
"สมคิด"วอนทุกฝ่ายเห็นแก่ประเทศก่อน
"สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" วอนทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ประเทศชาติ ก่อนคิดถึงผลประโยชน์ของตัวงเอง ระบุไทยจะต้องเวลาอย่างน้อย 3 - 4 ปีกว่าฟื้นตัว พร้อมแนะรัฐบาลต้องใช้ความระมัดระวังการกู้เงินจากต่างประเทศ "นายกฯ"ขอบคุณพี่น้องคนไทยที่ร่วมแสดงออกในการถวายความจงรักภ
(10พ.ค.) นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี แสดงความเป็นห่วง ความสามัคคีของคนในประเทศโดยอยากให้ทุกฝ่ายเห็นแก่ประโยชน์ประเทศเป็นหลัก ก่อนคิดถึงเรื่องส่วนตัว ซึ่งประเทศไทย จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 2- 3 ปี จึงจะสามารถฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจได้ และสถานะทางการเมืองก็มีส่วนสำคัญ
ในการฟื้นเศรษฐกิจ โดยในขณะนี้ต้องให้เวลาและให้กำลังใจในการบริหารประเทศของรัฐบาล ในขณะที่รัฐบาลเองจะต้องรอบคอบ และหาบุคลากรในการทำงานที่เหมาะสม เพื่อกำหนดทิศทางในการบริหารประเทศ และไม่ควรมีนอมินีในการบริหารประเทศ เพราะจะไม่สามารถบริหารให้มีความน่าเชื่อถือ และเรียกความเชื่อมั่นจากต่างประเทศได้
สำหรับการกู้เงินจากต่างประเทศ นายสมคิด กล่าวอีกว่า ส่วนตัวแล้วเห็นว่าการกู้เงินของรัฐบาลในขณะนี้ มีความจำเป็น เพราะรัฐบาล ไม่สามารถจัดเก็บรายได้ตามเป้า และการขาดดุลงบประมาณเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องมีความระมัดระวังการกู้เงิน ไม่ให้อยู่ในระดับที่สูงเกินความจำเป็น และต้องมีรายละเอียดของการใช้เงินอย่างชัดเจน
"นายกฯ"ขอบคุณคนไทยที่ร่วมกันถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันหลักของชาติ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าว "ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ว่า ในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา ตนขอขอบคุณพี่น้องประชาชนคนไทย ที่ร่วมกันแสดงออกโดยเฉพาะในวันสำคัญ โดยเฉพาะวันฉัตรมงคลเมื่อวันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา ทางรัฐบาลได้จัดงานเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยในงานวันดังกล่าวมีประชาชนหลายแสนคนมาร่วมงาน ที่มาร่วมกันถวายความจงรักภักดีอย่างพร้อมเพรียงกัน ซึ่งสร้างความประทับใจให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ที่คนไทยร่วมกันแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในการร่วมแสดงความยึดมั่นต่อสถาบันหลักของชาติ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า "เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (6 พ.ค.) ตนเดินทางไปเปิดงานวันวิสาขบูชาโลกรับรองโดยสหประชาชาติ ซึ่งมีประเทศที่นับถือศาสนาพุทธเข้าร่วมกิจกรรมนับ 80 ประเทศ และนอกเหนือจากการจัดกิจกรรมฉลองวันวิสาขบูชาแล้ว ยังมีการจัดประชุม โดยนำหลักธรรมคำสอนมาประยุกต์แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การก่อการร้าย ภัยที่เกิดขึ้น รวมทั้งทางสายกลาง และให้มีส่วนร่วมเพื่อแก้ปัญหาส่วนรวม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดสิ่งที่ดี ที่ใช้สถาบันหลักของชาติช่วยในความสามัคคี
"นายกฯ"รับรัฐบาลปรับเพิ่มภาษี สร้างความเดือดร้อนให้ปชช.
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการปรับเพิ่มภาษีบาป เหล้า - บุหรี่ว่า เมื่อวันพุธ(6 พ.ค.) ครม.ได้อนุมัติเรื่องสำคัญเพื่อกำหนดแนวยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะหลังจากที่ประเทศได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจของโลก ส่งผลทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทั้งการส่งออก นำเข้า การท่องเที่ยวหดตัว ซึ่งปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ประเทศไทยได้รับกระทบตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว และต่อเนื่องมาถึงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยปัญหาส่วนหนึ่งทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าหมาย และโดยหลังจากที่ตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว ตน ได้รับรายงานว่าการจัดเก็บรายได้จะต่ำกว่า 1 แสนล้าน และมาถึงขณะนี้ที่เราผ่านมาทั้งเหตุการณ์ทางการเมืองและปัญหาอื่น คาดว่ารัฐบาลคงจะสามารถจัดเก็นรายได้ได้ต่ำกว่าเป้า 2 แสนล้าน ซึ่งตรงนี้ทำให้ส่งผลกระทบการบริหารการคลังของรัฐบาล รวมทั้งการกำหนดวงเงินงบประมาณปี 2553
นายกฯ กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีการจัดเก็บรายได้ฐานภาษีที่จำเป็นมุ่งไปในภาษีดำ ภาษีบาป โดยเหล้า และบุหรี่ นอกเหนือจากการมีรายได้เพิ่ม ยังสอดคล้องต่อเรื่องสาธารณสุข ที่เกี่ยวกับสุขภาพคนไทย เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการปรับภาษีเหล้ารัฐบาลเห็นว่าสามารถทำได้ง่าย ไม่มีเรื่องเพดานภาษีมากำหนด เพราะก่อนหน้านี้การปรับภาษียังไม่ได้ชนเพดาน รัฐบาลจึงตัดสินใจขยับราคาเบียร์ให้ชนเพดาน ซึ่งตรงนี้จะทำให้ราคาจำหน่ายเบียร์เพิ่มสูงขึ้นประมาณ 4 - 6 บาท ซึ่งจะทำให้มีเงินรายได้นำเงินเข้าสู่รัฐบาลได้ถึง 7 - 8 พันล้าน ส่วนการปรับภาษีสุราขาว สุราผสม บรั่นดี ที่ปรับขึ้น รัฐบาลคงจะต้องดูในสัดส่วนให้มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และที่สำคัญจะไม่ให้ไปกระทบต่อสุราขาว ที่ผลิตออกมจากชุมชนต่างๆ ที่ได้กลายเป็นโอทอป
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับบุหรี่ คงจะต้องมีการขยับเพดานให้สูงขึ้น เนื่องจากตัวเลขเดิมนั้นได้อยู่ในระดับที่ชนเพดานแล้ว ดังนั้นอาจจะต้องเพิ่มอัตราภาษีต่อซองเพิ่มอีกซองประมาณ 10 บาท สำหรับบุหรี่ในประเทศ โดยรัฐบาลจะทำให้สมเหตุสมผลที่สุด ส่วนภาษีน้ำมัน การจัดเก็บของประเทศไทยในเรื่องของภาษีน้ำมันนี้เราต้องยอมรับว่าราคาน้ำมันของประเทศไทยที่จำหน่ายอยู่ในขณะนี้ต่ำกว่าในหลายประเทศ ดังนั้นเราจะใช้กลไกกองทุนน้ำมัน โดยเก็บเงินเข้าสู่กองทุนนี้สะสมกว่า 2 หมื่นล้าน ถ้าเก็บภาษีเพิ่ม อาจจะช่วยลดการเก็บเข้ากองทุนได้อีกด้วย รวมทั้งในขณะนี้รัฐบาลกำลังการศึกษาเรื่องมรดก ยังไม่ได้เริ่ม ต้องทำกฎหมายใช้เวลาพอสมควร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า การปรับฐานภาษีวงเงินงบประมาณที่ต่ำกว่า 2 แสนล้าน ที่ได้มีการกำหนดไว้ปีหน้า ซึ่งรัฐบาลจะพยายามหลีกเลี่ยงการประมาณการรายได้เกินความเป็นจริง เพราะกองทุนเก็บภาษีจะมีแรงกดดัน และสร้างเดือดร้อนต่อประชาชน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมทั้งรัฐบาลจะให้หน่วยงานราชการในสังกัดกระทรวงต่างๆ ได้ไปดูแลเรื่องการปรับลดงบประมาณที่ไม่มีความจำเป็น เช่น ในส่วนของสำนักรัฐมนตรีได้มีการจัดงบประมาณ ในการก่อสร้างอาคารจอดรถใต้ดินของทำเนียบรัฐบาลจำนวน 800 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณในส่วนนี้ได้จัดออกทั้งหมด
"แม่ทัพภาค1"เผยชุมนุมใหญ่เสื้อแดงเย็นนี้ กองทัพไม่ส่งกำลังพลเข้าร่วมดูแล
พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 กล่าวถึงารชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติในช่วงเย็นวันนี้(10 พ.ค. ) ที่วัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง ว่า ในขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจยังได้ประสานเพื่อการขอสนับสนุนกำลังทหาร ให้เข้าช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย การชุมนุมของคนเสื้อแดงในช่วงเย็นนี้ แต่อย่างไรก็ตามในส่วนของกองทัพยังคงเฝ้ามีการติดตามสถานการณ์การชุมนุมอย่างใกล้ชิด ซึ่งล่าสุดจนถึงขณะนี้ตนยังไม่ได้รับรายงานสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด สำหรับการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในเย็นนี้นั้นเรายังคาดการณ์ไม่ได้
ด้านน.อ.มนทล สัชชุกร รองโฆษกกองทัพอกาศ กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ในส่วนของกองทัพอากาศก็ไม่ได้มีการจัดส่งกำลังเข้าสังเกตการชุมนุมแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุม
ผบช.น.ระบุตรวจเข้มอาวุธป้องมือที่3ป่วนวงเสื้อแดง
พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวถึงการดูแลรักษาความปลอดภัย การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่วัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง ช่วงเย็นวันนี้ว่า ทางนครบาลได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 กองร้อยจำนวน 450 นาย ดูแลความปลอดภัยบริเวณจัดงาน โดยมีการตั้งด่านตรวจ 3 จุดเพื่อตรวจค้นอาวุธไม่ให้พกพาเข้ามาในพื้นที่การชุมนุม รวมถึงการจัดระบบการจราจร เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนกับผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณดังกล่าว ซึ่งจากการประเมินคาดว่าผู้ที่มาชุมนุมน่าจะมีกว่า 1 หมื่นคน
พล.ต.ท.วรพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะมีการส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ เข้าไปปะปนร่วมกับผู้ชุมนุมในการสืบหาข่าวเพื่อป้องกันมือที่ 3 เข้ามาก่อกวน และดูแลความปลอดภัยของผู้ชุมนุม อย่างไรก็ตามการปราศรัยของแกนนำหากมีการพูดจายั่วยุปลุกปั่น เจ้าหน้าที่ก็มีการบันเทปไว้ตลอดอยู่แล้วก็จะนำมาพิจารณาว่าผิดกฎหมายหรือไม่ หากผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมาย



