ข่าว

ยอดตายจากไข้หวัดใหญ่2009เพิ่มเป็น50คน

ยอดตายจากไข้หวัดใหญ่2009เพิ่มเป็น50คน

10 พ.ค. 2552

ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งขึ้นเป็น 50 คนแล้ว หลังพบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ในคอสตาริกาเสียชีวิต ระบบสาธารณสุขของเม็กซิโกยังย่ำแย่เกินกว่าจะรับมือไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ได้

รัฐมนตรีสาธารณสุข มาเรีย อาวิลา ของคอสตาริกา แถลงวานนี้ว่า เหยื่อของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งเป็นชายวัย 53 ปีเสียชีวิตแล้วเมื่อวันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากเขาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในกรุงซานโฮเซ เมืองหลวงของคอสตาริกานานกว่า 1 สัปดาห์ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตในทั่วโลกจากไข้หวัดตัวนี้เพิ่มเป็น 50 คน
   
ด้านรัฐบาลญี่ปุ่นแถลงว่า ผลตรวจเลือดอาจารย์และนักเรียนอีก 2 คน ที่เดินทางกลับจากอเมริกาเหนือเป็นบวก นับเป็นการยืนยันครั้งแรกว่า พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ เอ เอชหนึ่งเอ็นหนึ่ง ที่ญี่ปุ่น โดยทางการได้กักตัวอาจารย์วัย 46 ปี และนักเรียนชายวัย 16 ปีซึ่งเรียนระดับไฮสคูลอยู่ที่แคนาดาทั้งสองคนไว้ รวมทั้งผู้โดยสารอีก 49 คน ที่ร่วมเดินทางเข้ากรุงโตเกียวในเที่ยวบินเดียวกับบุคคลทั้งสามนี้เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ต้องส่งตัวผู้โดยสาร 7 คนใน 49 คนไปโรงพยาบาลแล้ว หลังพบว่าพวกเขามีอาการติดเชื้อหวัด   

ส่วนที่นอร์เวย์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแถลงเมื่อวานยืนยันว่า พบผู้ติดเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นครั้งแรก โดยเป็นผู้ใหญ่ 2 คนที่เพิ่งเดินทางกลับจากเม็กซิโก

จนถึงขณะนี้ข้อมูลการติดเชื้อทั่วโลกล่าสุด ขององค์การอนามัยโลกได้เพิ่มขึ้นเป็น 31 ชาติชาติ ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 3,440 คน โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตรวม 50 คน ในเม็กซิโก 48 คน และที่สหรัฐและแคนาดาอีกแห่งละ 1 คน

ระบบสาธารณสุขของเม็กซิโกยังย่ำแย่เกินกว่าจะรับมือไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ได้

ชาวเม็กซิกันจะพยายามทำทุกอย่าง เพื่อหลีกเลี่ยงการเข้ารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลของรัฐบาล ที่ผู้ป่วยอาจต้องทนทรมานกับอาการป่วยนานหลายชั่วโมง อยู่บนพื้นปูด้วยเสื่อน้ำมันเก่าขาด ที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหงื่อ , กลิ่นที่ชวนคลื่นเหียนและย่าฆ่าเชื้อ ผู้ป่วยจำนวนมาก มักจะไม่ได้พบแพทย์ แต่กลับเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการที่มุมจ่ายยา เพื่อรับคำแนะนำเรื่องการรับมือกับไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่

นายโฮเซ่ อังเกล คอร์โดว่า รัฐมนตรีสาธารณสุข ให้ความเห็นว่า ไม่น่าประหลาดใจที่ไวรัสอันตราย อย่างไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้เริ่มต้นและแพร่ระบาดไปทั่วเม็กซิโกอย่างรวดเร็ว คนจำนวนมากต้องรอคอยเป็นเวลานาน กว่าจะได้รับการช่วยเหลือด้านการ
แพทย์ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณกว่า 1 สัปดาห์ ความล่าช้าที่ว่านี้ จึงเป็นสิ่งที่อธิบายได้ว่าเหตุใดผู้เสียชีวิตจากไวรัสสายพันธุ์ H1N1 จำนวน 52 คน ทั่วโลก จึงเป็นชาวเม็กซิโกเสีย 48 คน

เป็นการยากที่สำหรับเม็กซิโก ที่จะยอมรับสถานการณ์การระบาดที่เกิดขึ้น ในช่วงที่นายคอร์โดว่า ประกาศว่ามีการระบาดของไวรัสเมื่อวันที่ 23 เมษายนนั้น ไวรัสได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ และออกไปนอกประเทศแล้ว เม็กซิโกมีนครใหญ่หลายแห่ง ที่มีโรงพยาบาล
เอกชนที่มีเครื่องไม้เครื่องทันสมัย และมีบุคลากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญที่จบการศึกษาจากสหรัฐชาวอเมริกัน ต่างพากันหลั่งไหลไปยังเม็กซิโก เพื่อเข้ารับบริการที่ราคาไม่แพง แต่ระบบการให้บริการนั้นจัดกว่าดีที่สุดระดับเวิร์ล คลาสส์ จากการที่แพทย์ระดับชั้นแนวหน้าประจำอยู่
ตามศูนย์โรคเฉพาะทางต่าง ๆ 
 
แต่ระบบโรงพยาบาลของรัฐ กำลังอยู่ในสถานการณ์วิกฤติ ผู้ป่วยบางคนที่สงสัยว่ากำลังมีอาการของไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เปิดเผยว่า โรงพยาบาลของรัฐไม่ให้ความสนใจพวกเขา หรือไม่ก็ปล่อยให้รอนานหลายชั่วโมงกว่าจะทำการรักษา แม้จะเป็นช่วงระยะเวลาที่รัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉินก็ตาม คนที่ขอความช่วยเหลือก่อนที่รัฐบาลจะประกาศเตือนภัยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ มักจะเป็นพวกที่มีอาการปวดศีรษะ มีไข้สูงและหายใจลำบากมักจะเจอกับแพทย์ที่งานล้นมือ และไม่เคยได้รับคำเตือนให้สังเกตอาการจากไวรัสชนิดใหม่

ชาวเม็กซิโก มีแนวทางในการรักษาตัวที่โรงพยาบาลของรัฐบาลและเอกชนที่แตกต่างกันมีโรงพยาบาลหลายแห่ง เอาไว้สำหรับบริการลูกจ้างของรัฐ และโรงพยาบาลสำหรับคนที่สมัครเข้าแผนประกันสุขภาพของโรงพยาบาล ดร.มาลาเควียส โลเปซ เคอร์วันเตส นักระบาดวิทยาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ออโตโนมัส ของเม็กซิโก ให้ความเห็นว่า ถ้ามีใครสักคนหนึ่งป่วย การที่เขาจะไปพบแพทย์หรือไปโรงพยาบาลนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเขามีประกันสังคมหรือไม่ ถ้าเขาไปผิดที่ หรือไปยังโรงพยาบาลที่ไม่มีประกันสังคม ก็จะมีคนมาบอกเขาว่า เขาไม่มีสิทธิ์ได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลแห่งนี้ รัฐธรรมนูญกำหนดให้ชาวเม็กซิโกได้เข้าถึงระบบประกันสุขภาพ แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่มีประกันสุขภาพ

เม็กซิโกใช้งบประมาณเพียง 6.6  เปอร์เซ็นต์ ของ GDP สำหรับอุดหนุนภาคสาธารณสุขน้อยกว่าสหรัฐครึ่งหนึ่ง และไม่มีประเทศใดไใน 30 ประเทศสมาชิก องค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ที่ให้งบประมาณด้านสุขภาพของสาธารณชน
น้อยเท่านี้อีกแล้ว ซึ่งหมายความว่า โรงพยาบาลต่าง ๆ ที่ให้บริการคนยากจนชาวเม็กซิโกส่วนใหญ่ จากทั้งหมด 44 ล้านคน จะล้นหลามไปด้วยผู้ไปใช้บริการ , ปราศจากเครื่องมือที่ทันสมัย , พนักงานจะมีงานล้นมือ แต่ได้ค่าแรงต่ำ และต้องทำงานภายใต้ระบบขั้นตอนที่ยุ่งยาก
 
ความแออัดของผู้ไปใช้บริการ , ความสับสนและขั้นตอนที่ยุ่งยาก ส่งผลให้ยากจนพากันหันไปใช้บริการจากร้านขายยา ที่ส่วนใหญ่จะขายยาแบบครอบจักรวาล ตั้งแต่เป็นไข้หวัดธรรมดาที่อาการไม่รุนแรง ไปจนถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์มรณะ ร้านขายาส่วนใหญ่มักจะมียาปฏิชีวนะและยาประสิทธิภาพสูงอื่น ๆ ขายให้ลูกค้า โดยไม่ต้องอาศัยใบสั่งแพทย์ทำให้ชาวเม็กซิกันนิยมซื้อยามารับประทานเอง ไม่ว่าจะได้ผลหรือไม่ และดูอาการเองประมาณ 1 หรือ 1 วันว่า มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง
 
ร้านขายยาบางแห่ง ยิ่งเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจด้วยการตั้งสำนักงานของแพทย์เอาไว้ข้าง ๆเพื่อเอาไว้ตรวจเล็ก ๆ น้อย ๆ คิดราคาแค่ 25 เปโซ หรือราว 70 บาท แต่ก็ถือว่าสูงพอสมควรสำหรับค่าแรงรายวันของคนเม็กซิโก หลังรัฐบาลประกาศเตือนภัยไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ เมื่อวันที่ 23 เมษายน มีผู้ป่วยไปรักษาตามคลีนิคเล็ก ๆ แบบนี้มากขึ้นแม้แต่พวกที่มีอาการเล็กน้อยก็ตาม