
โฟกัสยุทธศาสตร์รับวิกฤติน้ำท่วม
โฟกัสยุทธศาสตร์รับวิกฤติน้ำท่วม - 3 เดือนของการ 'บริหาร-จัดการ' ที่ท้าทาย : โดย ... ทีมข่าวภูมิภาค
"สิ่งที่ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมใน จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ปทุมธานี ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมเห็นตรงกันและต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือคือ การวางระบบขนส่งและโลจิสติกส์จากพื้นที่ในส่วนของนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเชื่อมโยงไปยังฐานการส่งออกอื่นๆ จะเห็นว่าภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้น นอกจากปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวโรงงานโดยตรงแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างยิ่งก็คือการเชื่อมโยงระบบขนส่งจากแหล่งผลิตในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อกระจายไปสู่ส่วนอื่นๆ ที่ได้รับความเสียหายตามไปด้วย" วรวุฒิ อนุรักษ์วงศ์ศรี ผู้จัดการทั่วไป บริษัทที่ดินบางปะอิน จำกัด เจ้าของนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยากล่าวและว่า
ถัดมาคือการช่วยเหลือในเรื่องของภาคการเงิน ที่จะต้องลงทุนใหม่กับเครื่องจักรและการฟื้นฟูโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้ โรงงานต่างมีการทำประกันภัย แต่การเบิกจ่ายมีความล่าช้า อยากให้รัฐบาลช่วยเร่งรัด เพื่อที่โรงงานจะได้นำเงินส่วนการประกันมาฟื้นฟูกิจการและชดเชยพนักงานในส่วนที่ต้องเลิกจ้าง หากรัฐบาลสนับสนุนในสิ่งเหล่านี้ เชื่อได้ว่าผู้ประกอบการจะไม่ย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่อื่นแน่นอน"
"แนวทางป้องกันน้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม ด้วยการปิดล้อมทั้ง 4 ด้านของนิคมอุตสาหกรรม เชื่อว่าจะป้องกันน้ำท่วมได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ภาคอุตสาหกรรมห่วงใยก็คือ ไม่มั่นใจต่อการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ส่วนตัวยังเห็นว่าแผนปฏิบัติการที่น้อยเกินไป ขณะที่การใช้พื้นที่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา ทำแก้มลิงรองรับน้ำ อยากให้รัฐบาลเร่งทำความเข้าใจกับมวลชน ถึงการจ่ายค่าทดแทนค่าความเสียหาย ถ้าการทำความเข้าใจไม่ดีอาจจะทำให้เกิดการประท้วงเรียกร้องได้" พากร วังศิลาบัตร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยากล่าว
เป็นส่วนหนึ่งจากข้อคิดเห็นจากภาคเอกชน ที่สะท้อนต่อการเดินทางมาปฏิบัติภารกิจของ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 13-17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ในการติดตามงานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งเป็นการลงพื้นที่เพื่อติดตามการบริหารจัดการน้ำ ในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ กระทั่งเป็นที่มาของการสนับสนุนงบประมาณรวม 4,998.55 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการลงทุนเพิ่มเติมตามความจำเป็นเร่งด่วน (FLAGSHIP PROJECTS) รวม 177 โครงการ กระจายอยู่ในภาคเหนือ ภาคกลาง ที่อยู่นอกเหนือไปจากแผนยุทธศาสตร์ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.)
ทั้งนี้ กยน.ได้กำหนดยุทธศาสตร์และแผนแม่บทของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ด้วยหลักคิด คือน้ำต้องมีที่อยู่ และมีที่ไป ในขณะที่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับการดูแล ส่วนพื้นที่ชุมชน เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศต้องได้รับการป้องกัน เช่นเดียวกับพื้นที่เกษตรกรรมที่กลายมาเป็นทุ่งรับน้ำ (แก้มลิง) ที่อยู่นอกพื้นที่ป้องกัน รวมทั้งพื้นที่ที่นำมาใช้ผันน้ำหลาก (Floodway) จะต้องได้รับการดูแล
สำหรับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ รัฐบาลแบ่งแผนแม่บทออกเป็น 4 กลุ่มพื้นที่ รวม 31 จังหวัด ได้แก่ 1.พื้นที่ต้นน้ำ 10 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และพะเยา 2.พื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร และชัยนาท 3.พื้นที่กลางน้ำตอนล่าง 8 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี และนครนายก 4.พื้นที่ปลายน้ำ 7 จังหวัด คือ นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครปฐม ปทุมธานี และกรุงเทพฯ
พื้นที่ต้นน้ำให้ความสำคัญกับการดูแลป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ฝายแม้ว การรักษาระบบนิเวศ โดยมอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดพื้นที่ปลูกป่าเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศวิทยาในลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก รวมพื้นที่ประมาณ 3.3 แสนไร่ ที่จะต้องแล้วเสร็จใน 3 ดือน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย ที่จะต้องเร่งเชื่อมโยงระบบข้อมูลทุกหน่วยให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน โดยกำหนดให้มี 3 เครื่องมือสำคัญ คือศูนย์ข้อมูลการจัดการน้ำแห่งชาติ ทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบข้อมูลทุกหน่วยราชการเป็นคลังข้อมูล ระบบศูนย์เตือนภัย มีการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน จัดทำระบบคาดการณ์แบบจำลองสถานการณ์และเตือนภัยในเชิงพื้นที่
การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน ให้ปรับปรุงเกณฑ์การบริหารน้ำของเขื่อนใหญ่ทั้ง 33 แห่ง โดยให้มีความสมดุลในช่วงฤดูฝนและแล้ง ซึ่งต้องพิจารณาถึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การป้องกันบรรเทาอุทกภัย การเกษตร อุตสาหกรรม ควบคู่กันไปให้เหมาะสม เขื่อนสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ได้ปรับเกณฑ์การบริหารจัดการใหม่ โดยให้มีปริมาณน้ำต่ำสุดอยู่ที่ 45% ซึ่งจะทำให้ปี 2555 เขื่อนทั้ง 2 แห่ง สามารถรับน้ำได้ 1.2 หมื่นล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่า ปี 2554 ถึง 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร
สำหรับพื้นที่กลางน้ำทั้งตอนบนและตอนล่าง ให้ความสำคัญกับการหาที่อยู่ให้น้ำ การจัดหาทุ่งรับน้ำ (แก้มลิง) ให้สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และทุ่งรับน้ำธรรมชาติ โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชน
ส่วนงานที่จะดำเนินการในพื้นที่แก้มลิงได้แก่ การทำคันปิดล้อมในพื้นที่จำเป็น มีการก่อสร้างทางน้ำเข้า-ออกของน้ำ ขุดลอกทางน้ำ เชื่อมโยงน้ำออกจากแก้มลิง จัดหาเครื่องสูบน้ำ เพื่อเตรียมการให้พร้อมทั้งก่อนรับน้ำหลากและหลังปัญหาอุทกภัยคลี่คลาย
ขณะที่พื้นที่ปลายน้ำ ให้ความสำคัญกับการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจหลักและการผันน้ำ (Floodway) โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการที่จะเกิดขึ้น อาทิ พื้นที่ป้องกันฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ปรับปรุงคันดินปิดล้อมริมแม่น้ำ ปรับปรุงคลองระบายน้ำภายในคันดินปิดล้อม โดยเฉพาะคลองแนวเหนือใต้ ปรับปรุงทางน้ำหลาก (Floodway) นอกคันดินปิดล้อม
ด้านการป้องกันพื้นที่อุตสาหกรรม รัฐบาลได้มีแผนและงบประมาณจัดทำพื้นที่ปิดล้อมป้องกันพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมโดยการปรับปรุงคันที่มีอยู่แล้ว ทั้งในส่วนที่เป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก และคันดินให้สามารถป้องกันน้ำไม่ให้เข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม พร้อมทั้งปรับปรุง และเสริมให้แข็งแรงสามารถกันน้ำได้ มีแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จ.พระนครศรีอยุธยาในภาพรวมที่ชัดเจน ที่ไม่ใช่การป้องกันนิคมอุตสาหกรรมแต่เพียงอย่าง เดียว รวมถึงการจัดการด้านโลจิสติกส์และระบบกระจายสินค้า การเดินทางเข้าออกนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดน้ำท่วมเป็นเวลานาน
แนวทางข้างต้นคือแผนงานเร่งด่วนที่รัฐบาลวางเอาไว้และต้องการที่จะผลักดันให้เห็นความคืบหน้าภายใน 3 เดือน เป็นการรับมือกับภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
----------
(หมายเหตุ : โฟกัสยุทธศาสตร์รับวิกฤติน้ำท่วม - 3 เดือนของการ 'บริหาร-จัดการ' ที่ท้าทาย : โดย ... ทีมข่าวภูมิภาค)
----------



