ข่าว

สมคิดชี้วิธีแก้วิกฤติศก.หนุนแบงก์ปล่อยกู้

สมคิดชี้วิธีแก้วิกฤติศก.หนุนแบงก์ปล่อยกู้

10 พ.ค. 2552

"สมคิด"แนะรัฐบาลสร้างพันธสัญญา ร่วมประคองประเทศฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจช่วง 2 ปี จี้หามาตรการให้ความอุ่นใจนายแบงก์ปล่อยเงินกู้ กระชับสัมพันธ์กับรัฐบาลต่างประเทศสอดคล้องกับโครงสร้างธุรกิจ พร้อมหันมาเน้นตลาดในประเทศ แทนพึ่งพาการส่งออก

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ ไทยแลนด์ นิว ดีล : พันธสัญญาใหม่ เพื่ออนาคตไทย ซึ่งจัดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ว่าขณะนี้มีความน่าเป็นห่วงว่าประเทศไทยยังไม่มีพันธสัญญาใหม่ร่วมกันที่จะนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้ ต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรที่จะประคองเศรษฐกิจในช่วง 2 ปีนี้ ตนจึงได้เสนอพันธสัญญาใหม่เพื่ออนาคตไทย

 ข้อแรก รัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในภาวะวิกฤติแน่นอนว่าธนาคารจะไม่ปล่อยสินเชื่อ แต่หากรัฐบาลสามารถทำให้นายธนาคารมั่นใจในการปล่อยสินเชื่อได้ สภาพคล่องก็จะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ รัฐจะต้องแก้ปัญหาเชิงรุกให้ภาคการส่งออก เพราะหากทำไม่ได้จะสร้างปัญหากลับมายังระบบเศรษฐกิจอีกรอบ

 "เข้าใจว่าปัญหาการเมืองตอนนี้เหมือนมีทอร์นาโด แต่เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี สินค้าเกษตรขายไม่ได้ ก็จะกลับมาสร้างปัญหาการเมืองอีกรอบ และแม้ภารกิจของรัฐบาลจะหนักหนา แต่เชื่อว่าจะผ่านไปได้ภายใน 2-3 ปี ซึ่งต้องให้เกียรติแนวทางแก้ปัญหาของรัฐบาลนี้ และให้เวลารัฐบาลทำงานด้วย ส่วนโครงการลงทุน 1.56 ล้านล้านบาท ที่ต้องกู้เงินจำนวนมากจะสร้างหนี้สาธารณะให้เพิ่มขึ้นถึง 60% ได้ ดังนั้นรายละเอียดของโครงการอยากให้คิดใหม่ ต้องไม่ปัดฝุ่นโครงการเดิม" นายสมคิดกล่าว

 ต่อมาคือ ปัจจุบันโครงสร้างของธุรกิจโลกเปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลของหลายประเทศเข้ามาครอบครองกิจการขนาดใหญ่ของเอกชน เช่น ธุรกิจน้ำมันและสถาบันการเงิน ทำให้การตัดสินใจทางธุรกิจจะมีรัฐบาลของหลายประเทศเข้ามามีส่วนร่วม ดังนั้นการดำเนินธุรกิจและความสัมพันธ์ของรัฐบาลกับรัฐบาลต่างประเทศจะต้องสอดคล้องกันกับทิศทางธุรกิจ และรัฐจะต้องประสานกับเอกชนมากขึ้น แต่หากทำอะไรไร้ทิศทางจะทำให้เอกชนลำบาก

 สุดท้ายคือ โครงการเศรษฐกิจโลกก็เปลี่ยนไป จากเดิมที่เคยพึ่งพาการส่งออก ก็จะหันมาเน้นตลาดภายในประเทศมากขึ้น เริ่มจากจีนที่ทำไปก่อนหน้านี้แล้ว ขณะที่ไทยก็สามารถทำได้ แต่จะต้องปฏิรูปการเกษตรทั้งระบบก่อน กระทรวงทั้งหลายต้องประสานการทำงานและมีการกระจายอำนาจ

 นายสมคิดกล่าวอีกว่า ไทยยังจำเป็นต้องฟื้นภาพลักษณ์ประเทศใหม่จากที่เสียหายไปมากช่วง 3-4 ปีมานี้ หลักๆ คือเรื่องกฎหมาย และคุณภาพของคนที่จะมาบริหารประเทศในอนาคต

 "สิ่งที่ผมเป็นห่วงขณะนี้คือเรื่องความสามัคคี อยากให้ทุกคนคิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก ให้คิดว่าชีวิตสั้น ถ้ามีโอกาสขอให้ร่วมคิดร่วมกันทำ คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมก่อนประโยชน์ส่วนตน ส่วนตนจะเล่นการเมืองอีกหรือไม่นั้น มองว่าที่ผ่านมา 6 ปี ทำมาพอแล้ว หากไม่มีความจำเป็น คิดว่าทำมามากพอแล้วสำหรับอายุขนาดนี้ อีกทั้ง หากต้องเข้าไปจริงแล้วพบว่าทำอะไรไม่ได้ หรือเข้าไปเห็นในสิ่งที่ไม่อยากเห็นก็ไม่อยากจะเข้าไป แต่ถ้าเข้าไปแล้วประเทศดีขึ้น ลูกหลานจะได้ประโยชน์ ก็ไม่แน่เช่นกัน" นายสมคิดกล่าว