
'โลกมุสลิม'มอง'มะกัน-ยิว'หาข้ออ้างถล่ม
มองมุม'อิหร่าน-โลกมุสลิม' 'มะกัน-ยิว'หาข้ออ้างถล่ม!! : ทีมข่าวความมั่นคง รายงาน
ใน "สงครามซ่อนเร้น" ระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล นอกจากจะมีการต่อสู้ห้ำหั่นกันด้วยอาวุธร้ายแรงชนิดตาต่อตา-ฟันต่อฟันแล้ว ยังมีกลยุทธ์การต่อสู้ด้วย "สงครามความเชื่อ" อย่างเข้มข้นด้วยกันทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายอิสราเอลโดยการหนุนหลังของสหรัฐอเมริกา พยายามชี้ว่า อิหร่านกำลังสนับสนุนการ "ก่อการร้าย" และข้อหาเดิมๆ คือ ลักลอบพัฒนา "อาวุธนิวเคลียร์" ขณะที่อิหร่านก็ชี้ว่า อิสราเอลและสหรัฐกำลัง "จัดฉาก" สร้างเรื่องใส่ร้ายอิหร่านด้วยการสร้างภาพประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายเพื่อหา "ความชอบธรรม" ในการเข้าโจมตีอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่การจับกุมผู้ต้องหามือระเบิดชาวอิหร่าน ดูเหมือนว่าฝ่ายอิสราเอลและสหรัฐจะสามารถ "คุมทิศทางข่าว" ได้ทั้งหมด จนประหนึ่งว่า อิหร่านเป็นประเทศที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารไปเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ "อิหร่าน" และ "โลกมุสลิม" เริ่มออกหมัดสวนบ้างเมื่อไม่กี่วันมานี้ ด้วยการชี้ "ข้อพิรุธ" ที่น่าจะบ่งชี้ได้ว่าเป็นการ "ใส่ร้าย" อิหร่าน
โดยสำนักข่าวอะลามีของอิหร่าน รายงานว่า หน่วยข่าวกรองของอิหร่านได้ตรวจสอบประวัติของผู้ก่อเหตุแล้ว ทราบว่า ทั้งหมดเป็นคนอิหร่านจริง แต่เป็นสมาชิกกลุ่ม "เอ็มเคโอ" (Mujahedin Khalq Organization) หรือ "กลุ่มขบวนการต่อต้านการปฏิวัติสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน"
ดร.ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายความขัดแย้งภายในอิหร่านที่มีรากเหง้ามาจากเชื้อชาติและศาสนาว่า ในประเทศอิหร่านนอกจากจะมีคนส่วนใหญ่ที่มีเชื้อสาย "เปอร์เซีย" และนับถือศาสอิสลามนิกายชีอะห์แล้ว ยังประกอบด้วยกลุ่มคนเชื้อชาติ ศาสนาหรือนิกายอื่นๆ อยู่ด้วย
เช่น ชาวเคิร์ด, ชาวเติร์ก (ตุรกี), กลุ่มผู้ที่มีแนวคิดอิสระ ไม่นับถือศาสนาใดๆ เป็นต้น โดยกลุ่มคนเหล่านี้ส่วนหนึ่งมีแนวคิดต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน หลังเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง เนื่องจากไม่พอใจที่อิหร่านมีการปกครองด้วยหลักการทางศาสนาอย่างเข้มงวดมากเกินไป
โดยมีอิสราเอล และสหรัฐ คอยให้การสนับสนุนทางการเงิน อาวุธ และการฝึกกองกำลังเพื่อต่อต้านรัฐบาลอิหร่านอย่างลับๆ!!
ดร.ศราวุฒิ จำแนกกลุ่มหลักๆ ที่มีแนวคิดและกองกำลังต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน ดังนี้
1.กลุ่ม "ชาวเคิร์ด" ซึ่งเป็นเชื้อชาติที่อาศัยอยู่ในหลายชาติของตะวันออกกลาง ทั้งอิหร่าน, อิรัก, ซีเรีย, ตุรกี ฯลฯ โดยจุดมุ่งหมายของชาวเคิร์ด คือ การตั้งรัฐ "เคอร์ดิสสถาน" ขึ้นมา เพื่อแยกเป็นอิสระจากประเทศที่ตนเองอาศัยอยู่ รวมทั้งในประเทศอิหร่านด้วย
2.กลุ่ม "มูจาร์ฮีดีนอัลคัลค์" ซึ่งเป็นกลุ่มที่นิยมระบอบสังคมนิยม ไม่ใช่กลุ่มทางศาสนา มีเป้าหมายคือ โค่นล้มระบอบมุสลิมเคร่งจารีตของอิหร่าน โดยส่วนใหญ่สมาชิกของกลุ่มถูกเนรเทศออกไปเคลื่อนไหวในประเทศตะวันตก
3.กลุ่มที่ "ไม่นับถือศาสนา" ในอิหร่านที่ไม่พอใจการปฏิวัติเมื่อปี 1979 ซึ่งทำให้ประเทศอิหร่านปกครองโดยหลักการทางศาสนาอย่างเข้มงวด โดยแต่เดิมคนกลุ่มนี้ ซึ่งนิยมวิถีชีวิตแบบตะวันตกได้อย่างอิสระ แต่ภายหลังเปลี่ยนระบอบการปกครองก็ถูกจำกัดโดยข้อห้ามทางศาสนาแทน
"คนกลุ่มนี้ก็คือคนอิหร่าน มีสัญชาติอิหร่าน และมีหน้าตาคล้ายกับชาวเปอร์เซียมาก หากไปก่อเหตุที่ไหนคงยากที่จะแยกแยะว่าเป็นคนอิหร่านกลุ่มใด ผมจึงไม่อยากให้รีบสรุปว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการสนับสนุนของรัฐบาลอิหร่าน นอกจากนี้ หากเป็นกลุ่มที่หนุนรัฐบาล หรือกลุ่มเฮซบอลเลาะห์ คนพวกนี้จะมีอุดมการณ์ และเคร่งศาสนา คงไม่ไปปรากฏภาพว่าไปกินเบียร์หรือเที่ยวผู้หญิง ซึ่งสะท้อนว่า คนกลุ่มนี้อาจไม่ได้มีอุดมการณ์หรือเชื่อมโยงกับทางการอิหร่าน" ดร.ศราวุฒิ กล่าว
ดร.ศราวุฒิ ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่มีการใช้กลุ่มที่ต่อต้านรัฐบาลอิหร่านเพื่อ "จัดฉาก" สร้างสถานการณ์ว่า อิหร่านสนับสนุนก่อการร้าย ประกอบกับความตึงเครียดเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ของทั้ง 2 ประเทศ มหาอำนาจอาจหา "ความชอบธรรม" ในการเข้าโจมตีอิหร่าน เช่นเดียวกับอิรักที่อ้างเรื่องอาวุธร้ายแรง หรืออัฟกานิสถานที่อ้างเรื่องการก่อการร้าย
ขณะที่ นายภุมรัตน ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (อดีตผอ.สขช.) มองต่างมุมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีลักษณะของความเป็น "ธรรมชาติ" มากกว่าการจัดฉากสร้างสถานการณ์ขึ้นมา โดยคนกลุ่มนี้ชัดเจนว่าเข้าประเทศไทยมาเพื่อวางแผนทำอะไรสักอย่าง แต่เกิดความ "ผิดพลาด" จากการประกอบระเบิดจึงกลายเป็นเรื่องขึ้นมา
ส่วนข้อสังเกตของทางการอิหร่านว่าเป็นการจัดฉากนั้น เขาตอบว่า ก่อนอื่นเขาไม่ต้องการเข้าไปอยู่ตรงกลางระหว่างความขัดแย้งของ 2 ประเทศ และจะวิเคราะห์เฉพาะจากจุดตรงนี้ (ในเมืองไทย) เท่านั้น โดยลักษณะของการก่อเหตุคล้ายกับเหตุ "คาร์บอมบ์" เมื่อปี 2537 ที่มีการเช่าบ้านประกอบระเบิด และเตรียมระเบิดมาลงมือเหมือนกัน แต่เกิดผิดพลาดขึ้นเสียก่อน
อดีต ผอ.สขช.เชื่อว่า เท่าที่ติดตามข่าวเชื่อว่าน่าจะมีการเตรียมลงมือจริง และกลุ่มที่ประกอบระเบิดอาจเป็น "ชุดปฏิบัติการ" ลงมือเองด้วย ทั้งยังมีองค์ประกอบของการก่อการร้ายคือ มีองค์กรวางแผนการ และเตรียมแผนสำรองไว้เป็นอย่างดี สังเกตได้จากการหลบหนีไปทางสนามบิน และเลือกประเทศที่เป็นมุสลิมเหมือนกันอย่าง "มาเลเซีย" ในการหลบหนี
อย่างไรก็ตาม เขามองว่า เป้าหมายน่าจะเป็น "เจ้าหน้าที่ทูตยิว" มากกว่า "รมว.กลาโหมยิว" ซึ่งลงมือง่ายกว่ากันมาก เนื่องจากบุคคลสำคัญระดับรัฐมนตรีย่อมมีรถตำรวจ-ทหาร หรือทีมคุ้มกันอย่างเข้มงวด
ขณะที่เจ้าหน้าที่ทูตสามารถลงมือได้อย่างง่ายดาย ซึ่งเหตุการณ์น่าจะเหมือนกับที่อินเดียและจอร์เจีย หากไม่เกิดผิดพลาดขึ้นก่อนวันที่ 14 กุมภาพันธ์
อดีตผอ.สขช.กล่าวย้ำว่า ไม่มีประเทศไหนปลอดภัยจากการก่อการร้าย 100% แม้แต่สหรัฐ ที่ทุ่มเทงบประมาณและกำลังพลมากมายก็เคยพลาดมาแล้ว ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลสนับสนุน "งบประมาณ" ให้หน่วยข่าวมากกว่านี้
"ในสมัยที่ผมเป็นผอ.สขช. และหลังจากนั้นอีก 2-3 รุ่น สำนักข่าวกรองฯ ได้รับงบเพียง 60 ล้านบาทเท่านั้น ขณะที่หน่วยงานอื่น เช่น สันติบาล หรือหน่วยข่าวกรองทางทหาร ก็ไม่ได้แตกต่างจากกันมากนัก หากรัฐบาลอยากได้ข่าวหรือผลงานจะต้องกล้าลงทุนด้วย ไม่ใช่จะเรียกเอาแต่ผลงานอย่างเดียว" อดีต ผอ.สขช.กล่าวทิ้งท้าย
..............
(หมายเหตุ : มองมุม'อิหร่าน-โลกมุสลิม' 'มะกัน-ยิว'หาข้ออ้างถล่ม!! : ทีมข่าวความมั่นคง รายงาน)



