ข่าว

ประยุทธ์ยันไทยไม่ใช่ฐานก่อการร้าย

ประยุทธ์ยันไทยไม่ใช่ฐานก่อการร้าย

20 ก.พ. 2555

"ประยุทธ์" ปัดการข่าวบกพร่อง ย้ำ ประเทศไทยไม่ใช่ฐานก่อการร้าย พร้อมแนะรัฐให้ดูแลปัญหาความมั่นคง ควบคู่ไปกับด้านเศรษฐกิจ วอนช่วยกันเป็นหูเป็นตาป้องกันก่อการร้าย

          วันที่ 20 ก.พ.55  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงเหตุกรณีระเบิดในซอยสุขุมวิท 71 โดยยืนยันว่า ไทยไม่ใช่พื้นที่ในการก่อเหตุและอยู่ห่างจากประเทศต้นเหตุอยู่มาก แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ก็ส่งผลกระทบในหลายด้าน ขณะที่ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ความบกพร่องของทางการข่าวแต่อย่างใด เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบเช็กการข่าวแล้ว พบว่า ไม่มีรายงานการก่อเหตุ แต่ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ก็มีการเฝ้าระวัง ดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่ และไม่ถือว่าภาครัฐประเมินการต่ำกว่าความเป็นจริง โดยได้เฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น จึงต้องช่วยกันเฝ้าระวัง และเจ้าของที่พัก ก็ต้องทำการเข้มงวดกับการเช่า โดยต้องมีบัตรประชาชนในการเข้าพักด้วย เพื่อจะสามารถติดตามตัวผู้ก่อเหตุได้

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า  การพัฒนาประเทศต้องให้ความสนใจ และให้ความสำคัญด้านความมั่นคงด้วยไม่ใช่เน้นด้านเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว

 

วอนช่วยกันเป็นหูเป็นตาป้องกันก่อการร้าย

           พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลงานด้านความมั่นคง ภายหลังเกิดเหตุระเบิดขึ้นที่ ซอยสุขุมวิท 71 ว่า  ปัญหาการก่อการร้ายมีทั้งโลก เนื่องจากปัจจุบันเป็นโลกไร้พรหมแดน จึงมีคนหลายประเภททั้งมีอุดมการณ์และไม่มีอุดมการณ์ ซึ่งประเทศไทยอยู่ห่างจากเรื่องพวกนี้และไกลจากต้นเหตุ เวลาเกิดขึ้นกับประเทศไทยแต่ละครั้ง ทำให้เป็นที่น่าตื่นตระหนกและส่งผลกระทบกับประเทศชาติโดยรวม สิ่งที่ควรทำในเวลานี้คือปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการสอบสวนและสืบหาสาเหตุ ผู้กระทำผิด หากผิดกฎหมายก็ต้องดำเนินการทางกฎหมาย ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ต้องช่วยกันดูแลโดยเฉพาะพฤติกรรม ลับ ๆ ล่อ ๆ อย่ามองเพีงแค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียว ในส่วนของผู้ประกอบการ ต้องตรวจสอบผู้ที่มาพักอาศัย ถ้าไม่ทำและเกิดเรื่องก็มาโทษเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงล้มเหลว ต่อไปนี้ โรงแรม ที่พักอาศัยจะต้องลงชื่อ เอาบัตรประชาชนลงทะเบียน เมื่อทำความผิดจะได้รู้ว่าเป็นใครและจับได้ ถ้าไม่สนใจจะเป็นอย่างนี้

           “ถ้าเราช่วยกันพูดและกระพือข่าวกันออกไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะตามมาคือเราจะมีศัตรูมากขึ้น ซึ่งเราต้องระมัดระวัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นการเตือนภัยว่า ประเทศไทยต้องเจออะไรบ้างในอนาคต ที่ผ่านมาเราอาจจะสบายมีคนมาท่องเที่ยวและไม่เคยเกิดความรุนแรง แต่โอกาสจะเกิดมากมาย เพราะเป็นโลกไร้พรหมแดน และการเข้ามาโดยการสัญจรข้ามแดน ซึ่งจะมีกติกา และการมุ่งสู่อาเซียนในปี 2558 ทำให้การสัญจรไปมาง่ายขึ้น และข้อสำคัญต้องยอมรับว่า บ้านเมืองเราเรื่องความเข้มงวดทำได้ค่อนข้างจำกัด ถ้าไม่อยากให้เหตุการณ์รุนแรง และไม่อยากให้คนร้ายมากขึ้น ในประเทศไทยต้องช่วยกัน เปิดหูเปิดตาเฝ้าระวัง และไม่ใช่ความผิดหรือเจ้าหน้าที่จะโยนความรับผิดชอบ เพียงแต่เจ้าหน้าที่จะได้ทำงานได้เต็มที่  เจ้า หน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่ กทม.มี 8 หมื่นกว่านาย และยังมีโจรปล้น จะมาบอกให้เจ้าหน้าที่อย่างเดียว และไม่มีปล้น ไม่มีจี้ ผมว่าทำไม่ได้ คน กทม. 10 ล้านคน 10 ล้านคู่สายตา ต้องช่วยกันดูแลจึงจะไม่เกิดเหตุ ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า งานด้านการข่าวทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ก็มีข่าวในเรื่องนี้ ซึ่งแบ่งงานตามความรับผิดชอบ อันไหนคือข่าวในประเทศ ข่าวการร้าย ข่าวชายแดน ข่าวกรองทางการรบ เป็นการแบ่งเจ้าหน้าที่ข่าวออกจากกัน ไม่ใช่ว่าคนนี้จะต้องรู้ทุกเรื่อง แต่เมื่อทุกฝ่ายมีข้อมูลก็มาประชุมร่วมกัน เรียกว่า ประชาคมข่าวกรอง และจะกระจ่ายข่าวช่วยกันดูแล อย่างตนเป็นทหารก็จะรับข่าวนี้มา เพราะตนไม่มีเจ้าหน้าที่ติดตามข่าวโดยตรง ต้องไปรับข่าวมาและจัดเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าระวัง ดูแลพิสูจน์ทราบ ช่วยกันทุกส่วน ถ้าไม่แบ่งงานกันทำไม่เพียงพอ และไม่ได้เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ข่าว ไม่มีใครรู้หรือทราบว่า กลุ่มที่จะก่อเหตุจะดำเนินการวันไหน  ถ้า เจ้าหน้าที่รู้เขาก็ไม่ทำ จะทำในที่ที่เจ้าหน้าที่ไม่รู้ หรือหย่อนยาน จุดอ่อนด้อย วันนี้ประเทศไทยไม่ใช่พื้นที่ที่มีการก่อการร้ายเป็นหลัก หรือเป็นพื้นที่ที่มีผลกระทบโดยตรง

           ผู้สื่อข่าวถามว่า ภาครัฐประเมินสถานการณ์ต่ำเกินไปหรือไม่ และจะมีแนวทางทำอย่างไรให้ประเทศไทยไม่กลายเป็นคู่ขัดแย้งกับต่างชาติ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะใช้คำว่าต่ำคงไม่ได้ เพราะมีการเตือนภัยมาล่วงหน้ากันก่อน และที่ผ่านมาก็ไม่เหตุการณ์ใดที่จะเตือนภัยมาล่วงหน้า และเหตุการณ์ครั้งนี้ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเชื่อมโยงในเรื่องใดทั้งสิ้น ต้องติดตามต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งต้องรอผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งก็ได้ตัวผู้ร่วมก่อเหตุมากขึ้น ต้องหาว่าเขาทำเพื่ออะไร ถ้าเราค่อยๆทำความเข้าใจ สืบหา คิดว่าจะแก้ปัญหาได้และไม่อยากให้เกิดขึ้นอีก อย่าตื่นตระหนก เพราะเราจะทำอะไรไม่ได้ หุ้นตก ค้าขายเสียหาย ดังนั้นต้องทำทั้ง 2 อย่างควบคู่กัน ประเทศชาติจะก้าวหน้าอย่าลืมนึกถึงความมั่นคงด้วย ถ้าคิดถึงแต่เศรษฐกิจหรือจะพัฒนาอย่างเดียว ไม่สนใจว่าต้องมีเจ้าหน้าที่เท่าไหร่ ใครดูแล ต้องให้สัดส่วนตามกันไป เหมือนกับว่า ถ้าประเทศชาติเข้มแข็ง ก็ต้องมีกำลังที่เข้มแข็งไว้คอยดูแล ทั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคง คนดีส่งเสริม คนไม่ดีคัดออก เอาคนใหม่เข้ามา บ้านเมืองจะดีขึ้นเรื่อย ๆ ต้องช่วยกัน

"ประยุทธ์"  ระบุขุดลอกคูคลองต้องเอาคนบุกรุกออก

 
          พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปเป็นประธานในพิธีปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรีว่า เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงมีพระชนมายุ 80 พรรษา ในปีนี้ เราจึงทำโครงการถวาย โดยใช้เวลาในการดำเนินการตั้งแต่ปี 55-59 โดยในระยะแรกเป็นการปลูกป่าต้นน้ำไล่ตั้งแต่ภาคเหนือลงมา ซึ่งในปี 55 เราจะมีพื้นที่ทั้งหมดป่าทั้งหมด 6 พัน กว่าไร่ สิ่งที่ทำในวันนี้เพื่อให้สอดคล้องกับการป้องกันน้ำท่วม ตามนโยบายของรัฐบาลมุ่งเน้นป่าต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งเราจะไปดูที่ป่าต้นน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวชายแดน  ทั้ง นี้เราต้องเปลี่ยนจากคำว่า ผู้บุกรุก เป็นคำว่า ผู้พิทักษ์ โดยเราต้องช่วยกันดูแลและใช้ทุกวิถีทาง สิ่งที่เราทำสำเร็จมาแล้ว คือ ดอยตุงโมเดล คือ ดูแลประชาชนแล้วให้ประชาชนมาดูแลป่า

          พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการประสานงานกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมนั้น ในส่วนที่รับมอบภารกิจจากรัฐบาลมา เราก็นำภารกิจมาวิเคราะห์ว่า จะทำอย่างไร จะมอบหมายหน่วยใดไปทำ และทำที่ไหน ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ซึ่งได้รับงบประมาณมาจำนวนหนึ่ง เราต้องไปสำรวจแล้วก็ขุดลอกคูคลอง และในการขุดต้องจัดระเบียบลำดับความเร่งด่วน คือ ตรงไหนที่ใช้เวลามาก และเดือดร้อนมากที่สุด โดยทั้งหมดเป็นงานพัฒนาที่เป็นไปตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เราต้องให้การสนับ สนุนรัฐบาล เมื่อรัฐบาลสั่งการมอบภารกิจมา เราก็จะวิเคราะห์และนำไปสู่การปฏิบัติโดยใช้กำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ ยานพาหนะที่เรามีอยู่ดำเนินการ โดยในกรุงเทพเราขุดคูคลอง 200 กว่าสาย ต่างจังหวัดก็เป็น 100 สาย ปัญหามีอย่างเดียว คือ พื้นที่ที่มีประชาชนบุกรุกอยู่ เราต้องเคลียร์ออกไม่อย่างนั้นทำงานไม่ได้

          เมื่อถามว่า ประชาชนจะมั่นใจได้มากน้อยแค่ไหนว่า จะไม่มีปัญหาน้ำท่วมเหมือนปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า คิดว่า ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องที่ตนต้องตอบ สิ่งที่ต้องตอบคือ ภารกิจที่ตนทำจะสำเร็จหรือไม่ เรื่องของน้ำในข้อเท็จจริงก็มีแค่เรื่องการกักเก็บน้ำ การพร่องน้ำ การระบายน้ำที่จะทำให้น้ำลดระดับลงไปอย่างรวดเร็ว ที่ผ่านมาอาจมีปัญหาตรงจุดใดจุดหนึ่ง เช่น คูคลองไปไม่ได้ ตื้นเขิน หรือประชาชนไม่ให้มีการระบายน้ำผ่าน หรือปริมาณน้ำมีมากกว่าปกติ ทุกอย่างอยู่ในระบบทั้งสิ้น เราไม่ต้องดูว่า รัฐบาลหรือใครทำ แต่ถ้ามีการทำอย่างแท้จริง ถึงน้ำจะมาก ตนคิดว่า แก้ได้

          “ถ้ามีการระบายน้ำ พร่องน้ำ โดยเฉพาะแนวทางของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ท่านทรงริเริ่มไว้หลายสิบปี แล้ว ถ้าพวกเราทำช่วยกันตามแนวทางท่าน ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนกระทั่งออกทะเล ตนคิดว่า แก้ได้และข้อสำคัญคือ แก้ให้คนเรายอมรับในกติกา และกฎหมายที่มีอยู่ ถ้าทุกคนยังมองว่า ไม่อยากให้น้ำท่วม แต่ทุกคนยังปลูกบ้านหลังคูคอลงอยู่ สื่อต้องไปชี้แจง ไปบอกเขา ถึงเวลาต้องเดือดร้อน จ่ายเงิน 5 พัน บาทคุ้มค่าหรือไม่ ไม่คุ้มหรอก ดังนั้นบ้านไม่ควรอยู่ริมคลองเพราะผิดกฎหมาย ผมไม่ได้ไปรังแกคนจน แต่ถ้าจะทำให้บ้านเมืองมีระเบียบ ไม่มีปัญหา ก็ต้องช่วยกันเคารพกฎหมาย ไม่ว่าใครทั้งสิ้น” ผบ.ทบ.กล่าว