
ชี้แก้รธน.ไม่ก้าวพ้นหัวแม่เท้าตัวเอง
"คม - ชัด - ลึก" จัดถก "สสร. แก้รัฐธรรมนูญ 2550" "เจษฎ์ โทณะวณิก" นักวิชาการมองทุกฝ่ายกำลังติดหล่มในการติดยึดที่ขุดเอาไว้ เป็นหล่มที่ฝังตัวเองและสังคมไทย เย้ยยังไม่ก้าวพ้นหัวแม่เท้าตัวเอง
20ก.พ.2555 รายการ "คม - ชัด - ลึก" ตอน : สสร. แก้รัฐธรรมนูญ 2550 มีผู้เข้าร่วมรายการ ประกอบด้วย นายพีระพันธ์ พาลุสุข คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย , นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำนปช. ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย , นายวิรัตน์ กัลยาศิริ คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ นายเจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีบัณวิทยาลัย สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม
นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเริ่มในวันที่ 23 ก.พ.นี้ โดยได้มีการพิจารณาทั้งหมดใน 3 ร่าง ประกอบด้วย 1.ร่างของรัฐบาล 2.ร่างของพรรคเพื่อไทย 3.ร่างของ ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา ส่วนร่างของภาคประชาชนที่ได้มีการยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯไปแล้วนั้น ในขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ ซึ่งคาดว่าคงจะใช้ไม่น้อยกว่า 3-4 เดือนดั้งนั้น การดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราคงจะไม่รอ แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะทิ้งภาคประชาชนซึ่งเราสามารถที่จะเชิญตัวแทนภาคประชาชนมาร่วมแสดงความคิดเห็นในขั้นตอนของ ส.ส.ได้ มาตราที่จะขอแก้ คือ มาตรา 291 ซึ่งเป็นวิธีเดียวกับที่พรรคประชาธิปัตย์ เคยยื่นขอแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้วตอนที่เป็นรัฐบาล สำหรับครั้งนี้ ที่มีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เราต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งในมาตรา 291 ไม่มีการระบุในเรื่องนี้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดเพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเข้าไป
นพ.เหวง กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ 50 ถือว่า เป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการโดยแท้ โดยเฉพาะประเด็นที่มาของ ส.ว.ก็มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งถือว่า เป็นการดูถูกประชาชน และมาตรา 309 ถือว่าเป็นมาตราที่มีความน่าเกลียดมากที่สุด เพราะเป็นการให้ความชอบธรรมในการรับรองการทำรัฐประหาร และเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 ยังมีอีกหลายประเด็นที่ทำลายหลักนิติธรรมและนิติรัฐ อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม ทาง ฝั่ง นปช. คงจะไม่ว่าอะไร หากร่างของ นปช.ที่เสนอไป ไม่ได้ถูกยื่นเสนอประกบเข้าไปในครั้งนี้ด้วย เพราะเราเห็นว่า ร่างทั้ง 3 ฉบับ ที่ได้มีการเสนอเข้าไปได้แล้ว ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ซึ่งจะเป็นการทดสอบด้วยว่า พรรคเพื่อไทยมีความคิดอย่างไร ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นายวิรัตน์ กล่าวว่า เราจะขอร่วมในการขออภิปราย แต่เราจะไม่ขอยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ประกบเข้าไป อีกทั้งเรากลับมีความไม่เห็นด้วยที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ อีกทั้งเราอยากที่จะใช้คำว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้เพื่อนำไปสู่ระบอบเผด็จการของพรรคการเมืองนายทุนผูกขาด เพราะเราเชื่อว่า ในที่สุดแล้วก็จะเป็นไปตามที่ตนได้บอกมานี้ และที่สำคัญการดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้มีการเร่งรัดอย่างมาก โดยเฉพาะการลดระยะเวลาการได้มาซึ่ง สสร. ลดระยะเวลาการทำประชามติและที่สำคัญไม่รอร่างขอแก้รัฐธรรมนูญที่มาจากภาคประชาชน เพราะความจริงแล้ว ร่างของ นชป.ก็ถือว่าเป็นเนื้อเดียวกับภาครัฐบาลอยู่แล้ว แต่ทำไม่อยู่ถึงกับมาทิ้งกันกลางทาง
"การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้พรรคประชาปัตย์ไม่เห็นด้วย เพราะเราคิดว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ถึงอย่างไรก็ดีกว่า ปี 2540 ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งแยกอำนาจ การถ่วงดุล การให้สิทธิเสรีภาพของประชาชน ซึ่งหากเราพิจรณาดูในเนื้อแท้ของรัฐธรรมนูยทั้ง 2 ฉบับ จะเห็นว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ดีกว่า ปี 2540 แน่นอน แต่ รัฐธรรมนูญ 2550 มีข้ออ้างเดียวที่ถูกหยิบยกมากล่าวอ้างโดยเสมอว่าเป็นรัฐธรรมมาจาก การเผด็จการ สิ่งที่เรากลัว ที่จะมีการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้ คือการเสนอแก้ไข มาตรา 102(7) และแก้มาตรา 309 ซึ่งเป็นการแก้ไขให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ การที่เราเป็นห่วงเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เนื้อแท้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ในที่สุดแล้ว ก็จะไปในสิ่งที่เราเป็นห่วง " นายวิรัตน์ กล่าว
นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาธิปัตย์ที่ผ่านมาเรามีความชัดเจนเพราะก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราได้มีการระบุชัดเจนว่า จะมีการแก้ไขในมาตราหรือประเด็นใด ซึ่งทำให้ประชาชนสามารถรับรู้และแสดงความคิดเห็นในสิ่งที่เราเปิดเผยออกมาได้ ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย เรายืนยันว่า รัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขได้ แต่เราควรที่จะบอกประชาชนให้รู้ว่า จะมีการแก้ไขในประเด็นใดเรื่องใด และหากเมื่อมีการแก้ไขแล้วประชาชนจะได้รับอะไร จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ที่รัฐบาลทำอยู่ในขณะนี้ คือไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดออกมา ก็เพราะว่า กลัวประชาชนจะรู้ ก็เลยจำเป็นจะต้องปิดเอาไว้
นายเจษฎ์ กล่าวว่า ตนเห็นว่าความคิดเห็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ กำลังติดหล่มในการติดยึด ไม่ว่าเราจะก้าวพ้นใคร หรือไม่ก้าวพ้นใคร แต่เรา ก็ไม่เคยก้าวพ้นหัวแม่เท้าตัวเอง เพราะตอนนี้เรากำลังติดหล่มที่พวกเราได้ขุดเอาไว้ และเป็นหล่มที่ฝังตัวเองและสังคมไทย และที่สำคัญหล่มนี้ เป็นหล่มของการติดยึด ที่ผ่านมาเรายังคงพูดถึงการทำรัฐประหาร พูดถึงรัฐธรรมนูญ 40 ซึ่งเรื่องเหล่านี้มันได้ผ่านพ้นไปแล้วดังนั้นในวันนี้ หากเราต้องการที่จะก้าวพ้นและให้ผ่านไป เราควรจะอยู่กับปัจจุบัน ไม่ควรพูดถึงเรื่องในอดีต ตนอยากจะให้ พูดถึงเรื่องในปัจจุบัน ที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่ความสงบสุข เราไม่ควรที่จะพูดถึงรัฐธรรมนูญ 40 หรือ 50 ดี เพราะสุดท้ายแล้ว เราก็จะมีการแก้รัฐธรรมนูญอยู่ดี สิ่งที่ตนอยากเห็นคือเอาเหตุผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่จะมีการแก้มา มาพูดคุยกัน และถกเถียงกัน และบอกประชาชนให้ได้รับทราบ ว่า เมื่อแก้แล้วประชาชนจะได้อะไร
นายเจษฎ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ตนเห็นว่าผู้ที่เกี่ยวข้องว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรมรนูญประชาชนจะได้รับประโยชน์ เราต้องมาดูว่าเราจะต้องทำอย่างไรทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเข้มแข็ง ซึ่งหากประชาชนไม่มีความเข้มแข็ง ตนคิดว่าเราจะมีรัฐธรรมนูญอีกกี่ฉบับก็จะต้องถูกฉีกอย่างแน่นอน ส่วนที่มีการเสนอให้เข้าประชาชนเข้ามาเป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้น ส่วนตัวแล้วไม่ได้ดูประชาชน แต่ตนมองการแก้ไขรัฐธรมรนูญ ควรจะให้คนที่มีความรู้ความสามารถ มาเป็นคนทำหน้าที่จะกีกว่า เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว ค่อยนำรัฐธรรมนูญที่ผ่านการร่างจากผู้เชี่ยวชาญไปถามประชาชนว่าเห็นด้วย การให้ประชาชนมาร่างอาจจะเกิดปัญหาความล่าช้า
"เรื่องนี้เปรียบเหมือนกับการซ่อมรถ ผมคงจะไปซ่อมรถเก่งกว่าช่างซ่อมรถมืออาชีพไม่ได้ หรืออาจจะซ่อมได้ แต่คงจะไม่เก่ง เช่นกันการแก้ไขรัฐธรรมนูญควรจะให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมาเป็นผู้ดำเนินการน่าจะเหมาะสมกว่า เพราะหากให้ประชาชนเข้าเป็นคนดำเนินการ ผมมีความเป็นห่วงว่าอาจจะทำให้เกิดความล่าช้าได้



