
'จงคิดดี คิดชอบ'และ'อย่าคิดสั้น'
'จงคิดดี คิดชอบ'และ'อย่าคิดสั้น' : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
รัฐบาลเพิ่งผ่านศึกสำคัญในการต่อสู้ภายใต้กระบวนการยุติธรรม ในกรณีพระราชกำหนด 2 ฉบับที่รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการ กระทั่งทำให้ฝ่ายค้านสบช่องโอกาสยื่นเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญทำหน้าที่พิจารณาตีความว่าขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์และหรือบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือไม่
ต้องถือว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาในทางบวก ได้ทำให้ภาระในการทำความเข้าใจและการชี้แจงถึงที่มาที่ไปของการออกกฎหมายสำคัญดังกล่าวยุติลง มิฉะนั้นก็อาจเป็นรัฐบาลที่จะต้องยุติบทบาทก่อนจะได้เห็นมรรคผลของการบังคับใช้กฎหมายทั้ง 2 ฉบับ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก.ว่าด้วยการบริหารจัดการหนี้สาธารณะ และ พ.ร.ก.เกี่ยวกับการกู้ยืมเงินเพื่อแก้ไขฟื้นฟูปัญหาอุทกภัย
ทำให้เห็นได้ว่ารัฐบาลมีภารกิจและมีความเคลื่อนไหวในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งคนจำนวนหนึ่งจะชื่นชอบรัฐบาลที่ออกแรงแสดงฝีไม้ลายมือมากกว่ารัฐบาลหรือผู้นำที่ค่อนข้างนิ่งเฉยหรือออกตัวทำอะไรเหมือนจะล่าช้าไม่ทันการณ์ แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า การกระทำใดๆ ต้องอยู่บนพื้นฐานของ “การคิดดี คิดชอบ” เป็นสำคัญ หากรัฐบาลทำโน่นทำนี่เพียงเพื่อให้มีผลงานอวดชาวบ้านและชาวโลก แต่ “คิดสั้น” เพียงเพื่อให้สักแต่ว่ามีผลงานหรือสักแต่ว่า เคยสัญญาอะไรไว้ จะอย่างไรก็ต้องผลักดันโครงการงบประมาณออกมาตอบสนองสิ่งที่ให้คำมั่นกับชาวบ้านแบบไม่รู้กาลเทศะ ก็อาจเป็นวิกฤติมากกว่าโอกาสที่คาดว่าจะได้
เรื่องที่เห็นได้ชัดที่สุดในขณะนี้ คือ ความพยายามผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอ้างเสียงสนับสนุนของประชาชนกลุ่มที่สนับสนุนพรรครัฐบาล และการอ้างถึงที่มาของรัฐธรรมนูญในปัจจุบันเปรียบไปถึงการเป็น “ผลไม้พิษ” ที่ผลิดอกออกผลมาจาก “ต้นไม้ที่มีพิษ (หรือ รัฐบาลจากการรัฐประหาร)” ในขณะนั้น ฟังดูอาจ “ได้ใจและสะใจคนฟังที่เกลียดการรัฐประหารเช่นเดียวกับผู้เขียน” ถ้าคิดอะไรกันแบบผิวเผิน เพราะในส่วนดีของรัฐธรรมนูญที่พบเห็นและน่าจะทำให้นักการเมืองไม่ค่อยพึงพอใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้น่าจะเป็นมาตรการที่เข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมและการกระทำในทางมิชอบของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ในเวลาต่อมาหลายพรรคการเมืองได้รับผลกระทบอย่างหนักถึงขั้นยุบพรรคและห้ามการเข้ามาเกี่ยวข้องทางการเมืองกระทั่งถูกลืมไปเลยก็มี
เช่นเดียวกับเรื่อง “อื้อฉาว” ต่างๆ ที่ทยอยพรั่งพรูออกมาเป็น “ระลอก” ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่ขัดขวางและเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการสร้างความน่าเชื่อถือของรัฐบาลต่อสาธารณะเป็นอย่างยิ่ง มากกระทั่งทำให้องค์กรที่ปรึกษาแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอทีเอฟ เอาประเทศไทยไปเข้ากลุ่มประเทศที่ต้องเฝ้าระวังอย่างยิ่ง (Dark Grey List) ฟังดูคงไม่น่ายินดีเอาเลย เพราะที่มาที่ไปของการถูกขึ้นบัญชีเช่นนี้มีที่มาจากความไม่ไว้วางใจที่ได้จากผลการศึกษาวิจัยและสำรวจออกมาเป็นรูปธรรมว่า สังคมเรายัง “ไม่ยี่หระหรือไม่เอาใจใส่กับเรื่องที่สังคมโลกเขาตื่นตัวกันมาช้านาน” อาทิ เรื่องจริยธรรม คุณธรรม หลักธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน รวมไปถึงการปล่อยปละละเลยในการบังคับใช้กฎหมายที่ย่อหย่อนขาดประสิทธิภาพ กระทั่งทำให้ผู้ก่อการร้ายมองประเทศไทยเป็นแหล่งพักพิง (Safe Haven) ในการประกอบอาชญากรรมข้ามชาติและเอาทรัพย์สินเงินทองมา “ฟอกขาว” ได้อย่างอิ่มเอมใจ ถ้ารัฐบาลยังนิ่งดูดาย หรือคิด “สั้น” เพียงแค่มองประโยชน์เฉพาะหน้าเรื่องของรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ไม่มองผลเสียหายที่มาจากทุรกรรมต่างๆ ของ ผู้ก่อการร้ายและผู้ไม่หวังดีต่อประเทศชาติเหล่านี้ ก็ไม่ต่างกับการร่วมเป็น “ผู้ให้การสนับสนุนหรือตัวการ” ตามกฎหมายอาญาที่บัญญัติไว้ชัดเจนนัก



