ข่าว

เปิดโลกวันอาทิตย์:แพทย์ถกเด็กเปลี่ยนเพศ

เปิดโลกวันอาทิตย์:แพทย์ถกเด็กเปลี่ยนเพศ

26 ก.พ. 2555

คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ : การรักษาเปลี่ยนเพศในเด็กเพิ่มขึ้นในสหรัฐ : โดย ... อุไรวรรณ นอร์มา ... ที่มาข้อมูล เอพี

          ข้ามไปที่สหรัฐอเมริกา ในสัปดาห์เดียวกัน มีรายงาน 3 ชิ้นในวารสารกุมารเวชศาสตร์ พบว่า มีวัยรุ่นหรือเด็กกว่านั้นที่คิดว่าตนเองเกิดมาผิดเพศจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ขอการสนับสนุนจากพ่อแม่ผู้ปกครองและแพทย์ที่ให้การรักษาเปลี่ยนเพศ 

          ตัวอย่างเด็กอายุ 8 ขวบ ในลอสแองเจลิส เธอเกิดเป็นเด็กหญิง แต่พอโตได้ขวบครึ่งเท่านั้น หนูน้อยก็ประกาศว่า หนูเป็นผู้ชาย และยึดติดกับความเชื่อนั้นมาตลอด ทำเอาครอบครัวตกตะลึงไปตามๆ กัน แต่เวลานี้หันมายอมรับว่าลูกเป็นเด็กชาย และกำลังเฝ้าดูสัญญาณการเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เพื่อเริ่มทำการบำบัด 

          ดร.นอร์แมน สแป็ค ผู้เขียนหนึ่งในรายงานสามฉบับ และเป็นผู้อำนวยการคลินิกบำบัดอาการผิดปกติเอกลักษณ์ทางเพศแห่งแรกๆ ของสหรัฐ ที่โรงพยาบาลเด็กบอสตัน กล่าวว่า หมออื่นจะต้องเข้าใจว่า มีเด็กที่มีปัญหานี้อยู่จริง และสมควรได้รับการรักษา 

          การสลับบทบาททางเพศเป็นครั้งคราว หรือเสแสร้งทำตัวเป็นเพศตรงข้าม เป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กเล็กที่กำลังพัฒนาเอกลักษณ์ทางเพศ แต่สำหรับเด็กที่มีปัญหานี้ ต่างออกไป พวกขารู้สึกแน่ใจอย่างมากว่าตัวเองเกิดมาผิดเพศ  

          หมอบางคนเรียกอาการนี้ว่า ความผิดปกติด้านเอกลักษณ์ทางเพศ แต่สำหรับ ดร.สแป็ค เป็นหมออีกกลุ่มที่คิดว่าไม่ใช่ชื่อเรียกที่เหมาะสม ผลวิจัยใหม่หลายชิ้นบ่งว่า พวกเขามีความแตกต่างทางสมองที่คล้ายคลึงกับเพศตรงข้าม โดยพบอาการที่ว่านี้ในเด็กราว 1 ใน 10,000 

          แต่ที่ยังเป็นปัญหาถกเถียงกันก็คือ ประเด็นด้านจริยธรรม ฝ่ายหนึ่งเตือนว่า ไม่ควรรักษาเด็กที่มีปัญหานี้ ด้วยการใช้ยาหรือฮอร์โมนชะลอการเจริญพันธุ์

          ดร.มากาเร็ต มูน หนึ่งในคณะกรรมการชีวจริยศาสตร์ วิทยาลัยกุมารเวชศาสตร์อเมริกัน มองว่า ยังมีคำถามด้านจริยธรรมที่จะต้องตอบให้ได้ก่อนจะให้การรักษาเพื่อเปลี่ยนเพศแก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และย้ำเตือนถึงอันตรายหากให้ "การรักษาที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้" เร็วเกินไป เพราะเด็กบางคนอาจได้รับการวินิจฉัยว่ามีปัญหาด้านจิตเวช เพียงเพราะรู้สึกอึดอัดกับบทบาททางเพศที่ถูกกำหนดอย่างคับแคบ บางคนอาจเป็นเกย์และถูกพ่อแม่บังคับให้เข้ารับการรักษา เพราะรู้สึกสะดวกใจกับการให้ลูกบำบัดข้ามเพศไปเลย มากกว่าเป็นเด็กรักเพศเดียวกัน ดังนั้น แรงจูงใจของพ่อแม่เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาใกล้ชิด

          แต่หมออีกฝ่ายเชื่อว่า การรีรอรักษาต่างหากจะอันตรายยิ่งกว่า เพราะบางครั้งเด็กเหล่านั้นจะพยายามหาทางเปลี่ยนแปลงทางกายภาพด้วยตนเอง ขณะผลวิจัยสองชิ้นในวารสารฉบับเดียวกันนี้ ว่า การแสดงออกทางสีหน้าของผู้อื่น หรือการล่วงละเมิดทางกาย ทำให้เด็กเครียด หดหู่ซึมเศร้าและพยายามฆ่าตัวตายในท้ายที่สุด  

          ดร.สแป็ค กล่าวว่า ปัญหาเหล่านี้จะหายไปหากได้รับการรักษา และได้รับอนุญาตให้พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในเพศตรงข้าม 

          คู่มือจากสมาคมต่อมไร้ท่อรับรองการบำบัดฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนเพศ แต่ไม่อนุญาตสำหรับเด็กก่อนเริ่มวัยเจริญพันธุ์ นอกจากนี้คู่มือแนะนำให้ใช้ยายับยั้งการเจริญพันธุ์จนถึงอายุ 16 ปี ก่อนใช้ฮอร์โมนเพื่อเปลี่ยนเพศตลอดชีวิต พร้อมกับสังเกตความเสี่ยงสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นควบคู่ จึงควรต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชมาร่วมอยู่ในกระบวนการข้ามเพศด้วย 

          ดร.สแป็ค กล่าวว่า ด้วยคู่มือต่างๆ ที่มีออกมาชัดเจน บวกกับคลิปวิดีโอบนยูทูบของวัยรุ่นที่บำบัดเปลี่ยนเพศ และความสนใจของสื่อ ปลุกกระแสตื่นตัวในเรื่องนี้ และมีครอบครัวมากขึ้นเรื่อยๆ ที่เข้ามารับการช่วยเหลือ 

          รายงานของ ดร.สแป็ค ลงรายละเอียดเกี่ยวกับเด็กชายและเด็กหญิง 97 คน ที่เข้ารับการรักษาช่วงปี 2541-2553 ซึ่งพบว่า เด็กสุดอายุเพียง 4 ขวบเท่านั้น เด็กและครอบครัวจะเข้ามาพูดคุยและเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ จนสัญญาณแรกของภาวะเจริญพันธุ์ปรากฏ ซึ่งโดยทั่วไปจะอายุราวๆ 11-12 ปี จากนั้นเด็กก็จะได้รับยาชะลอการเจริญพันธุ์ โดยการฉีดหรือฝังในแขน ซึ่งมีรายจ่ายเดือนละ 1,000 ดอลลาร์ 

          ยาที่ใช้ในคลินิกเหล่านี้ ได้รับการอนุมัติสำหรับชะลอการเจริญพันธุ์ในเด็กที่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นเร็วเกินไป ผลของยาสามารถปรับแก้ได้ และไม่ส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อนใดๆ ในคนไข้ แนวคิดของการให้ยาประเภทนี้ ก็เพื่อให้เด็กได้มีเวลาเตรียมพร้อมด้านอารมณ์ และแน่ใจว่า ต้องการรับการรักษาเปลี่ยนเพศแบบถาวร ซึ่งปรากฏว่า มีเด็กเพียงคนเดียวเท่านั้นใน 97 คน ที่ขอออกจากการรักษา 

          สำหรับกรณีของเด็กหญิงแต่อยากเป็นชายในวัย 8 ขวบในลอสแองเจลิสที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น ในตอนแรกแม่พยายามอธิบายกายภาพของเด็กหญิงให้ลูกฟัง แต่ลูกไม่ยอมรับเอาเสียเลย ทั้งไม่ยอมแต่งกายแบบเด็กหญิง กลับยืนกรานจะใช้ชื่อเด็กผู้ชายตั้งแต่อนุบาล แม่คิดว่าเป็นการพูดตามประสาเด็ก แต่ก็สงสัยว่า ลูกอาจเป็นเลสเบี้ยน จึงไปปรึกษาแพทย์เพื่อยืนยันข้อสงสัย และนั่นเป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำว่า เอกลักษณ์ทางเพศสภาพผิดปกติ 

          ผู้เป็นแม่เล่าว่า เมื่อลูกรู้ว่าอาจต้องฉีดฮอร์โมนเพื่อไม่ให้หน้าอกขึ้น ลูกของเธอตื่นเต้นมาก และต่อมาก็รู้ในที่สุดว่า จะต้องได้รับฮอร์โมนเทสโตสเตอโรนไปตลอดชีวิต 

          ก่อนที่ทุกอย่างจะลงตัวจนถึงการได้เข้าเรียนในโรงเรียนรัฐบาล โดยเพื่อนร่วมชั้นไม่รู้ว่าเด็กชายเป็นเด็กหญิงโดยกายภาพนั้น เป็นเรื่องยากมากสำหรับพ่อแม่ ในการยอมรับเอกลักษณ์ทางเพศใหม่ของลูก โรงเรียนเอกชนไม่ยอมให้สมัครเรียนในฐานะเด็กผู้ชาย และหมอเด็กประจำครอบครัวปฏิเสธที่จะบำบัดตามคำร้องของครอบครัว

          จนได้มาพบกับหมอที่ช่วยเหลือได้อย่าง ดร.โจ โอลซัน ผู้อำนวยการคลินิกข้ามเพศที่โรงพยาบาลเด็กในลอสแองเจลิส 

          ดร.โอลสัน กล่าวทิ้งท้ายว่า รายงานในวารสารฉบับนี้ น่าจะช่วยโน้มน้าวเพื่อนร่วมอาชีพยอมให้การบำบัดเปลี่ยนเพศแก่เด็กที่มีปัญหาด้านเอกลักษณ์เพศสภาพ หรือส่งต่อคนไข้ไปยังผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางที่พร้อมจะช่วย

 

 

----------

(หมายเหตุ : คอลัมน์ เปิดโลกวันอาทิตย์ : การรักษาเปลี่ยนเพศในเด็กเพิ่มขึ้นในสหรัฐ : โดย ... อุไรวรรณ นอร์มา ... ที่มาข้อมูล เทเลกราฟ เอพี)

----------