ข่าว

หมวกกันน็อก

หมวกกันน็อก

22 ก.พ. 2555

หมวกกันน็อก: โลกของตำรวจ โดย ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข

             “เราเกาไม่ถูกที่คันใช่หรือไม่?” เป็นการตั้งคำถามกึ่งทบทวนตนเองอย่างเปิดใจเมื่อพบว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้สวมหมวกนิรภัย หรือที่นิยมเรียกกันว่า หมวกกันน็อกนั้น มีเพียงแค่ 2% ทั้งๆ ที่ปี พ.ศ.2554 ถูกประกาศให้เป็นปีแห่งการรณรงค์ส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย 100%
 
              การใช้งบประมาณจำนวนมาก โดยให้ความสำคัญกับรูปแบบของ "การสร้างกระแสสังคม” แต่กลับหวังผลถึงระดับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งเป็นประเด็นใหญ่และยากเนื่องจากอุบัติเหตุคือประเด็นที่คนไทยคุ้นเคยและเคยชิน จนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาหรือเรื่องเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไม่สวมหมวกนิรภัยในกลุ่มวัยรุ่น (ขนาดเรื่องที่ใหญ่กว่านี้วัยรุ่นยังกล้าที่จะเสี่ยง เช่น การค้ายาเสพติด แม้กระทั่งในโรงเรียนและภายในมหาวิทยาลัย)
 
              ดังนั้นการที่จะดำเนินการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยให้ประสบความสำเร็จนั้น ผู้บริหารที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องดำเนินการถึงขั้นที่เรียกว่า ขุดรากถอนโคนปรับเปลี่ยนวิธีคิดและกระบวนทัศน์ในการมองโลก มองชีวิตกันใหม่ หากผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงยังยืนยันที่จะใช้ การบริหารจัดการแบบเดิมๆ ใช้วิธีการแบบเดิมๆ สังคมไทยก็จะได้คำตอบแบบเดิมๆ และสูญเสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำความล้มเหลวในการบริหารจัดการด้วย
 
              กล้าหรือไม่ที่จะเริ่มต้นจากการคัดเลือกทีมบริหารจัดการระดับมืออาชีพมาทำงานด้านความปลอดภัยทางถนน ทีมบริหารจัดการจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจถึงสาเหตุที่เฉพาะเจาะจงของการไม่สวมหมวกนิรภัย เพื่อหาทางแก้ไขป้องกันที่สาเหตุรากเหง้าที่มาของพฤติกรรมการไม่สวมหมวกนิรภัยนั้น มิใช่มีเพียงความรู้ว่า มีผู้ขับขี่จำนวนเท่าไหร่ที่ไม่สวมหมวก
 
              กล้าหรือไม่ที่จะ คิดวิธีใหม่ๆ เพื่อแก้ไข ลดทอนอุปสรรคที่ทำให้ประชาชนไม่สวมหมวกนิรภัยพร้อมๆ กับการบังคับใช้กฎหมายร่วมด้วย มิใช่เอะอะก็จะให้ตำรวจบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด (นักวิชาการบางท่านเสนอให้เพิ่มค่าปรับอีก) อย่าลืมว่า การบังคับใช้กฎหมายมิใช่ยาวิเศษ และไม่มีผลที่คงทนถาวร ดังตัวอย่างที่ปรากฏเรื่องการสวมหมวกกันตำรวจมิใช่กันน็อกเมื่อไม่มีตำรวจคอยเฝ้า เพราะในความเป็นจริงแล้วตำรวจมิสามารถคอยจ้องแต่จะเฝ้าจับผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกนิรภัยได้ตลอดเวลา (ทำให้สังคมตั้งคำถามว่า ทำไมตำรวจจราจรชอบจ้องจับรถมอเตอร์ไซค์ช่วงใกล้สิ้นเดือน?)
 
              ครั้นตำรวจจะเอาจ่าเฉยมาช่วยงานก็ไม่สามารถป้องปรามผู้กระทำผิดได้อีก ถ้าตำรวจจะเล่นแต่บท...จับ จับ แล้วก็จับ ตำรวจก็จะโดนจับจ้องจากสังคมในข้อหา... “มันต้องการส่วนแบ่งค่าปรับ” ส่งผลให้ตำรวจ(ส่วนหนึ่ง)ต้องออกมาเล่นนอกบทเพื่อให้สังคมยอมรับการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจ เช่น การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ สอนหนังสือให้ความรู้ แม้กระทั่งฝึกอบรม เล่นเกม ทำกิจกรรมสร้างกระแสมวลชนต่างๆ เพื่อลดแรงต้านจากการบังคับใช้กฎหมาย ทำกันขนาดนี้ก็หวังอยากให้นายเห็นเผื่อจะได้เลื่อนตำแหน่งได้ยศถาบรรดาศักดิ์กับเขาบ้าง จนทำให้ตำรวจบางนายอดไม่ได้ที่จะแอบแทรกการประชาสัมพันธ์ตนเองให้ผู้มีอำนาจได้รู้ได้เห็นผ่านการเป็นนายแบบเชิญชวนให้ประชาชนสวมหมวกนิรภัย
 
              อย่างไรก็ตาม คนก็ยังสนใจน้อยกว่าป้ายประชาสัมพันธ์ (ป้ายหาเสียง) เรื่องยาเสพติด เพราะปัญหายาเสพติดถูกรับรู้ว่าทำให้เกิดทุกข์แสนสาหัส ดังนั้นโจทย์ที่ท้าทายภูมิปัญญาของทีมผู้บริหารความปลอดภัยทางถนนคือ ทำอย่างไรจึงจะทำให้นักการเมือง ผู้บริหารนโยบาย และประชาชนตระหนักอย่างจริงใจว่า อุบัติเหตุทางถนนคือทุกข์ที่หนักหนาสาหัสเช่นเดียวกัน
 
              ในเมื่อการบังคับใช้กฎหมายคือปลายทาง ดังนั้นการป้องกันมิให้คนทำผิดกฎหมาย(ป้องกันมิให้ผู้ขับขี่ไม่สวมหมวกนิรภัย) จึงเป็นข้อสรุปที่แสดงให้เห็นว่า เรื่องนี้มิใช่เรื่องเฉพาะของตำรวจเท่านั้น หน่วยไหนที่ใส่เกียร์ว่าง...เป็นหน้าที่ของทีมผู้บริหารความปลอดภัยทางถนนต้องหาคำตอบเพื่อแก้ไข!