้เห็นว่ายากที่จะถูกครอบงำ และเชื่อว่าสุดท้ายจะได้รธน.ที่เป็นประโยชน์สำหรับประชาชนมากที่สุด

             นายพงศ์เพทกล่าวว่า ตนแปลกใจกับข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะในหมวดของสถาบัน เพราะมั่นใจว่าผู้ร่างรธน.ไม่ว่าชุดไหน ไม่มีใครคิดจะแก้ไขเองอยู่แล้ว จึงเห็นว่าเป็นการปรักปรำผู้อื่นมากกว่า และจะส่งผลเสียต่อประเทศชาติ ส่วนเรื่องศาลและองค์กรอิสระที่อยากให้คงอยู่เหมือนเดิมนั้นในระบอบประชาธิปไตยจะต้องมีการตรวจสอบ คานอำนาจกัน คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีองค์กรใดไม่ถูกตรวจสอบ  อย่างไรก็ตามขอให้ตุลาการมีจิตสำนึก โดยต้องเป็นองค์กรสำคัญที่สุดที่จะไม่ให้เกิดการฉีกรัฐธรรมนูญอีก และเห็นด้วย สสร.ที่ต้องมาจากกากรเลือกตั้งของประชาชน

             ขณะที่นายเดโช กล่าวว่า ในฐานะตนที่เป็น สสร.มาก่อน 2 สมัย หากถามว่าอยากจะเป็นอีกหรือไม่ก็ยอมรับว่าอยากเป็น  ตนเห็นว่ารัฐธรรมนูญ ควรระบุเจตนารมณ์ว่าจะต่อต้านการปฏิวัติด้วย  ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะในปี 2527 สมัยนายสัญญา ธรรมศักดิ์ ก็เคยระบุไว้ในมาตรา 4 การนิรโทษกรรมแก้สถาบันพระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญจะกระทำไม่ได้ ซึ่งหากไม่มีมาตรานี้ก็จะมีการล้มล้างรัฐธรรมนูญโดยการปฏิวัติอยู่ตลอดเวลา และจะทำให้คนอดทนเพียงพอที่จะใช้กระบวนการทางประชาธิปไตยเท่านั้น อีกทั้งจะทำให้รัฐธรรมนูญของประเทศไทยมีความหมายเป็นศูนย์

             “กระบวนการที่น่าสังเกตต่อไปคือเรื่องเวลา หากเร่งรัดเกินไป ทำให้กระบวนการรับรัฐธรรมนูญโดยการแปรญัตติจะเสียหาย ซึ่งต้องให้เวลาเรื่องนี้ ขอให้บรรจุในรัฐธรรมนูญเรื่องเวลาการแปรญัตติให้ชัดเจน ซึ่งถือเป็นหัวใจของเรื่องนี้ โดยกรอบระยะเวลาการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรเร่งรัด” นายเดโช กล่าว

             นอกจากนี้นายเดโช กล่าวอีกว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เรื่องนี้ปลอดจาก ส.ส.  ซึ่งไม่ควรกีดกันนักการเมืองเป็น สสร. เพราะเป็นประชาชนคนหนึ่งด้วย สำหรับผู้ทรงคุณวุฒิที่จะได้รับการแต่งตั้งก็ควรกำหนดคุณสมบัติให้ชัดเจน และต้องมาจากบุคคลที่น่าเชื่อถือ และไม่เป็นความจริงว่าการร่างรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นนักวิชาการด้านนี้เท่านั้น ขณะเดียวกันคุณสมบัติผู้สมัครเป็น สสร.ที่กำหนดต้องจบการศึกปริญญาตรีนั้นก็ต้องคำนึงถึงประสบการณ์ด้วย สำหรับผู้ที่ทำรัฐประหาร ก็เหมือนองคุลีมาลกลับใจแล้ว ควรที่จะให้ประชาธิปไตยเป็นผู้สอน สำหรับเรื่องความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ ก็ต้องมีการระมัดระวังในเรื่องนี้ด้วย เพราะจะกีดกันไม่ได้ และจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ประชุมต่อหน้าสื่อมวลชนทุกครั้ง อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากเป็นรัฐธรรมนูญโดยประชาชนจะไม่มีวันสลาย

             ด้านนายคณิน กล่าวว่า ตนขอเสนอแนวทางว่า หลักการที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับถาวร โดยให้การแก้ไขเป็นไปได้ตลอดเวลา  ไม่ใช่เปลี่ยนแปลงโดยการปฎิวัติ โดย ที่มาขององค์กรร่างรัฐธรรมนูญ ต้องสอดคล้องหลักประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ทั้งหมดต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะขณะนี้ไม่มีเวลาที่จะจัดว่าคนไหนเชี่ยวชาญอะไรแล้ว แต่หากให้ประชาชนเลือกตั้งปัญหาก็จบ  ขณะที่ กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องเป็นประชาธิปไตย เป็นอิสระ จากระบบราชการ แม้กระทั่งระบบศาล  ที่ต้องได้รับการตรวจสอบ ถ่วงดุล ถ้าไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน หรือไม่ได้มาจากการรับรอง หรือให้สัตยาบัน โดยการลงคะแนนของประชาชน ก็ต้องมีการยึดโยงกับประชาชน และรัฐสภา ไม่ใช่จะเป็นรัฐอิสระ

             นายคณินกล่าวต่อว่า หลักในเรื่องของผลประโยชน์ขัดกัน ต้องระบุให้ชัดเจน ต้องไม่มีผลประโยชน์ขัดกัน โดยต้องมีการมีส่วนร่วมของประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญสุด และการเมืองจะมีเสถียรภาพได้ก็ต้องเริ่มด้วยการมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีการตรวจสอบที่เข้มข้นและเที่ยงธรรม ซึ่งต้องมีความเป็นรูปธรรมชัดเจน ให้เป็นเรื่องของสสร. ประชาชน และสื่อมวลชน เพื่อให้ปลอดอิทธิพลจากรัฐสภา จะเป็นห่วงผลประโยชน์ไม่ได้ และต้องเป็นฉบับประชาชนอย่างแท้จริง ให้ สสร. ดำเนินการร่วมกับประชาชนตั้งแต่วินาทีแรก รวมทั้งระยะเวลาการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก็ต้องมีระยะเวลามาก โดยเฉพาะการแปรญัตติต้องประมาณ 240 วัน ซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอด้วย

             "ผมเห็นด้วยที่จะมีการบัญญัติไว้ว่า การใช้กำลังทหาร เพื่อยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง จะกระทำไม่ได้ และหากมีการบัญญัติชัดเจนก็จะทำให้สาธารณชนเข้าใจได้ และถือว่าการรัฐประหารคือความเลวร้าย ทั้งนี้หากบัญญัติในรัฐธรรมนูญคงไม่เพียงพอเพราะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงด้วย" นายคณิน กล่าว

             ทั้งนี้ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 ฉบับเหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างระหว่างร่างของรัฐบาลที่ไม่กำหนดคุณสมบัติ ผู้รับสมัครเป็นสสร. ว่าต้องจบปริญญาตรี ซึ่งทำให้เห็นได้ว่าร่างฉบับนี้มีความก้าวหน้าที่สุด เพราะถ้ากำหนดว่าให้จบปริญญาตรีนั้น ปริญญาโทและเอก ก็ไม่มีความสำคัญอีกต่อไป และการที่ไม่กำหนดไว้ก็จะทำให้ประชาชน รู้สึกมีส่วนร่วมว่าเป็นเจ้าของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง เนื่องจากประชาชนเป็นผู้เชี่ยวชาญเองในสาขาวิชาชีพที่ทำงานอยู่

             “ผมเห็นด้วยว่าการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ควรจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับสุดท้าย เพราะที่ผ่านมามีกว่า 18 ฉบับมากเกินไปแล้ว แต่ละฉบับเปลี่ยนแปลงโดยรัฐประหาร สร้างความเสียหายมาก ซึ่งจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าฉบับต่อไปไม่เป็นฉบับสุดท้าย ถาวรจริงๆ ไทยมีปัญหาแน่นอน อย่างในเมริกา 200กว่าปี ก็ยังมีเพียง 1ฉบับ อินเดีย รัฐธรรมนูญ ที่ยาวที่สุดในโลก เขาก็ใช้มาตั้งแต่ประกาศเอกราช อยากให้ไทยเป็นเช่นนั้น ทั้งนี้การห้ามผู้ที่จะมาเป็นสสร.ก็ต้องห้ามผู้มีส่วนได้เสียและกับการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" นายคณินกล่าว

             นายคณินกล่าวด้วยว่า การกำหนดให้มี สสร. มีจังหวัดละ 1 คนนั้นจะทำให้มีปัญหา เนื่องจากจะขัดต่อหลักนิติธรรม และขัดต่อหลักการมีตัวแทนตามสัดส่วน ซึ่งจะต่างอะไรจากการเลือก ส.ส. และจะเป็นการตัดโอกาสประชาชนในเมืองใหญ่ด้วย และเรื่องของระยะเวลา 180 วันน่าจะน้อยไป แต่ 240 วันควรจะพอดี หรือมากกว่านั้นจะยิ่งดี การรับฟังความเห็นของประชาชนเป็นเรื่องใหญ่ สิ่งที่จะต้องทำ คือการรับฟังความคติดเห็นของประชาชน ทุกขั้นตอน สำคัญที่สุด การออกเสียงประชามติ ประชาชนทั้งประเทศจะเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมากมายมหาศาล ถ้าเราไปตกในหล่ม เราอาจจะตามหลังพม่าได้ เร้าตองออกจากหล่ม

 

.........

 

(หมายเหตุ : คลิปโดย TEACHAWAT http://www.youtube.com/watch?v=-uHDSrP5t8E)