ข่าว

ผู้นำอาเซียนผวาม็อบขนรปภ.อารักขาเอง

ผู้นำอาเซียนผวาม็อบขนรปภ.อารักขาเอง

10 พ.ค. 2552

ผู้นำอาเซียนผวาภัย "อนุพงษ์" ปูด 15 ชาติขนมาเองทีม รปภ.พร้อมอาวุธ เวทีเสื้อแดง 10 พ.ค. เล็งแฉคลิปเสื้อน้ำเงิน นายกฯ ย่องเที่ยวภูเก็ต ให้ "สุเทพ" คุมม็อบ พธม.พร้อมต้าน รธน.เพื่อแม้ว "ชัยอนันต์" ชี้ ก.ค.นี้ ไม่หยุดอึมครึม ทหารออกโรง

ความเคลื่อนไหวในการเตรียมการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาในระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน ยังเป็นไปอย่างเข้มข้น นอกจากจะมีการเตรียมกำลังทหารไว้นับหมื่นนายแล้ว ประเทศที่จะเข้าร่วมประชุมอีก 15 ประเทศ ยังเตรียมที่จะส่งชุด รปภ.และกำลังติดอาวุธของตนเองเข้ามาร่วมรักษาความปลอดภัยร่วมกับกองทัพอีกด้วย หลังจากมีบทเรียนมาแล้วจากการประชุมที่พัทยา

 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะจัดขึ้นที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งจะใช้กำลังทหารเป็นหลักว่า หากต้องการบล็อกไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นตามความคิดของรัฐบาล เราก็ต้องทำตามนั้น โดยเราต้องคุยกับส่วนล่วงหน้าของ 15 ชาติที่จะมาคุยเรื่องแผนการรักษาความปลอดภัยก่อน หากไม่มั่นใจก็อาจจะมีการขอแรง อย่างเอาชุด รปภ.และติดอาวุธมาเอง ก็จะทำให้ประเทศเสียหาย ซึ่งต้องบอกตรงๆ ว่า กำลังตำรวจไม่เพียงพออย่างแน่นอน และอาจจะเอาไม่อยู่

 ผู้สื่อข่าวถามว่า หากบางประเทศต้องการเอา รปภ.ติดอาวุธมาเองเป็นสิ่งที่ยอมไม่ได้ใช่หรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า การถือหรือติดอาวุธโดยโจ่งแจ้ง จะไม่มีใครทำตามมารยาท แต่ไม่สามารถพูดขณะนี้ได้

 เมื่อถามว่า จำเป็นต้องประกาศ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เพื่อให้อำนาจพิเศษแก่ทหารหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า เป็นการคิดง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร ถ้าใช้กฎหมายปกติทำได้ก็ทำ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมาดูว่าจะใช้กฎหมายอะไร ฝ่ายปฏิบัติเลยเสนอไปว่า ถ้ามีอำนาจก็รักษาสถานการณ์ได้ แต่ถ้าไม่มีอำนาจเลยก็รักษาสถานการณ์ไม่ได้

 ส่วนการนัดชุมนุมของกลุ่ม นปช. วันที่ 10 พฤษภาคม ที่วัดไผ่เขียว พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ ส่วนสถานที่ที่ยังมีทหารอยู่ก็คงเป็นทำเนียบรัฐบาล ส่วนพื้นที่อื่นเป็นเพียงการเตรียมหากมีการร้องขอ ก็ออกไปสนับสนุนเท่านั้น

 กรณีที่คนเสื้อแดงสงสัยทหารวางพล็อตเรื่องทุบรถนายกฯ ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า คิดกันด้วยเหตุด้วยผล จะมีใครไปวางพล็อตอะไรได้ ช่างคิดกันได้จริง ยืนยันว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์นั้นเลย แต่ได้รับการร้องขอจากตำรวจว่าขอทหารเพิ่มเติมก็ส่งไปให้โดยไม่ได้มีการทำแผนอะไรเลยจึงทำอะไรไม่ถูก คนที่ไปทำได้เพียงควบคุมฝูงชน แต่ไม่ได้ฝึกเฉพาะเรื่องรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ
 
ตร.ซ้อมคุมฝูงชน หลังมีข่าวม็อบเคลื่อนไหว

 วันเดียวกัน พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 (ผบช.ภ.8) มาติดตามการฝึกซ้อมทบทวนกองร้อยควบคุมฝูงชนของตำรวจในสังกัดกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ตทั้ง 8 สถานี จำนวน 2 กองร้อย รวม 300 นาย ที่ลานฝึกหลังสถานีตำรวจภูธรเมืองภูเก็ตเพื่อเตรียมกำลังดูแลรักษาความปลอดภัยช่วงการจัดประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ซึ่งจะจัดขึ้นที่ จ.ภูเก็ต

 การฝึกดังกล่าว กำหนดให้กองร้อยที่ 1 ฝึกในส่วนของการฝึกแถวกระบอง การต่อสู้ด้วยกระบอง การเคลื่อนของรูปขบวนต่างๆ ในระดับกองร้อย ส่วนกองร้อยที่ 2 เป็นชุดควบคุมฝูงชน มีการกำหนดเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงหน้าศาลากลางจังหวัดภูเก็ต โดยมีการสาธิตการเจรจา การใช้กำลังเข้าผลักดัน การใช้น้ำจากรถดับเพลิง และแก๊สน้ำตาสลาย ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนปฏิบัติตามหลักสากล

 พล.ต.ท.สัณฐานกล่าวต่อตำรวจผู้เข้าร่วมฝึกซ้อมว่า พอใจการฝึกซ้อมในระดับหนึ่งในด้านความพร้อมเพรียงและการคัดเลือกกำลังเจ้าหน้าที่ที่มีอายุน้อย และมีประสิทธิภาพเข้มแข็ง ในส่วนการสมมติสถานการณ์เข้าควบคุมฝูงชน สำหรับผู้ชุมนุมดูเหมือนจะค่อนข้างอ่อนแอเล็กน้อย อาจเนื่องมาจาก จ.ภูเก็ต ยังไม่เคยมีเหตุการณ์ปะทะที่รุนแรงอย่างเช่นบางจังหวัด ซึ่งในเหตุการณ์จริงผู้มาร่วมชุมนุมมักจะมีอารมณ์ที่ค่อนข้างรุนแรง และอาวุธที่ใช้ก็จะมีความรุนแรงจนทำให้อุปกรณ์โดยเฉพาะโล่ของเจ้าหน้าที่ไม่สามารถต้านทานการปะทะได้

เตรียม 14 กองร้อย ขอเพิ่มอีก 3-4 กองร้อย

 ผบช.ภ.8 กล่าวอีกว่า ในส่วนของการฝึกซ้อมจะมีการทดสอบในระดับกองร้อยอีกอย่างน้อย 1-2 ครั้ง และจะมีการฝึกซ้อมร่วมครั้งใหญ่ระดับกองพันด้วย โดยในส่วนของตำรวจมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในเส้นทางต่างๆ การเฝ้าระวังมิให้เกิดการชุมนุมปิดถนน หรือการดูแลการชุมนุมที่ต้องห่างจากสถานที่ประชุมอย่างน้อย 5 กิโลเมตร โดยกำลังที่นำมาใช้ดูแลรักษาความปลอดภัยนอกจากกำลังในสังกัดตำรวจภูธรภาค 8 จำนวน 14 กองร้อยแล้ว จะมีการขอสนับสนุนเพิ่มเติมจากส่วนกลาง และตำรวจตระเวนชายแดนอีก 3-4 กองร้อย

 เมื่อถามถึงรายงานข่าวการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม พล.ต.ท.สัณฐานกล่าวยอมรับว่า มีข่าวการเคลื่อนไหวเหมือนกัน แต่คิดว่าน่าจะเป็นเพียงข่าว เพราะจากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในครั้งที่ผ่านมาทุกฝ่ายรับทราบถึงความเสียหายและผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี

โพลล์พบเกือบ 80% รู้ข่าวประชุมอาเซียนมากขึ้น

 ศูนย์วิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชนใน 17 จังหวัด จำนวน 1,302 ครัวเรือน เกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียนกับประเทศคู่เจรจาที่ จ.ภูเก็ต พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 79.2 ระบุว่ารับรู้ข่าวการประชุมดังกล่าว นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยรับทราบเพิ่มขึ้นจากการสำรวจครั้งก่อนว่า นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เป็นเลขาธิการอาเซียน จากร้อยละ 16.5 มาอยู่ที่ร้อยละ 52.8 และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 88.1 ระบุภูมิใจที่นายสุรินทร์เป็นเลขาธิการอาเซียน ส่วนปัญหาที่อยากให้มีการแก้ไขพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90.9 ระบุว่า เป็นเรื่องความร่วมมือทางการค้า รองลงมา คือ ร้อยละ 84.8 ปัญหาโรคระบาดและสาธารณสุข

ตร.วาง 3 กองร้อย รับมือชุมนุมเสื้อแดง

 พล.ต.ต.สาโรจน์ พรหมเจริญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 2 (ผบก.น.2) กล่าวถึงการรับมือการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. ที่วัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง ในวันที่ 10 พฤษภาคม ว่า ได้สั่งเตรียมกำลังไว้ 3 กองร้อย หรือ 450 นาย ในการดูแลรักษาความปลอดภัยการชุมนุม ทั้งยังจะมีการตั้งด่านตรวจค้นอาวุธอย่างเข้มงวด 3 จุด คือ ถนนนาวงค์ ถนนแจ้งวัฒนะ และหน้าสำนักงานเขตดอนเมือง เบื้องต้น จากการประเมิน คาดว่าจะมีกลุ่มแนวร่วมคนเสื้อแดงเข้าร่วมชุมนุมในครั้งนี้ประมาณ 2 หมื่นคน แต่ยังไม่พบรายงานการเคลื่อนไหวของมือที่สาม

"ทักษิณ" งดจ้อผ่านวิดีโอลิงก์-โฟนอิน

 นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า เท่าที่ทราบขณะนี้น่าจะอยู่ที่ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่วนจะอยู่ประเทศใดตนไม่ทราบ และยอมรับว่าการเดินทางไปยังประเทศต่างๆ นั้น พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางโดยใช้หนังสือเดินทางทางการทูตที่ออกให้โดยรัฐบาลนิการากัวจริง และ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้มีหนังสือเดินทางดังกล่าวเพียงฉบับเดียว แต่ยังมีอีกหลายเล่ม ซึ่งทั้งหมดสามารถเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ได้อย่างถูกต้องด้วย

 ส่วนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่วัดไผ่เขียวในวันที่ 10 พฤษภาคม นายนพดลระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะไม่ปราศรัยผ่านวิดีโอลิงก์ หรือโฟนอินเข้ามาบนเวที นปช. ที่วัดไผ่เขียว เพราะไม่อยากถูกจับตาว่าอยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่ม นปช.

เสื้อแดง ตจว.เข้ากรุงบางตา

 น.ส.กัญญาภัค มณีจักร แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กล่าวถึงการชุมนุมของกลุ่ม นปช. วันที่ 10 พฤษภาคม ว่า กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ไม่ได้ระดมมวลชนเข้าร่วมด้วย เพราะไม่มีผู้นำทัพเคลื่อนพลไป ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถติดต่อ นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มได้ แต่หากเสื้อแดงคนใดอยากไปสมทบกับการชุมนุมก็สามารถไปได้ ส่วนตนมีภารกิจจะไปช่วยเวทีปราศรัยที่ อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ที่จะจัดขึ้นวันที่ 10 พฤษภาคม ตั้งแต่เวลา 16.00 น. และต้องเตรียมความพร้อมเปิดเวทีปราศรัยที่โรงแรมแกรนด์ วโรรส พาเลซ ในวันที่ 12 พฤษภาคม ซึ่งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาร่วมงานด้วย

 ส่วนความเคลื่อนไหวที่ จ.อุบลราชธานี รายงานว่า กลุ่มเสรีชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเป็นมวลชนคนเสื้อแดง จ.อุบลราชธานี ประกาศระดมสมาชิกไปร่วมชุมนุมที่กรุงเทพฯ โดยจะเดินทางโดยรถทัวร์เวลาประมาณ 19.00 น. นายอ้วน ไอพี แกนนำกลุ่มระบุว่า มีสมาชิกแจ้งความประสงค์ร่วมเดินทางแล้วกว่า 30 คน ทั้งนี้ มีรายงานว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงใน จ.อุบลราชธานี เริ่มอ่อนแรงไป หลังจากถูกสลายการชุมนุมที่กรุงเทพฯ ทำให้เสียแนวร่วมไปมาก และ ส.ส.พรรคเพื่อไทยบางคนก็เตรียมย้ายไปอยู่พรรคภูมิใจไทยอีกด้วย

 ขณะที่เสื้อแดงภาคกลาง พ.ต.อ.ชูเกียรติ ด้วงชนะ แกนนำคนเสื้อแดงลพบุรี กล่าวว่า ตั้งแต่เย็นวันที่ 9 พฤษภาคม มีคนเสื้อแดงของ จ.ลพบุรี และคนเสื้อแดงจากจังหวัดต่างๆ เช่น อ่างทอง สิงห์บุรี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี และสุพรรณบุรี มารวมตัวกันที่ อ.เมือง จ.ลพบุรี ก่อนที่จะทยอยเดินทางไปที่วัดไผ่เขียว ย่านดอนเมือง ที่จะมีการจัดกิจกรรมของกลุ่มเสื้อแดงในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้

เจ้าอาวาสวัดไผ่เขียว ยันไม่ใช่เจ้าของพื้นที่

 ขณะที่ พระครูชัยสารสุนทร เจ้าอาวาสวัดเวฬุวนาราม (วัดไผ่เขียว) ย่านดอนเมือง กล่าวว่า การจัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. ในวันที่ 10 พฤษภาคม ทางวัดไม่ได้อนุญาตให้ใช้สถานที่ของวัด เพราะไม่เคยต้องการยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เนื่องจากกิจของสงฆ์ต้องวางตัวเป็นกลาง ส่วนสถานที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่บริเวณลานกว้าง อยู่ห่างวัดประมาณ 1 กิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ของเอกชน ส่วนการที่แกนนำ นปช.อ้างว่าจัดงานที่วัดอาจทำให้คนเข้าใจผิด ที่ผ่านมามีคนสอบถามบ่อยครั้ง เพราะคิดว่าวัดร่วมมือกับกลุ่ม นปช. แต่การเอาชื่อวัดไปกล่าวอ้าง หากมองในแง่ดีก็คิดว่าคงเป็นเพราะจะทำให้ผู้มาร่วมชุมนุมเดินทางมาได้โดยสะดวก เพราะทุกคนรู้จักวัดไผ่เขียวเป็นอย่างดี

ขอนายกฯหยุดโต้สลายม็อบ อ้างดิสเครดิต กก.

 นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง กล่าวถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าอยู่ในรถคันที่ถูกทุบที่กระทรวงมหาดไทย และไม่ได้จัดฉากให้ทหารทำร้ายอย่างที่ถูกกล่าวหาว่า การที่นายกฯ และคนของพรรคประชาธิปัตย์พยายามออกมาโต้แย้งว่าอยู่ในรถตลอดเวลา เหมือนเป็นการดิสเครดิตการทำงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่สภาตั้งขึ้น ทั้งที่คณะกรรมการชุดดังกล่าวกำลังจะประชุมเพื่อสอบหาข้อเท็จจริงในวันที่ 12 พฤษภาคม โดยดูจากพฤติการณ์ที่นายกฯ และนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ารัฐบาลจัดทำซีดีล้านแผ่นเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งการส่งทหารลงพื้นที่โดยอ้างว่าเป็นการทำความเข้าใจต่อประชาชน

 นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้นายกฯ อดใจรอดูการทำงานของคณะกรรมการ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้สอบสวน เพราะจะทำให้ประชาชนสับสนต่อข้อมูลที่ออกมาพูดกันคนละที โดยไม่รู้ว่าข้อมูลใดเป็นความจริงกันแน่ และขอให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ไปคุยกับรัฐบาลให้ชัดเจนในเรื่องนี้ และบรรดาโฆษกส่วนตัวของพรรคยังไม่ควรออกมาพูดในขณะนี้

จี้รัฐบาล ต้องกล้าตัดงบกองทัพ

 พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการทหาร กล่าวถึงกรณี พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ระบุว่า การที่รัฐบาลตัดงบการจัดซื้ออาวุธจะกระทบต่อศักยภาพของกองทัพว่า ในยุควิกฤติเศรษฐกิจรัฐบาลต้องกล้าตัดงบของกองทัพ โดยเฉพาะงบด้านการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ ทั้งโครงการจัดซื้อเครื่องบินกริพเพนจากสวีเดน และขอให้กองทัพอากาศนำเครื่องบินรบเอฟ 16 ที่มีอยู่ 56 ลำนำมาปรับปรุงใหม่ ใช้งบแค่ 2,000 ล้านบาท จะใช้ได้อีก 10 ปี

 นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของ กอ.รมน.ที่มีการตั้งงบด้านต่างๆ โดยอ้างเรื่องความมั่นคง ทั้งส่งทหารเข้าไปชี้แจงชาวบ้าน การทำหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง งานบรรเทาและป้องกันสาธารณภัย ปราบปรามยาเสพติด การปราบปรามของละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งควรปล่อยให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ไป ไม่ใช่อ้างงานด้านความมั่นคงเข้าไปตีเมืองขึ้นเพื่อหารายได้เข้ากระเป๋าใครบางคนในกองทัพ

นายกฯพาครอบครัวไปภูเก็ต "สุเทพ" คุมม็อบ

 มีรายงานแจ้งว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี งดภารกิจในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ โดยมีกำหนดการไปพักผ่อนกับครอบครัวที่ จ.ภูเก็ต ในระหว่างวันที่ 8-10 พฤษภาคม และเดินทางกลับในช่วงค่ำวันที่ 10 พฤษภาคม
 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีงดภารกิจด้านราชการจนถึงช่วงบ่ายของวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม ส่วนเนื้อหาในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" นอกจากจะชี้แจงแนวทางการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต มาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้ว จะชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุรุนแรงที่กระทรวงมหาดไทย และการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. ซึ่งได้มอบหมายให้นายสุเทพดูแล

แฉ 3 ยุทธวิธีปรับแผนโค่นรัฐบาล

 นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายสุพร อัตถาวงศ์ อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย แกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่ก่อเหตุทุบรถนายกฯ และทำร้ายนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ท้าให้นายกฯ ไปสาบานที่วัดว่า คงไม่มีใครไปรับคำท้าจากคนที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ พูดบิดเบือนแม้แต่กรณีการทำร้ายนายนิพนธ์ การบิดเบือนว่าทหารเข้าไปทุบรถนายกรัฐมนตรี ซึ่งพรรคจะไม่ตอบโต้ต่อการบิดเบือนความจริง แต่ขอเรียกร้องให้สื่อร่วมกันตรวจสอบว่าข้อกล่าวหาของกลุ่ม นปช. ว่าเป็นเรื่องจริงหรือโกหก

 กรณีนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำ นปช. ระบุว่าไม่รับประกันความสงบในการประชุมอาเซียน ที่ จ.ภูเก็ต นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของคนส่วนน้อยที่ต้องการทำลายประเทศ ไม่ต้องการสมานฉันท์ เชื่อว่าคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่ต้องการทำลายประเทศ  

 โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณเคยทำนายว่ารัฐบาลจะอยู่ได้ไม่เกิน 3 เดือน จากนั้นก็มีการเผาบ้านเผาเมืองจริงเหมือนคำทำนาย โดยการเคลื่อนไหวมีการเปลี่ยนแปลงยุทธวิธี 3 แนวทาง คือ

 1.เปลี่ยนจากการใช้มวลชนในการต่อสู้มาเป็นตัวการจำนวนน้อยโดยใช้ความหวาดกลัว เช่น การลอบสังหารผู้นำ ลอบสังหารบุคคลสำคัญ การพยายามให้เกิดความวุ่นวายและความไม่สงบ
 2.การเปลี่ยนจากแนวทางการกล่าวหาระบอบอำมาตยาธิปไตย มาเป็นการสร้างเหตุแห่งความไม่เป็นธรรม กล่าวหาว่ามีคนตาย ทหารใช้ความรุนแรง บิดเบือนความจริง เกิดจากสร้างสถานการณ์โดยรัฐบาล ดำเนินการปลุกระดม ตอกย้ำ พูดซ้ำจนทำให้คนหลงเชื่อ
 3.เปลี่ยนจากโลกหรืออาศัยประเทศขนาดใหญ่ที่มีความน่าเชื่อถือล้อมประเทศไทยเพื่อลดความน่าเชื่อถือ มาเป็นการใช้ประเทศเล็กที่พร้อมให้ที่พักพิงเป็นฐานในการเคลื่อนไหว

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ และนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำคนเสื้อแดง ที่ใช้สื่อต่างประเทศตอกย้ำถึงกรณีคนตายจากอาวุธสงครามของทหาร โดยสอดรับกับการปลุกระดมภายในประเทศ ซึ่งการนัดสื่อทุกครั้งดำเนินการผ่านล็อบบี้ยิสต์ข้ามชาติ ถึงแม้ นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณจะปฏิเสธว่าไม่มี แต่ขอยืนยันว่ามีและพร้อมจะพิสูจน์ต่อไป

 ส่วนการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เดินทางโดยใช้พาสปอร์ตของประเทศที่ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับไทย และไม่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการปกครองประเทศ พรรคคิดว่าถึงเวลาที่จะต้องติดต่อไปยังองค์กรต่างประเทศ เช่น องค์กรว่าด้วยธรรมาภิบาลนานาชาติว่าการที่ พ.ต.ท.ทักษิณใช้พื้นที่ต่างประเทศร่วมกับนายจักรภพเคลื่อนไหวบ่อนทำลายประเทศไทยดำเนินการด้วยความโปร่งใสหรือไม่

"เทพไท" จวก "จตุพร" ยิ่งพูดยิ่งเห็นกำพืด

 นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. พยายามออกมาพูดอย่างต่อเนื่องว่า นายกฯ จัดฉากลวงโลก โดยไม่ได้อยู่ในรถคันที่ถูกทุบที่กระทวงมหาดไทยว่า นายจตุพรมีวัตถุประสงค์หลักต้องการให้ประชาชนเข้าใจผิด คิดว่ารัฐบาลจัดฉากสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อฉวยโอกาสสลายม็อบ โดยการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งวันนี้ได้มีการพิสูจน์ชัดว่านายกฯ ได้อยู่ในรถประจำตำแหน่งคันดังกล่าวจริง โดยมีภาพจากทีวีหลายช่อง ในตอนแรกพรรคก็คิดว่าไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญก็เลยไม่ได้นำเรื่องนี้มายืนยัน แต่พรรคเพื่อไทยได้เห็นว่าน่าจะไม่มีหลักฐานพอจะยืนยันได้ จึงถือโอกาสกุข่าวเรื่องนี้ขึ้นมา หรือรู้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง แต่ต้องการจะบิดเบือนเพื่อจะให้เป็นเงื่อนไขในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่ม นปช.ต่อไป

 "วันนี้พิสูจน์ได้ว่าที่จะยกเป็นข้ออ้างในการเคลื่อนไหวได้ถูกหักล้างได้ถูกพิสูจน์จากหลายๆ ฝ่ายว่าประเด็นดังกล่าวไม่เป็นความจริง จึงไม่ทราบว่ากลุ่มคนเหล่านี้ยังคงยืนยันที่จะชุมนุมต่อหรือไม่ ถ้าหากเห็นแก่ความสงบสุขของบ้านเมือง และไม่มีประเด็นที่ค้างคาใจอยู่แล้วก็ควรที่จะยุติการเคลื่อนไหว นายจตุพรเองควรที่จะหยุดพูดได้แล้ว ยิ่งพูดต่อยิ่งแสดงให้เห็นกำพืด” นายเทพไท กล่าว

 นายเทพไท กล่าวถึงแนวคิดเรื่องการจับอาวุธขึ้นสู้ภาครัฐของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ยังหลงเหลืออยู่จริง และข่าวนี้จะพูดกันอย่างกว้างขวางในหมู่อดีตสมาชิกคอมมิวนิสต์ที่ไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมือง
 "กลุ่มแกนนำเสื้อแดงบางกลุ่มที่ประกาศตัวค่อนข้างชัดเจนว่ายังนิยมในลัทธิคอมมิวนิสต์ ยังนิยมการต่อสู้อำนาจรัฐโดยความรุนแรง กลุ่มที่เข้ามาเป็นการ์ดรักษาความปลอดภัยของกลุ่มคนเสื้อแดง เชื่อว่าคนเหล่านี้โดยนิสัยแล้วอาจจะชอบความรุนแรงอยู่แล้ว น่าที่จะได้รับการฝึกฝนมาระดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นก็น่าจะเป็นตัวเชื่อมโยงสานต่อไปยังเรื่องการใช้ความรุนแรงต่อสู้กับอำนาจรัฐ" นายเทพไท กล่าว

กก.แก้ รธน.รายงานผลทุก 15 วัน

 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการประสานพรรคร่วมรัฐบาล (วิป) รัฐบาล และคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงข้อเสนอของนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช และพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการเสนอให้มีนิรโทษกรรมนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์ นัดแรกในวันที่ 12 พฤษภาคม ว่า คณะกรรมการแต่ละคนสามารถเสนอความเห็นเข้ามาอย่างหลากหลายได้ และข้อเสนอของนายเสนาะยังไม่ถือว่าเป็นความเห็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ เพราะเป็นเหมือนการสนทนาธรรมเป็นการเบื้องต้นเท่านั้น โดยการประชุมในวันที่ 12 พฤษภาคมนี้ จะเป็นการหารือเพื่อตั้งโจทย์ว่าจะทำอย่างไรเพื่อคลี่คลายวิกฤติปัญหาของบ้านเมืองได้ โดยจะยึดหลักสามกรอบ คือ การสร้างความสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยตั้งเป้าจะรายงานความคืบหน้าการทำงานทุกๆ 15 วัน เพื่อให้สื่อมวลชนและสาธารณชนทราบ

 ส่วนกรณีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่าสมาชิกพรรคบางส่วนหนุนให้ทำประชาพิจารณ์ นายชินวรณ์ กล่าวว่า ในเรื่องนี้กรรมการสมานฉันท์ก็มีความเห็นเป็นสองแนวทางเช่นเดียวกัน คือ การทำประชาพิจารณ์และประชามติ ซึ่งนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต ส.ว.ได้เสนอให้มีการทำประชาพิจารณ์ คณะกรรมการสมานฉันท์ก็รับฟัง โดยมีการตั้งอนุกรรมการลงไปรับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และเมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะนำเสนอต่อประธานรัฐสภาต่อไป ว่าสมควรจะมีการพิจารณาอย่างไร

"บัญญัติ"ย้ำแก้ รธน.ต้องประชาพิจารณ์

 นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อสรุปการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนพรรคประชาธิปัตย์ว่า ยังไม่มีข้อสรุปภายในพรรค จะต้องฟังคณะกรรมการที่แต่งตั้งโดยรัฐสภาเสียก่อน จากการประชุมกันนัดแรกยังเห็นมีความเห็นที่ขัดแย้งและไม่ลงรอยกัน โดยเฉพาะที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าควรที่จะให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมทำประชาพิจารณ์ ซึ่งตนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยส่วนตัวยังคงยืนยันหลักการเดิมที่ว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 ยังดี และการแก้รัฐธรรมนูญ สังคมต้องมีส่วนร่วมและเห็นชอบด้วย

กก.สมานฉันท์เชื่ออาจต้องตั้ง ส.ส.ร.

 นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญของพรรคการเมืองว่า ควรเปิดใจกว้างรับฟัง ถ้าไม่ฟังเลยก็ทำให้เกิดปัญหาว่าให้คนไม่รู้เรื่องการเมืองมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และท้ายที่สุดกระบวนการรัฐสภาต้องดำเนินการตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับประเด็นที่คณะกรรมการสมานฉันท์รวบรวม ถ้าเห็นว่าต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญมากอาจจะเสนอตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ (ส.ส.ร.) ก็ได้   

พท.จวก ปชป.ตีสองหน้า แก้ รธน.

 นายพีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เท่าที่ดูการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม ที่ผ่านมา หลายฝ่ายยังสงวนท่าที โดยเฉพาะประชาธิปัตย์ที่เล่นบทสองหน้า ไม่ชัดเจนว่าจะแก้หรือไม่ให้แก้รัฐธรรมนูญ ทั้งที่นายกฯ ประกาศว่าพร้อมจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่ปรากฏว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์กลับออกมาแสดงความเห็นคัดค้าน ซึ่ง ส.ว.และพรรคร่วมรัฐบาล เช่น พรรคชาติไทยพัฒนา ก็แสดงความเห็นด้วยว่าควรต้องแก้ประเด็นหลัก คือ มาตรา 237 ว่าด้วยการยุบพรรค มาตรา 190, 265 และ 266 รวมทั้งบทบาทขององค์กรอิสระ

 นายพีรพันธุ์ ระบุว่า ในการประชุมครั้งต่อไป จะลุกขึ้นถามว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเอาอย่างไรกันแน่ เพราะถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่อยากให้แก้ไข พรรคเพื่อไทยก็จะไปคุยกับพรรคร่วมอื่นๆ ด้วยตัวเอง และถ้ารัฐบาลมีประเด็นอะไรออกมาอีก พรรคก็จะไม่เข้าร่วมอีกแล้ว ขณะเดียวกันถ้าผลสำรวจความเห็นของประชาชนพบว่ารัฐบาลโกหกเพื่อซื้อเวลาก็ไม่แน่ว่าการชุมนุมของคนเสื้อแดงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

 เมื่อถามว่าจะคุยกับพรรคชาติไทยพัฒนาเพื่อให้เร่งรัดกดดันรัฐบาลหรือไม่ นายพีรพันธุ์ กล่าวว่า ตอนนี้พรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคเพื่อไทยก็ได้คุยกันอยู่ และเห็นตรงกันว่าควรจะแก้ หากรัฐบาลยังไม่แก้ เชื่อว่าจะถูกกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาลอย่างหนักแน่นอน ส่วนจะถึงขั้นที่พรรคร่วมรัฐบาลจะถอนตัวออกจากรัฐบาลหรือไม่ ตนคงตอบแทนไม่ได้ ส่วนพรรคภูมิใจไทยทราบว่านายเนวิน ชิดชอบ จะยื้อเวลาเพื่อรอให้นายกรัฐมนตรียุบสภา แต่จะถึงขั้นถอนตัวหรือไม่ คงตอบแทนไม่ได้

ชทพ.ไม่เอาประชามติ-ปลดล็อกยุบพรรค

 นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า จุดยืนของพรรคชาติไทยพัฒนา คือ จะแก้รัฐธรรมนูญก็ได้ ไม่แก้ก็ได้ แล้วแต่ประชาชนส่วนใหญ่จะเห็นว่าอย่างไร แต่ไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการทำประชามติ เพราะทำไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ควรแยกประเด็นออกมาว่ามาตราไหนของรัฐธรรมนูญที่ควรแก้ แยกออกมา 2-3 ประเด็น อย่างมาตรา 190 และมาตรา 237 แล้วนำมาให้สังคมวิพากษ์ว่าประเด็นนี้ควรแก้หรือไม่ โดยให้นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนออกมาวิพากษ์วิจารณ์กัน ซึ่งการที่พรรคเสนอแก้รัฐธรรมนูญนั้นก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย แก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตย หรือจะต้องรอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ไปอีกพรรค อย่างไรก็ตามหากให้สังคมวิพากษ์แล้วสังคมไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 และมาตรา 237 พรรคชาติไทยพัฒนาก็พร้อมที่จะฟังเสียงประชาชน

 เมื่อถามว่าพรรคชาติไทยพัฒนาได้พูดคุยกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ในประเด็นนี้ หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยกัน ไม่เคยเชื่อมโยงกับพรรคไหนทั้งสิ้น พรรคชาติไทยพัฒนามีจุดยืนเรื่องนี้อยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องหารือกับใคร ส่วนใครจะไปหารือกับใครนั้นอาจเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ แต่ไม่เกี่ยวกับพรรค ยืนยันว่าไม่เคยหารือกับพรรคไหนเพื่อให้มาเป็นแนวร่วม

ภูมิใจไทย เชื่อแก้ รธน.นำไปสู่วิกฤติ

 นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม สมาชิกพรรคภูมิใจไทย แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน กล่าวปฏิเสธยังไม่ทราบเรื่องที่ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เตรียมเรียกประชุมเพื่อหารือข้อสรุปการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ โดยส่วนตัวเห็นว่าหากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงที่ประเทศยังไม่พร้อม อาจนำไปสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ คิดว่าจะเป็นปัญหา ไม่คุ้มค่า ทางที่ดีทุกฝ่ายควรเห็นปัญหาเรื่องปากท้องชาวบ้านก่อน

พธม.พร้อมขยับถ้าแก้ รธน.เพื่อแม้ว

 นายศิริชัย ไม้งาม แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่น 2 กล่าวถึงข้อเสนอนิรโทษกรรมในการแก้รัฐธรรมนูญว่า หลักการของพันธมิตรชัดเจนอยู่แล้วว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องไม่ทำเพื่อฟอกคนผิดให้กลับมาถูก หรือฟอกมาร เอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือยุบองค์กรอิสระ แทรกแซงศาล แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ถ้ามีการดำเนินการ พันธมิตรก็บอกได้คำเดียวว่าพร้อม แต่การกำหนดท่าทีของพันธมิตรในรอบนี้จะต้องมีระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะมีกลุ่มคนที่ฉกฉวยโอกาสจากความขัดแย้งในบ้านเมือง ดังนั้นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรคงไม่ได้เริ่มต้นด้วยการเป่านกหวีดเรียกคนมาชุมนุมเหมือนที่ผ่านมา แต่จะส่งสัญญาณกดดันไปยังพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยประกาศไม่เห็นด้วยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของคนบางพวก หากประชาธิปัตย์เปลี่ยนจุดยืนพันธมิตรก็พร้อมลงมือเอง

 ส่วนการประชุมใหญ่ประจำปีของพันธมิตร ในวันที่ 24-25 พฤษภาคม จะเป็นการประชุมแกนนำพันธมิตรทั่วประเทศ จังหวัดละประมาณ 10 คน รวมประมาณ 700-800 คน โดยจะพิจารณาว่าพันธมิตรควรตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ โดยจะตัดสินด้วยการโหวต 2 รอบ รอบแรกโหวตระดับแกนนำในวันที่ 24 พฤษภาคม และให้มวลชนทั้งหมด ซึ่งคาดว่าไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคนร่วมโหวตในวันที่ 25 พฤษภาคม หากเสียงส่วนใหญ่มีมติให้ตั้งพรรคการเมืองก็จะสรรหาคณะกรรมการบริหารพรรคต่อไป แต่ยืนยันว่าพันธมิตรจะมีพื้นที่สำหรับคนที่ไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรคให้สามารถเคลื่อนไหวได้ ไม่ใช่จะเฮโลไปทำพรรคการเมืองทั้งหมด แต่หากมติไม่เห็นด้วยกับการตั้งพรรค ก็จะโหวตว่าจะสนับสนุนพรรคการเมืองใดที่มีอยู่ หรือพรรคที่กำลังจะจัดตั้งใหม่อย่างพรรคประชาภิวัฒน์ ให้เข้าไปต่อสู้เรื่องการเมืองใหม่ในสภา

ก.ค.นี้ ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ ทหารจะออกมา

 นายชัยอนันต์ สมุทวณิช ราชบัณฑิต อดีตผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวในงานสัมมนาหัวข้อ "จับชีพจรการเมืองไทย" จัดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ว่า การเมืองไทยไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบันพรรคการเมืองไม่มีความเข้มแข็งทำให้กองทัพต้องเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาการเมืองแบบชั่วคราวมาโดยตลอด ส่วนการเขียนรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาโดยนักวิชาการหรือบุคคลภายนอกทำให้พรรคการเมืองไม่มีการพัฒนา ไม่รู้บทบาทของตัวเอง นอกจากนี้ ปัจจุบันการเติบโตของมวลชน ไม่ว่าจะกลุ่มไหน มีผลต่อการควบคุม และการตรวจสอบอำนาจทางการเมือง ถ้ามองลึกๆ เป็นเรื่องอันตราย เพราะทำให้เกิดการปะทะกันได้ง่าย ขณะที่สื่อก็มีบทบาทสำคัญต่อการชุมนุม และมวลชนที่ชุมนุม เพราะมีบทบาทกระตุ้นผู้ชุมนุม และการชุมนุมมียุทธศาสตร์ใช้สื่อเป็นเครื่องมือขยายผล

 นายชัยอนันต์ ระบุว่า การเมืองไทยยังเป็นการเมืองของกลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียว ซึ่งเป็นอันตราย จะนำไปสู่การนองเลือด เพราะมีการแบ่งฝ่าย แต่การแบ่งฝ่ายที่เกิดขึ้นก็เป็นครั้งแรกที่การเมืองมีการเลือกข้างเหมือนสหรัฐ หรือต่างประเทศ ถือเป็นการเมืองที่สมบูรณ