
ยิ่งเรียนยิ่งโง่
ยิ่งเรียนยิ่งโง่ : ว่ายทวนอารมณ์ โดย ใบตองแห้ง
รัฐมนตรีศึกษาธิการ สุชาติ ธาดาธำรงเวช โดนด่าขรมเพราะจะให้เอา “แป๊ะเจี๊ยะ” ขึ้นโต๊ะเป็นเงินบริจาค บ้างก็ว่าส่งเสริมอภิสิทธิชน คนรวย คนมีอำนาจ ทำให้ลูกคนจนเข้าเรียนไม่ได้ กลายเป็นการคอรัปชั่นอย่างหนึ่ง ฯลฯ
ที่จริงผมไม่เห็นด้วยกับการเอาแป๊ะเจี๊ยะขึ้นโต๊ะ แต่ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์ก็สุดขั้วไม่ดูข้อเท็จจริง โรงเรียนส่วนใหญ่ขาดแคลนงบประมาณ “เงินบริจาค” จึงเป็นช่องทางให้เอามาเสริมคุณภาพการเรียนการสอน
เพียงแต่จะจัดการอย่างไรให้ “โปร่งใส” ไม่ใช่ ผอ.งุบงิบรับจากผู้ปกครองโดยตรง ยกตัวอย่าง โรงเรียนมัธยมชายอันดับหนึ่งของประเทศ เขาทำเป็นระบบ สมาคมผู้ปกครองและครูเป็นผู้รับ “บริจาค” ผอ.ไม่เกี่ยวซักสลึง
ถามว่านี่เป็นระบบที่ควรส่งเสริมหรือไม่ ก็ไม่ เพราะถ้าทำกันเอิกเกริกทั่วไปมันก็เละ แต่ถ้าเข้มงวดกวดขันไม่ให้มี “แป๊ะเจี๊ยะ” เลย คุณก็อาจประสบความสำเร็จในการสร้างความ “เสมอภาค” ให้โรงเรียนสวนกุหลาบมีคุณภาพเท่าโรงเรียนมัธยมหนองอีแหนบ
ปัญหามันอยู่ที่ระบบ “เรียนฟรี” แต่รัฐบาลไม่สามารถจ่ายเงินอุดหนุนให้โรงเรียนเพียงพอ และไม่มีทางเพียงพอ (ค่าใช้จ่ายรายหัว มัธยมต้น 3,500 บาทต่อปี มัธยมปลาย 3,800 บาทต่อปี) โดยโรงเรียนไม่สามารถเก็บค่าบำรุงอย่างที่เคยเก็บ ผู้ปกครองบางคนก็หัวหมอ โวยวาย หาว่าไม่ฟรีจริง จะเอาของดีพร้อมฟรีทุกอย่าง อย่าลืมว่ารัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนรายหัวเท่ากัน ไม่ว่าสาธิตเกษตร หรือโรงเรียนหนองหมาว้อ ซึ่งตั้งอยู่กลางทุ่ง ไม่มีห้องแอร์ ไม่มีสระว่ายน้ำ ไม่มีครูฝรั่ง ถ้าฟรีเหมือนกันมันยุติธรรมไหม
ทางออกจึงน่าจะเป็นการ “มีส่วนร่วม” ระหว่างผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง อย่างโรงเรียนลูกผม แค่โรงเรียนเกรดบี ยังต้องขอความร่วมมือผู้ปกครองบริจาคเพิ่มเทอมละ 2-3 พัน ถามว่ามีปัญหาอะไรนักหนา ส่วนใหญ่ก็คนชั้นกลาง ค่าเหล้าค่าบุหรี่ยังมากกว่า แต่พอจะใช้เพื่อการศึกษาของลูกกลับโวยวาย
แต่ถ้าทำอย่างนี้แล้ว โรงเรียนก็ต้อง “เปิดประชาธิปไตย” ให้ผู้ปกครองรับรู้ค่าใช้จ่ายและแนวทางพัฒนาคุณภาพ ผู้บริหารต้องทำงานเป็น ไม่ใช่ ผอ.เจ้ายศเจ้าอย่าง คุณนายระเบียบ ชอบแต่โชว์โฉมในงานพิธี
ในชนบทมีปัญหาไปอีกแบบ คือมีโรงเรียนประถมขนาดเล็กกระจายอยู่แทบทุกหมู่บ้าน มีเด็กไม่ถึง 100 แต่มี ผอ. 1 คน มีครู 6 ชั้น แค่เงินเดือนครูก็เกินงบรายหัวไม่รู้กี่เท่า รัฐบาลทุกยุคจึงพยายามควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ชาวบ้าน ครู หัวคะแนน ไม่ยอมให้ยุบ ทั้งที่การยุบเหลือตำบลละ 1-2 แห่ง แปลว่าจะมีเงินมาซื้ออุปกรณ์ จ้างครูภาษาอังกฤษ ครูวิทยาศาสตร์ ครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะวิชาได้มากขึ้น
นี่แค่ รมต.สุชาติประกาศจะยุบจาก 3 หมื่น เหลือ 2 หมื่น ก็เจอกระแสต้านทันที แต่เรื่องนี้ต้องสนับสนุนครับ กระทรวงศึกษาฯ ต้องเข้มแข็ง ยุบเป็นยุบ ถ้าไม่ให้ยุบ อบต. อบจ. เทศบาล ก็ต้องเข้ามาอุดหนุน โดยอาจต้องโอนโรงเรียนให้ท้องถิ่น
ที่ต้องชม รมต.สุชาติอีกอย่าง คือประกาศว่าจะไม่ทำป้ายโชว์หน้าตัวเอง จะว่าไป รมต.สุชาติแกเป็นพวก “คิดนอกกรอบ” แม้บางทีล้นกรอบ เพี้ยนไปบ้าง แต่มี รมต.อย่างนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะปัญหาสำคัญของการศึกษาไทยคือวัฒนธรรม “ศักดินาล้าหลัง” คร่ำครึ เอาหน้า บ้าพิธีกรรม ประจบสอพลอ ในหมู่ผู้บริหารนี่แหละ
แต่ที่ไม่เห็นด้วยเลยคือ รมต.จะให้เพิ่มเวลาเรียน เพราะยิ่งหลงทิศผิดทาง หลักสูตรของเรามีปัญหาที่อัดกระป๋องเด็กจนล้นเกิน เพียงเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย สอบได้แล้วก็ต้องโยนความรู้ที่เรียนมา 60-70% ทิ้ง
สิ่งที่กระทรวงศึกษาฯ ควรทำคือสังคายนาหลักสูตร โยนเนื้อหาไม่จำเป็นทิ้ง เด็กควรเรียนรู้อะไร เรียนคณิตศาสตร์เพื่อให้มีวิธีคิดและจินตนาการอย่างเป็นระบบ เรียนวิทยาศาสตร์เพื่อไม่ให้งมงาย เรียนภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คอมพิวเตอร์ เพื่อศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเอง และควรได้ทำกิจกรรม เล่นกีฬา เพื่อใช้ความคิดสร้างสรรค์ ฝึกความรับผิดชอบและการทำงานร่วมกับคนอื่น จากนั้นใครอยากมุ่งด้านไหนก็เน้นเนื้อหาเฉพาะ ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็เน้นความรู้เฉพาะ ไม่ใช่สอบเข้าแพทย์ยังต้องสอบภาษาไทย สังคม (มาจากความคิดงี่เง่าที่ต้องการปลูกฝังศีลธรรมและความเป็นไทย ผ่านการกากบาท ก ข ค ง) แล้วก็ไม่ใช่ออกข้อสอบโหดเกิน สำแดงความเก่งของคนออกข้อสอบ ในการฆ่าเด็กตายเป็นเบือ (ข้อสอบแอดมิชชั่นส์ปีนี้ คณิตศาสตร์มีเด็กสอบผ่านแค่ 10%)
พูดง่ายๆ ว่าทำอย่างไรจะสอนให้เด็กคิดเป็น กล้าคิด กล้าทำ รู้จักถาม รู้จักถกเถียง แล้วไปค้นคว้าหาความรู้ มากกว่าให้ครูยัดเยียดจนกลายเป็นหุ่นยนต์
อย่างที่ “ศาสดา” ขวัญใจคนรุ่นใหม่ในเฟซบุ๊ก เปรียบเปรยการศึกษาไทยอย่างแสบสันว่า “ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งงี่..."



