
ทหารคุมเข้มร.ร.ยะลาเหตุบึ้ม3ลูกซ้อน
ทหารคุมเข้ม ร.ร.สามัคคี จ.ยะลา หลังเจอบึ้ม 3 ลูกซ้อน เล่นงานจนท.เจ็บ 4 ราย ด้าน ผอ. สั่งปิดสถานศึกษา เชื่อฝีมือกลุ่ม 'ฮูไบดีล่ะห์-สาอูดี' ขณะที่แกนนำครูจี้ 'รัฐ' เร่งฟื้นความเชื่อมั่น
24 ก.พ.55 จากกรณีที่เกิดเหตุคนร้ายนำระเบิดบรรจุในถังแก๊สจำนวน 3 ลูก มาซุกซ่อนไว้ใกล้ศาลา และขนำ ข้างอาคารเอนกประสงค์ ของโรงเรียนสามัคคี หมู่ 7 บ้านกาโต๊ะ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา จากนั้นจุดชนวนระเบิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ทหาร ฉก.ยะลา 14 จำนวน 6 นาย เดินทางเข้ามาดูแลรักษาความปลอดภัยครูและนักเรียน โรงเรียนสามัคคี แรงระเบิดทำให้ทหารบาดเจ็บ 4 นาย และตัวอาคาร ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 ก.พ.55 ที่ผ่านมา
นางอาภรณ์ สมพงษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสามัคคี กล่าวว่า ได้ประกาศให้หยุดเรียนเป็นเวลา 1 วัน หลังจากเกิดเหตุระเบิดขึ้น เนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่จากศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ 10 ยะลา ยังเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุไม่เสร็จสิ้น นอกจากนั้นนายธวัช แซ่ฮ่ำ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาที่ 2 พร้อมเจ้าหน้าที่ได้เดินทางมาตรวจสอบที่เกิดเหตุ ให้กำลังใจบุคลากรของโรงเรียน ส่วนการรักษาความปลอดภัยนั้น เจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจยะลาที่ 14 จำนวน 12 นาย ได้กระจายกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับครูโดยรอบบริเวณโรงเรียน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ให้กับคณะครู
นายธวัช แซ่ฮ่ำ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษายะลาเขต 2 กล่าวว่า วันนี้ทางโรงเรียน สามัคคี ได้ขอหยุดทำการเรียนการสอน 1 วัน แต่เฉพาะนักเรียนเท่านั้น ส่วนครู ก็ยังมาปกติ เพราะโรงเรียนยังไม่เรียบร้อย ส่วนในวันจันทร์ก็จะเปิดเรียนปกติเพราะจะมีการสอบโอเน็ตของเด็กนักเรียน ป.6 สำหรับการขอกำลังรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมนั้น หลังจากเกิดเหตุ ทางผู้ว่าราชการ จ.ยะลา ได้ลงมาดูสถานที่เกิดเหตุ และจะเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยให้กับทางโรงเรียน
ที่ผ่านมา โรงเรียนสามัคคี เคยเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี 2548 มีการยิงถล่มเข้ามาแต่ครั้งนั้นไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ หลังจากนั้นก็ไม่เคยมีเหตุการณ์ใด จนกระทั่งวันที่ 23 ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้นภายในโรงเรียน ส่วนขวัญกำลังใจของครูก็ลดลงบ้าง แต่ทุกคนก็ยังทำหน้าที่อยู่และไม่ได้คิดจะย้ายไปไหน ซึ่งทาง สำนักงานเขตฯเองก็ได้มาเยี่ยมเยียนดูแล โดยตลอด ที่ผ่านมาการขอย้ายของครู ออกนอกพื้นที่ เป็นการย้ายตามปกติ ส่วนกรณีย้ายเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบไม่มี เนื่องจากส่วนใหญ่จะเป็นคนในพื้นที่ นายธวัช กล่าว
มีรายงานจากชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด ระบุว่า สำหรับระเบิดที่พบ เป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง ที่บรรจุใส่ในถังแก๊สขนาด 7 กิโลกรัม โดยมีน้ำหนักรวมประมาณ 10 กิโลกรัม จำนวน 3 ลูก โดยลูกที่ 1 ฝังไว้ใต้ผิวดินข้างอาคารเอนกประสงค์ ติดกับศาลา ส่วนอีกสองลูก ฝังเอาไว้ข้างขนำด้านหลังอาคารเอนกประสงค์ ซึ่งหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่พบว่าระเบิดทั้ง 3 ลูก จุดชนวนด้วยระบบแบตเตอรี่ ที่คนร้ายลากสายของระเบิดทั้ง 3 ลูก พ่วงกัน แล้วจุดชนวนระเบิดครั้งเดียว ซึ่งระเบิดในลักษณะนี้เพิ่งจะพบเป็นครั้งแรกว่ามีการพ่วงระเบิดถึง 3 ลูก ในครั้งเดียวกัน
มีรายงานจากชุดสืบสวนสอบสวน ระบุว่า สำหรับกลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่พุ่งเป้าไปยังกลุ่มของนายฮูไบดีล่ะห์ รอมลี แกนนำก่อเหตุรุนแรงที่รับผิดชอบพื้นที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา โดยมีนายสาอุดี สตาปอ แกนนำระดับปฎิบัติการ เป็นผู้ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ นอกจากนั้นด้านการข่าวก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุ มีรายงานว่ากลุ่มก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ อ.บันนังสตา ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในการประกอบวัตถุระเบิด ได้เข้ามาในพื้นที่ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา เพื่อวางแผนในการก่อเหตุ ส่วนกรณีเหตุระเบิดในครั้งนี้ที่พบว่ามีการพ่วงวัตถุระเบิดถึง 3 ลูก เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเป็นการทดลองระบบการจุดชนวนระเบิดในลักษณะนี้ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรง
แกนนำครู'รัฐ'เร่งฟื้นความเชื่อมั่น
นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านยะหา ในฐานะที่ปรึกษาสมาพันธ์ครู จ.ยะลา และอดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อนความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.) เปิดเผยถึงเหตุคนร้ายนำระเบิดบรรจุในถังแก๊สจำนวน 3 ลูก ซุกซ่อนไว้ใกล้ศาลา และขนำ ข้างอาคารเอนกประสงค์ ของโรงเรียนบ้านสามัคคี หมู่ 7 บ้านกาโต๊ะ ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา จนแรงระเบิดทำให้อาคารในสถานศึกษาและมีผู้ได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 23 ก.พ.55 ที่ผ่านมา ถือเป็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาที่รุนแรงที่สุดด้วยการใช้ระเบิดนับตั้งแต่ปี2547 เป็นต้นมา เนื่องจากก่อนหน้านี้คนร้ายจะก่อเหตุรอบรัศมีโรงเรียนเท่านั้น หากไม่รวมเหตุลอบวางเพลิงสถานศึกษาใน 3 จังหวัด
นายประสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เหตุครั้งนี้ไม่ได้ทำลายขวัญข้าราชการครูและบุคลากรทางศึกษาเหมือนที่ผ่านมาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงเด็กนักเรียน และผู้ปกครอง เพราะหลังเกิดระเบิดภาพที่ปรากฎคือการร้องห่มร้องไห้ของครู นักเรียน และพ่อแม่เด็กที่มาถึงสถานศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความหวาดกลัวและวิตกกังวลอย่างมาก
“ผลพวงที่ตามมานับจากนี้คือเรื่องของความรู้สึกเพราะไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนเด็กนักเรียนจะหายหวาดผวา และผู้ปกครองต้องวิตกกังวลความไม่ปลอดภัยในวันที่ลูกไปสถานศึกษาเพราะไม่มีใครรับประกันได้ว่าทุกอย่างจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนครูเรื่องขวัญและกำลังใจแทบไม่ต้องพูดถึง”นายประสิทธิ์ กล่าว
แกนนำครูรายนี้ กล่าวต่อว่า รัฐและหน่วยงานความมั่นคง รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาต้องทบทวนและพิจารณาหาจุดบกพร่องให้ได้ว่าจะต้องเร่งอุด และปิดช่องโหว่อย่างไร เพราะแม้นจะไม่มีครู เด็กนักเรียนตกเป็นเหยื่อระเบิดครั้งนี้แต่ปัญหาภาวะทางจิตใจ และความรู้สึก จะต้องไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำซากอีกต่อไป เพราะจะไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายในระยาวแน่นอน
“จะปรับแผนรักษาความปลอดภัย หรือจะให้เจ้าหน้าที่ประจำการในโรงเรียน รวมถึงจะมีแนวทางอะไรทำให้แวดวงการศึกษารู้สึกว่าแนวทางที่เกิดขึ้นช่วยลดอัตราเสี่ยงอันตรายในชีวิตและทรัพย์สินได้ รับและเจ้าหน้าที่ฝ่ายมั่นคงควรเร่งทำให้เร็วที่สุดเพื่อเป็นฟื้นความเชื่อมั่นกลับมาโดยเร็ว” นายประสิทธิ์ กล่าว



