
ก่อการร้าย
ก่อการร้าย : วิถียุติธรรม โดย ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ
ตั้งใจจะมุ่งประเด็นสำหรับชาวบ้านในการรับมือกับขบวนการการก่อการร้ายต่างชาติที่เข้ามาป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้านเรากันอย่างไร โดยเห็นว่าเป็นวิถียุติธรรมในกระแสโลกไร้พรมแดนที่เราต้องยอมรับความจริงและเผชิญหน้ากับปัญหานี้อย่างมีสติและตั้งตัวได้ ไม่ใช่มัวแต่ปฏิเสธหรือตื่นตระหนกจนเกินเหตุแบบสุดโต่ง
จริงอยู่ที่ว่าบ้านเรามีขื่อมีแป ซึ่งหมายความถึงการมีเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายคอยดูแลความสงบเรียบร้อย รวมทั้งมีกฎหมายที่ดีและเป็นระบบพอสมควรในการป้องกันและปราบปรามการก่อการร้ายได้ อีกทั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาก็พอมองเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร แม้จะเข้าทางที่ว่าวัวหายล้อมคอกก็ตาม
กฎหมายเป็นเครื่องมือทั้งในทางป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายได้แต่ต้องใช้อย่างมีการวางแผน และที่สำคัญต้องมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งจะต้องมีข้อมูลความเคลื่อนไหวของผู้คนที่ต้องสงสัยที่แม่นยำสามารถนำมาใช้ได้อย่างท่วงที ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วทั้งสิ้น
เท่าที่พูดมาคร่าวๆ ชาวบ้านต้องถือเป็นธุระทั้งในระดับตัวใครตัวมันและในระดับชุมชนที่จะต้องช่วยกันจับตามองความเคลื่อนไหวในละแวกบ้าน ในที่ทำงาน ตามถนนหนทางและในที่สาธารณะทั่วไปด้วยกัน จะมองว่าเป็นการตื่นตระหนกจนเกินไปคงไม่ถนัดนัก เพราะเราทุกคนต้องทราบและเข้าใจกันในเบื้องต้นถึงความร่วมมือร่วมใจในการเผชิญหน้ากับปัญหาที่คุกคามความสงบสุขเช่นเรื่องนี้
เมื่อถึงตรงนี้คงเข้าประเด็นการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในกระบวนการยุติธรรมเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันอาชญากรรมซึ่งเคยพูดกันมาหลายครั้งแล้วเช่นกัน แต่คราวนี้มีโจทย์ของการก่อการร้ายเป็นตัวตั้ง ซึ่งโจทย์นี้ชาวบ้านจะคิดว่าไม่เกี่ยวให้เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวไม่ได้
อย่างแรกคงต้องเปลี่ยนวิธีคิดกันใหม่ว่าเรื่องของการป้องกันอาชญากรรมนั้น ชาวบ้านต้องมีภาระรับผิดชอบในการรักษาความสงบเรียบร้อยของชุมชนที่ตัวเองอยู่อาศัยด้วย ความคิดที่ว่าเป็นเรื่องของตำรวจหรือฝ่ายปกครองในการดูแลเพราะเราไม่มีอำนาจตามกฎหมายเห็นว่าไม่ถูกต้องแล้วในยุคนี้ที่สังคมมีความซับซ้อน ผู้คนอยู่อาศัยกันอย่างหนาแน่น และขณะเดียวกันอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่ไม่ได้มีเพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้คนแต่อย่างใด น่าจะเป็นการคิดว่าชุมชนของเรา เรามีความเป็นเจ้าของต้องช่วยกันดูแล แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไปตั้งกองกำลังอะไรกันขึ้นมาให้วุ่นวายแตกตื่นกัน เพียงแต่การช่วยกันสังเกตและใช้คนอาสาสมัครที่มีอยู่แล้วนั่นเอง
ต่อจากนั้นหากเกิดเหตุร้ายขึ้นในบริเวณชุมชนแล้ว นอกเหนือจากการดูแลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บหรือเสียหายอย่างอื่นแล้วอย่างทันท่วงทีร่วมกับผู้ที่มีหน้าที่แล้ว การช่วยเหลือให้เบาะแสหรือข้อมูลที่เห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจับกุมหรือการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำเอาตัวคนทำผิดมาลงโทษก็ต้องเป็นหน้าที่ของคนในชุมชนอีกนั่นแหละ และการให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนถูกต้องได้ก็ต้องเป็นผลมาจากการเอาใจใส่ดูแลละแวกชุมชนของตนเอง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีข้อมูลหรือเบาะแสให้แก่เจ้าหน้าที่ ซึ่งประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการบังคับใช้กฎหมายให้ได้ผลเพราะการบังคับใช้กฎหมายต้องการพยานหลักฐานที่ชัดเจน
บทบาทของชาวบ้านนั้น แท้จริงแล้วมีผลโดยตรงกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันและปราบปรามปัญหาการก่อการร้ายที่เป็นขบวนการข้ามชาติ นอกเหนือจากการมีข้อมูลและการข่าวจากฝ่ายตำรวจ ทหาร และหน่วยข่าวกรองทั้งจากภายในและจากต่างประเทศ ดังนั้นเมื่อจะพัฒนาระบบการต่อต้านการก่อการร้ายจะต้องไม่มองข้ามบทบาทของชุมชนทั้งที่เป็นบทบาทของความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย และการเพิ่มบทบาทให้มีอำนาจตามกฎหมายในการรักษาความสงบเรียบร้อยในชุมชน ซึ่งเรายังไม่เคยเสริมสร้างบทบาทนี้ให้แก่ชาวบ้านมาก่อน
ถึงเวลาแล้วที่วิถียุติธรรมจะเข้ามามีบทบาทในการต่อต้านการก่อการร้ายมากกว่านี้



