
'ปราโมทย์'อัดแผนกยน.ไม่ชัดอีก3เดือนเสียง
"ปราโมทย์" อัด 8 แผน กยน.ยังไม่มีอะไรชัดเจน ไม่เห็นโครงการก่อสร้างทันกับสถานการณ์ปีนี้ อีก 3 เดือนข้างหน้าตัวใครตัวมันแน่ แนะตามสถานการณ์ใกล้ชิด ขณะที่ "ธีรชน" ชมแผนกยน. 90% ผ่านแล้วเชื่อหากปี 55 ไม่มีสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ จะท่วมไม่หนักเหมือนปี 54
24ก.พ.2555 ศูนย์วิจัยและติดตามนโยบายภาครัฐ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้จัดอภิปรายเรื่อง “ผ่าแผนน้ำฉบับเอาอยู่” โดยมีวิทยากรร่วมอภิปราย ประกอบด้วย นายปราโมทย์ ไม้กลัด กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) นายต่อตระกูล ยมนาค ผู้อำนวยการหลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยศรีปทุม อดีตนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย นายอุเทน ชาติภิญโญ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านการระบายน้ำ และนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
นายธีระชน กล่าวว่า แผนของ กยน. ภาพรวมกว่า 90% ถือว่าผ่านแล้วและกำลังทำได้ดี ซึ่งในระยะยาวต้องมีการแก้ไขอย่างถูกต้อง เราต้องอาศัยบทเรียนเก่ามาเป็นเครื่องมือ เนื่องจากความผิดพลาด โดยเฉพาะคลองระพีพัฒน์ที่สร้างคันสูง 3.50 ม. ขวางทางน้ำ ทำให้มีแรงดันน้ำสูง ประตูระบายน้ำรับไม่ไหวจนทำให้น้ำหลากเข้ามายังกลางเมือง ซึ่งการประชุมเมื่อวันที่ 28 ต.ค.54 ในช่วงที่ช่วงน้ำท่วมพบว่าประตูระบายน้ำเสียหายทั้งหมด 6 บาน และด้านตะวันตกชำรุดอีก 14 บาน และคันกั้นน้ำอีก 20 กว่าจุด ที่ขณะนี้ต้องทำการซ่อมถาวร ทั้งนี้มีเรื่องการแทรกแซงในทุกๆที่ โดยสิ่งที่น่ากังวลและจะต้องดูก็คือช่วงปลายน้ำ การจัดการปลายน้ำต้องดูคุณภาพเครื่องสูบน้ำ ที่การทำงานอย่างแท้จริงต้องอย่าให้การเมืองแทรก จะมีหน่วยงานโดยเฉพาะได้หรือไม่ หรือหากไม่ไว้ใจคนไทยก็ให้ฝรั่งมาดูแล สำหรับการกำหนดแก้มลิง หรือ ฟลัดเวย์ ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็จะกำหนดได้ ซึ่งตนคิดว่าหากใช้กราฟฟิคดูแลการเคลื่อนของน้ำก็คิดว่าจะเอาอยู่ อย่างไรก็ตามอยากเห็นความร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการบริหารจัดการน้ำยังต้องใช้ผู้มีความรู้ด้านวิศวกรรม และอย่าเอาการเมืองเข้าแทรกแซง ต้องปล่อยให้ผู้ปฏิบัติทำงาน
เชื่อหากไม่มีอะไรขวางทางน้ำไม่ท่วมซ้ำ
นายธีระชน กล่าวอีกว่า ในปี 2555 หากมีน้ำท่วมและไม่มีสิ่งปลูกสร้าง หรืออะไรที่กั้นน้ำหรือขวางทางน้ำ ก็เชื่อว่าน้ำจะท่วมไม่หนักมากเหมือนปี 2554 พร้อมกับต้องมีการบริหารจัดการที่ดี เพราะเหตุการณ์ปี 2554 ไม่ใช่เรื่องธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่มีเรื่องการบริหารจัดการที่ผิดพลาดด้วย ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องพายุ ที่อาจเข้ามายังบริเวณท้ายเขื่อน ทำให้น้ำถล่มลงพื้นที่ด้านล่างได้ แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้น้อย
ด้านนายปราโมทย์ กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาลถึงประชาชน ต้องมีความเข้าใจเรื่องของธรรมชาติ ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับฝนก็มีอยู่ที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศอยู่เป็นระยะ ซึ่งหน่วยงานราชการมีข้อมูลระดับน้ำทั้งหมด แต่ไม่มีการเผยแพร่ไปสู่ประชาชน ทำให้ไม่ทราบข้อมูล เจ้าหน้าที่ก็ใจเย็น มีความประมาทไม่ได้เฉลียว คิดว่าเป็นน้ำท่วมธรรมดา แต่พอน้ำล้นตลิ่งในต้นเดือนกันยายน คันกั้นน้ำที่มีอยู่ตลอดแต่ก็สู้ไม่ไหว ส่วนด้านตะวันตกที่น้ำไปยังแม่น้ำสุพรรณบุรี ครั้งแรกมีนักการเมืองระบุว่าอย่าเอาน้ำมามาก แต่ในที่สุดนักการเมืองสู้น้ำไม่ไหวก็ต้องเอาไปมาก เมื่อธรรมชาติเป็นเช่นนี้ ตนเห็นใจเจ้าหน้าที่ไม่เคยประสบเหมือนเหตุการณ์นี้ เรื่องราวความสูญเสียบอกข้อมูลน้อยไป ทำให้ความสูญเสียมากขึ้น ต้องถือเป็นบทเรียน แต่ตนไม่ได้หมายถึงใครผิดใครถูก
"ปราโมทย์"หวังธรรมชาติคงไม่โหดร้ายเกินไป
“แผนยั่งยืน 8 แผนยังไม่สามารถทำได้ทันทีในปี 2555 หรือ ปี 2556 เพราะยังไม่มีไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไรชัดเจนที่จะไปสู้กับวิกฤติการณ์ เนื่องจากไม่มีเวลาที่จะดำเนินการ อีกไม่กี่เดือนก็ถึงฤดูน้ำมาแล้ว เพราะฉะนั้นต้องติดตามสถานการณ์และบริหารตามหลักความเป็นจริง ในปี 2555 หากน้ำมาเท่ากับปี 2538 ก็ทำให้ยุ่งได้แล้ว ปี 2555 ขึ้นอยู่กับธรรมชาติจะมาโจมตีแบบไหนจะเหมือนปี 2554 หรือไม่ แต่ปี 2555 มีการดักน้ำชัดเจนมีประสิทธิภาพได้ดีกว่าปี 2554 โดยเฉพาะเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ โดยหากฝนตกมากในภาคเหนือก็มีความอันตราย เพราะน้ำจากแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน จะไหลมาจ่อที่แม่น้ำเจ้าพระยาจ.นครสวรรค์ ซึ่งกรุงเทพมหานครก็เตรียมรับมือ แต่หากตกในกรุงเทพมหานครก็จะแก้ไขได้ ซึ่งตนหวังว่าธรรมชาติจะไม่โหดร้ายเกินไป” นายปราโมทย์ กล่าว
ยันคงน้ำในเขื่อน45%เหมาะสมแล้ว
นายปราโมทย์ กล่าวอีกว่า แผนระยะยาว การฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นเรื่องที่ควรต้องดำเนินการมาหลาย 10 ปี แล้ว แต่ที่ผ่านมาไม่มีความชัดเจน ซึ่งกยน.กำหนดใหม่จำนวน 3.3 แสนไร่ และเห็นว่าไม่สามารถเป็นไปได้ที่จะทำให้เสร็จภายใน 3 เดือน เพราะหลังจากนี้จะเป็นช่วงหน้าแล้ง ขณะที่การบริหารจัดการเขื่อน ที่มีการกำหนดว่าให้น้ำคงไว้ในเขื่อน 45 % นั้น เห็นว่าเป็นปริมาณที่เหมาะสมแล้ว เพราะหากคงน้ำไว้ในเขื่อนเพียง 30% ถือว่าเป็นปริมาณน้ำตาย อีกทั้งในปลายเดือน พ.ค. ต้องมีน้ำสำรองไว้ทำนาในหน้าฝน เพราะทุกพื้นที่ไม่ได้มีน้ำใช้สมบูรณ์ทั้งหมด และการฟื้นฟูประสิทธิภาพการระบายน้ำ ต้องศึกษาวิเคราะห์การทำฟลัดเวย์ให้ชัดเจน ซึ่งอย่าเพิ่งบอกว่าฟลัดเวย์ไม่มีความจำเป็น เพราะการจัดให้มีพื้นที่รับน้ำหลาก จำนวน 2 ล้านไร่ ยังไม่เพียงพอจึงต้องศึกษาการทำฟลัดเวย์ด้วย
ย้ำฟลัดเวย์ต้องมีขอบเขตชัดเจน
สำหรับการชดเชยให้ประชาชนในพื้นที่ทำฟลัดเวย์หรือแก้มลิง นายปราโทย์ กล่าวว่า ในอดีตประชาชนก็ยังไม่ได้อีกจำนวนมาก ซึ่งในอนาคตการกำหนดพื้นที่รับน้ำหลาก ต้องมีการจัดการเกี่ยวกับประชาชนให้มีความชัดเจนว่าจะทำอย่างไร เพราะพื้นที่ 2 ล้านไร่ แบ่งเป็นหย่อมๆยังไม่บอกอาณาบริเวณที่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการจัดการให้ประชาชนได้รับรู้อย่างทั่วถึง และต้องมีขอบเขตชัดเจน ขณะที่ทีมทำงานต้องลงพื้นที่ที่เก็บข้อมูลเกษตรกรที่เข้าข่ายได้รับผลกระทบ ซึ่งมีความสำคัญก่อนที่จะกำหนดการเยียวยา ชดเชย ตนจึงเห็นว่าเป็นงานระยะยาวไม่ใช้แผนงานในปี 2555 ซึ่งในวลานี้ฟลัดเวย์ก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะอยู่ที่ไหนอย่างไร ประเภทไหน ซึ่งจะต้องไปสำรวจหาข้อมูลก่อนเพื่อดูข้อมูลว่าเป็นอย่างไร ส่วนงบประมาณ 350,000 ล้านบาท มองเป็นกรอบงานของรัฐบาลที่หาเงินออกมาตามแผน แต่ยุทธศาสตร์เนื้อในยังมีรายละเอียดอีกจำนวนมาก
เตือนทำฟลัดเวย์อย่าใจร้อน
นายปราโมทย์กล่าวต่อว่า การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์มีความน่ากังวล เพราะจะมีการกำหนดเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะต้องมีแบบ ซึ่งบอกว่าเป็นงานระยะยาว ฟลัดเวย์จะทำตรงไหนก็ต้องมีการส่งมายังรัฐบาลก่อนที่ทำการศึกษาโดยการเขียน TOR ที่อาจจะเสียเวลาบ้าง ตนอยากให้รัฐบาลดำเนินการในหนทางที่ถูกต้อง อย่าใจร้อนจะทำเลย ยกเว้นการขุลอกคูคลองที่ทำได้เลย แต่เรื่องอื่นต้องมีความชัดเจนก่อน ส่วนการสร้างคันกั้นน้ำ ยกถนน ใครก็พูดได้แต่ต้องหาข้อมูลวิศวกรรมว่าน้ำจะเข้าออกอย่างไร ในแง่ของผมเห็นว่าก่อนจะทำอะไรจะนำเงินออกมาต้องเขียนโครงการที่มีข้อมูลให้เป็นเรื่องเป็นราว ฟลัดเวย์เช่นกันขณะนี้ยังไม่มีคำตอบว่าจะอยู่ที่ไหนแนวไหนอย่างไร ต้องหาแนวที่ชัดๆว่าจะเอาตรงไหน ผลกระทบเป็นอย่างไร จะชดเชยอย่างไร ต้องใจเย็นๆ ตนคิดว่ากยน.กำหนดได้แต่ลากจอบลากเสียมไม่ได้แน่นอน
"งบประมาณ 3.5 แสนล้าน มองว่ายังเป็นแค่กรอบของรัฐบาลที่มีความตั้งใจจะนำเงินออกมาแปะไว้ก่อน เพราะแผนยุทธศาสตร์ยังมีรายละเอียดอีกมาก ผมย้ำว่าว่าเป็นงานระยะยาวที่รัฐบาลต้องเขียนรายละเอียดเพื่อให้มีการศึกษาอย่าไปใจร้อน เชื่อว่าสำนักงบประมาณไม่จ่ายหรอกถ้าไม่มีโครงการที่ชัดเจนไปแลก” นายปราโมทย์ กล่าวและว่า
"แต่ที่ผ่านมายังไม่เห็นโครงการก่อสร้างอะไรเกิดขึ้นที่จะทันกับสถานการณ์น้ำในปีนี้ เพราะฉะนั้น อีก 3 เดือนข้างหน้า ตัวใครตัวมัน"
"ต่อตระกูล"ระบุโรงงานต้องช่วยตัวเอง
ขณะที่นายต่อตระกูล กล่าวถึงการสร้างเขื่อนสูง 6 เมตรของนิคมอุตสาหกรรม ว่า นิคมฯต่างๆ คิดถูกแล้วที่ต้องช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้รอไม่ได้ โดยตนคิดว่าโรงงานญี่ปุ่นหลายโรงงานที่ไม่มีทุนเหมือนกับโตชิบา ก็ต้องมีการถอนตัว เพราะตอนน้ำท่วมก็ขาดทุนแล้ว แต่การสร้างเขื่อนป้องกันของโรงงานโตชิบา หากน้ำท่วมในปีนี้ ตนก็ยังแปลกใจว่าจะขนถ่ายวัตถุดิบอย่างไร ซึ่งตนสรุปว่าในปี 2555 ต้องช่วยตัวเอง



