ข่าว

'เต้น'ซัด'ปชป.'จ้องทำลายความน่าเชื่อ'รบ.'

'เต้น'ซัด'ปชป.'จ้องทำลายความน่าเชื่อ'รบ.'

24 ก.พ. 2555

'ณัฐวุฒิ' ซัด 'ปชป.' ตีรวน จ้องทำลายความน่าเชื่อของรัฐบาล ระบุไม่จำเป็นต้องรอร่างแก้ไขรธน.ภาคประชาชน เหตุมีเจตนารมณ์ตรงกัน เชื่อไม่มีล็อบบี้รับร่างแก้ไขรธน.

                    24 ก.พ.55 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์ และส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่รัฐสภาพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม 3 ฉบับ โดยไม่รอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของภาคประชาชนว่า ภาคประชาชน ส.ส. และรัฐบาล มีเจตนารมย์ที่ตรงกันว่า เห็นควรที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ โดยแก้ไขมาตรา 291 เพื่อให้มี ส.ส.ร.มาดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยผ่านกระบวนการทำประชามติของประชาชน เมื่อเจตนารมย์ตรงกันเช่นนี้ ก็ถือว่าประชาชนที่เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญได้มีส่วนร่วมในการประกาศจุดยืนและแสดงเจตนารมย์ในการแก้รัฐธรรมนูญแล้ว ถ้าหากสาระสำคัญของร่างทั้ง 6 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีความแตกต่างกันจึงจะเป็นประเด็นที่จะต้องรอให้ครบทุกฉบับแล้วนำมาเข้าสู่กระบวนการพิจารณา แต่นี่สาระสำคัญเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

                    ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามอภิปรายว่ารัฐบาลมีวาระซ่อนเร้นที่ไม่รอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภาคประชาชนนั้น เห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์พยายามปิดบังวาระซ่อนเร้นของตัวเอง แต่ว่าซ่อนเอาไว้ไม่ได้ การพยายามอธิบายว่า ต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฟังดูแล้วเหมือนจะดี แต่พอออกจากปากพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นชัดทันทีว่าไม่ได้มีความจริงใจต่อประเด็นดังกล่าว เพราะจุดยืนที่แท้จริงของพรรคประชาธิปัตย์คือ ไม่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเห็นต่างจากกลุ่มประชาชนที่เคลื่อนไหวให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด เมื่อถึงเวลาก็หาโอกาสตีรวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำลายความชอบธรรม และความน่าเชื่อถือของรัฐบาล การที่พรรคประชาธิปัตย์ออกมาปกป้องความต้องการของประชาชนเหล่านั้นเป็นเกมที่ต้องการล้มการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเรื่องเหล่านั้นคนเขารู้ทัน

                    เมื่อถามถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหาออกมาระบุว่ามีความพยายามล๊อบบี้ ส.ว.ในการลงมติเห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่าใครล๊อบบี้ใคร เพราะว่าการลงมติรับร่างฯ ตนมั่นใจว่าฝ่ายที่เห็นด้วยเขาแสดงตัวตนชัดเจนเปิดเผยมาโดยตลอด แต่ในขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยพยายามจับมือรวมตัวกันในที่ลับ แล้วสลับบทบาทกันออกมาแสดง ทั้งพรรคการเมือง ส.ว.สรรหาและกลุ่มมวลชนนอกสภา ซึ่งจริงๆ ต้องดูว่าฝ่ายที่ตกลงจะไม่รับมีการล๊อบบี้กันหรือไม่ มีการตกลงวางแผนร่วมกันอะไรหรือไม่ มีความพยายามที่ต้องการให้เกมในสภาปั่นป่วน เพื่อสร้างโอกาสให้กับเกมนอกสภา หรือกระทั่งอำนาจนอกระบบออกมาเคลื่อนไหวอีกหรือไม่เพราะตนยังไม่เห็นเหตุผลที่จะต้องถึงขนาดมาล๊อบบี้เพื่อแลกผลประโยชน์กับการให้รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะที่ผ่านมานายดิเรก ถึงฝั่งส.ว.สรรหาเคยศึกษาเรื่องความสมานฉันท์และยังเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เพราะฉะนั้นก็มีกลุ่มที่ชัดเจนกับการแก้ไขมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่ตอนที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลไม่ให้ความร่วมมือ