
เกษตรอินทรีย์
ท่องโลกเกษตร : ดู "เกษตรอินทรีย์" โครงการชีววิถี - ขยายผลสู่ชุมชนรอบเขื่อน "สิริกิติ์" : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ
"เขื่อนสิริกิติ์" หรือ "เขื่อนท่าปลา" ที่ชาวบ้านรู้จัก จัดเป็นเขื่อนดินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยสำหรับกั้นลำน้ำน่าน ตั้งอยู่ในท้องที่ ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ที่วันนี้ไม่เพียงมีภารกิจหลักในการเก็บกักน้ำต้นทุนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและใช้ประโยชน์ในภาคเกษตรกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดที่ทุกคนไม่ควรพลาดหากมีโอกาสมาเยือนอุตรดิตถ์
แม้ภายในบริเวณเขื่อนจะมีสถานที่น่าสนใจมากมาย แต่ "แปลงสาธิตเกษตรธรรมชาติ" ภายใต้โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณคนละฝั่งลำน้ำตรงข้ามกับที่ทำการเขื่อน ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ใฝ่รู้การเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริที่ทางเขื่อนได้ดำเนินการสร้างไว้เป็นต้นแบบเพื่อขายผลไปสู่ชุมชนรอบเขื่อน
"ท่องโลกเกษตร" อาทิตย์นี้จะพาไปตะลุยแปลงสาธิตเกษตรธรรมชาติ ภายใต้โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ "ธนวัช ภุมมะกสิกร" และหัวหน้าโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน "ทวีศักดิ์ สานต๊ะ" คอยให้ข้อมูลระหว่างการตระเวนเยี่ยมชมตามจุดต่างๆ
ธนวัชเล่าว่าโครงการดังกล่าวได้เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสืบสานพระราชปณิธานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงและเพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลและผู้ว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้มีการส่งเสริมการใช้จุลินทรีย์ทั้ง 4 ด้านได้แก่ ด้านเกษตรกรรม ด้านปศุสัตว์ ด้านประมง และด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจโดยการดำเนินชีวิตแบบพออยู่พอกินพึ่งพาตนเองได้ด้วยเกษตรธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมี จึงได้มีการจัดตั้งกลุ่มงานโครงการชีววิถีขึ้นเพื่อสนองงานดังกล่าว
"แปลงสาธิตเกษตรธรรมชาติก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มงานโครงการชีววิถี เราทำขึ้นมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวหรือผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้แล้วยังขยายผลไปสู่ชมุชนรอบๆ เขื่อนด้วย ผลผลิตที่ได้ทั้งจากแปลงสาธิตและของชาวบ้านรอบเขื่อนที่เราเข้าไปส่งเสริมขยายผล ทางเขื่อนจะรับซื้อทั้งหมดเพื่อส่งให้ร้านริมน่าน ซึ่งเป็นร้านอาหารของเขื่อน ผมยืนยันได้ว่าพืชผักที่นำมาปรุงอาหารในร้านจะปลอดจากสารเคมี" ผอ.เขื่อนสิริกิติ์ เล่าถึงที่มาของโครงการ
จากนั้นจึงเดินเข้าไปเยี่ยมชมฐานต่างๆ ภายในแปลงสาธิตเกษตรธรรมชาติ โดยมีทวีศักดิ์ สานต๊ะ หัวหน้าโครงการ ทำหน้าที่เป็นไกด์คอยให้คำแนะนำรายละเอียด เริ่มจากหม้อต้มพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับใช้ต้มตะไคร้หอมเพื่อนำมาไล่แมลงศัตรูพืชผักในแปลงแทนการใช้ยาฆ่าแมลงหรือสารเคมี จากนั้นพาไปดูฐานการเลี้ยงหมูหลุม โดยจะใช้หมูจินหัว ซึ่งเป็นหมูพื้นเมืองเลี้ยงง่าย โตเร็วและทนต่อโรคเหมาะกับสภาพพื้นที่ ถัดมาเป็นคอกไก่บ้าน มีประมาณ 30 กว่าตัว ใกล้กันการเลี้ยงไส้เดือนในบ่อซีเมนต์
"ใส้เดือนที่เลี้ยงเป็นไส้เดือนแดงที่ซื้อมาจากประเทศลาวตัวละ 1 บาท ข้อดีของไส้เดือนชนิดนี้ไม่ชอบหนีถิ่นฐาน ส่วนอาหารก็จะเป็นเศษพืชผัก ผลไม้ ส่วนดินที่ได้ก็เป็นปุ๋ยชีวภาพใส่พืชผักและไม้ผลในแปลง ตอนนี้ไส้เดือนที่เลี้ยงก็มีอยู่ 6 บ่อ" ทวีศักดิ์อธิบายการเลี้ยงไส้เดือน ก่อนจะไปดูฐานการผลิตน้ำส้มควันไม้ ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย
หัวหน้าโครงการชีววิถีอธิบายต่อว่า สำหรับด้านการประมงนั้นจะมีอยู่ 2 อย่างคือการเลี้ยงปลาดุกและกบคอนโด สาเหตุที่เลี้ยงปลาดุกเพราะเลี้ยงง่าย โตไว ขายได้ราคาดี เป็นพันธุ์ปลาดุกรัสเซีย ใช้เวลา 45-60 วันก็สามารถจับขายได้แล้ว โดยจะส่งขายร้านอาหารสนนในราคากิโลละ 50 บาท ขณะนี้มีอยู่ 6 บ่อสลับกันไป ทำให้มีรายได้จากการขายปลาดุกทุกเดือน ส่วนกบคอนโดจะเลี้ยงในวงบ่อซีเมนต์ โดยมีวงล้อรถยนต์วางอยู่ด้านในบ่อเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยของกบ ซึ่งกบที่เลี้ยงเป็นพันธุ์ บูลฟร็อก จุดเด่นเลี้ยงง่าย ตัวโตและทนต่อโรค
ใกล้กันจะเป็นแปลงพืชผัก โดยจะเลือกปลูกพืชผักให้เหมาะกับฤดูกาลเพื่อการเจริญเติบโตได้ดี ซึง่มีอยู่กว่า 20 ชนิดจะปลูกสลับกันไป โดยจะมุ่งเน้นปลูกผักแบบปลอดสารพิษ เป็นพืชผักสมุนไพรอายุสั้นประมาณ 25-45 วัน โดยยึดหลักที่ว่าปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก ส่วนบริเวณรอบๆ แปลงจะปลูกไม้ผลชนิดต่างๆ เช่น มะม่วง มะม่วงหิมพานต์ ลำไย มะพร้าว มะละกอ ขนุน ฯลฯ
ทวีศักดิ์ย้ำด้วยว่าไม่เพียงเฉพาะแปลงสาธิตเกษตรธรรมชาติเท่านั้น แต่โครงการชีววิถียังมีกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ การผลิตอีเอ็มบอลและน้ำอีเอ็มเพื่อช่วยกำจัดน้ำเสีย ซึ่งในช่วงการเกิดมหาอุทกภัยที่ผ่านมา โครงการได้ร่วมกับชาวบ้านรอบเขื่อนปั้นอีเอ็มบอลไปช่วยกำจัดน้ำเสียในภาคกลางจำนวน 1 แสนลูกและน้ำอีเอ็มอีก 5 หมื่นลิตรเพื่อไปช่วยแก้ปัญหาน้ำเสียในพื้นที่ภาคกลาง นอกจากนี้ยังทำน้ำยาล้างจาน การผลิตน้ำจุลินทรีย์ชีวิภาพ ฯลฯ ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อนำไปขยายผลให้แก่ชุมชนรอบเขื่อน ตลอดจนนักท่องเที่ยวและผู้สนใจทั่วไปก็สามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปประยุกต์ใช้กับตนเองได้
สนใจเยี่ยมชมแปลงเป็นหมู่คณะหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กฟผ.เขื่อนสิริกิติ์ หมู่ 10 ต.ผาเลือด อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ โทร.0-5546-1140-3 ต่อ 3350-1,08-7382-4175 ในวันและเวลาราชการ
-----------
(หมายเหตุ : ท่องโลกเกษตร : ดู "เกษตรอินทรีย์" โครงการชีววิถี - ขยายผลสู่ชุมชนรอบเขื่อน "สิริกิติ์" : โดย ... สุรัตน์ อัตตะ)
-----------



