ข่าว

เที่ยวไทยใจระทึก

เที่ยวไทยใจระทึก

22 ก.พ. 2555

เที่ยวไทยใจระทึก : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

              ถึงบัดนี้ ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดประเทศไทยถึงได้วิตกทุกข์ร้อนกับการที่ต่างประเทศจะออกคำเตือนพลเมืองประเทศของเขาต่อการเดินทางมาประเทศไทย เพราะถ้าจะพูดไปแล้วก็เป็นเรื่องปกติที่ทุกประเทศจะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชนของตน มากกว่าจะไปห่วงกังวลกับรายได้จากการท่องเที่ยวของประเทศอื่น ซึ่งแม้แต่ประเทศไทยเองก็คงต้องออกคำเตือนทำนองเดียวกันแก่พลเมืองไทยซึ่งจะเดินทางไปยังประเทศอื่นที่มีความเสี่ยง ไม่ว่าความเสี่ยงนั้นจะเกิดจากความไม่สงบทางการเมือง โรคระบาด หรือการก่อการร้าย
 
              ดังนั้น ปัญหาของเรื่องนี้ จึงไม่ได้อยู่กับการที่ประเทศหนึ่งประเทศใด หรือสถานทูตหนึ่งสถานทูตใดในประเทศไทย จะออกคำเตือนผ่านทางเว็บไซต์ หรือช่องทางอื่น แต่อยู่ที่การเร่งแก้ไขสถานการณ์อันเป็นที่วิตกกังวลนั้นให้ลุล่วงลงโดยเร็วที่สุด และก็ไม่ใช่ด้วยการแก้ข่าว หรือเรียกเจ้าหน้าที่สถานทูตต่างประเทศมาชี้แจงข้อมูลซึ่งยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าเท็จหรือจริง เพราะหลังจากที่ประเทศเหล่านั้นถอนคำเตือนได้ไม่กี่วัน ก็มีการระเบิดด้วยพฤติการณ์ที่ใกล้เคียงกับการก่อการร้ายในอินเดียและจอร์เจียเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ
 
              ผมทราบดีว่า รายได้หลักทางหนึ่งของประเทศไทยมาจากการท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อไหร่ที่นักท่องเที่ยวลดจำนวนลง เมื่อนั้นผู้ประกอบอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวก็ย่อมจะได้รับผลกระทบอย่างมาก แต่ในทางกลับกันเราได้ให้การดูแลเอาใจใส่ “ลูกค้า” ของเราดีเพียงไร นักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยได้รับการคุ้มครองเพียงพอหรือไม่กับภัยจากโจรผู้ร้าย การโก่งราคาสินค้า การข่มขู่ขายของ หรือการถูกทำร้ายและล่วงเกินทางเพศ นักท่องเที่ยวที่มาเมืองไทยได้รับความสะดวกรวดเร็วเพียงไรกับการติดต่อกับตำรวจหรือเจ้าหน้าที่ของทางการไทย โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากเรื่องภาษา และระบบราชการ รวมทั้งพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่บางคนที่ขยิบหูขยิบตากับร้านค้าซึ่งกระทำความผิดกับนักท่องเที่ยว
 
              ข้างต้นนั้น เป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นในภาวการณ์ปกติ ซึ่งหากเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เช่น การจลาจล ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการก่อการร้าย ถามจริงๆ เถอะครับว่า เราจะมีปัญญาไปดูแลและให้ความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวอย่างทั่วถึงได้อย่างไร และหากเกิดเรื่องราวที่ไม่คาดฝันขึ้น ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของเรา ย่อมจะหนักหนาและยาวนานกว่าการขาดรายได้เพียงบางส่วนในระยะสั้นตามคำเตือนของต่างประเทศต่อพลเมืองของตนอย่างแน่นอน
 
              ผมคิดว่า คำเตือนเหล่านั้นก็ไม่ได้มีผลถึงขนาดจะทำให้นักท่องเที่ยวเลิกราการมาประเทศไทยไปทั้งหมดหรอกครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามคำเตือนต่างหาก จึงจะทำให้ไม่มีนักท่องเที่ยวรายไหนกล้าเสี่ยงมาเที่ยวเมืองไทย เช่นเดียวกับการแก้ตัวหรือปฏิเสธข่าว ก็ไม่มีทางที่จะสร้างความเชื่อถือได้ แต่กลับทำให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นใจยิ่งขึ้นไปอีก หากสิ่งที่นักท่องเที่ยวได้รับการเตือนจากประเทศของตนเกี่ยวกับประเทศไทยนั้น ปรากฏเป็นจริงขึ้นมา
 
              ถ้าหากประเทศไทยฝากอนาคตไว้กับการท่องเที่ยวเช่นนี้ ผมก็คิดว่าถึงเวลาแล้วละครับที่จะต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดและปฏิรูปการท่องเที่ยวเสียใหม่ ไม่ใช่การขายการท่องเที่ยวแบบฉาบฉวยหรือตีหัวเข้าบ้าน และก็ไม่ใช่ให้การท่องเที่ยวเป็นแหล่งผลประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่ม แต่ต้องสร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบเพื่อดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นในความรู้สึกนึกคิดของภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม รวมทั้งการสร้างงานและรายได้จากการท่องเที่ยวแก่ประชาชนในวงกว้างอย่างเป็นธรรม
 
              ถ้าเราทำบ้านเมืองของเราให้น่าอยู่ น่าเที่ยว และมีความปลอดภัย รวมทั้งมองนักท่องเที่ยวในฐานะแขกที่มาเยือน ไม่ใช่หมูที่มาให้ต้มตุ๋น ก็คงไม่ต้องไปปริวิตกกับเรื่องการท่องเที่ยวจนเกินการณ์หรอกครับ