
นักข่าวงามหน้า!พีอาร์แฉโดนแต๊ะอั๋ง
งามหน้า! พีอาร์ สุดทนพฤติกรรมนักข่าว ระบายผ่านหนังสือสมาคมนักข่าวฯ แฉเคยโดน แต๊ะอั๋ง บางคนถึงกับสะอึกนักข่าวใหญ่สั่งให้ถอดเทป-เขียนข่าวให้ แต่ต้องยอมแลกเพื่อให้ได้ลงข่าว
19ก.พ.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลายเป็นประเด็นอื้อฉาวล่าสุดของวงการสื่อสารมวลชน เมื่อจุลสารราชดำเนิน ซึ่งจัดทำโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ฉบับล่าสุดเดือน ม.ค.2555 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “นักข่าว-พีอาร์ น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า หรือ มิติอำนาจที่ทาบทับ?” เขียนโดยผู้ที่ใช้นามแฝงว่า “พีอาร์มืออาชีพ”
ที่ได้เปิดเผยประสบการณ์การทำงานในฝ่ายประชาสัมพันธ์ขององค์กร (พีอาร์) ที่ต้องประสานงานกับผู้สื่อข่าวอยู่เสมอ แต่กลับพบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้สื่อข่าวบางคน เช่น สั่งให้พีอาร์หรือฝ่ายประชาสัมพันธ์องค์กรที่ตนไปทำข่าวถอดเทปคำสัมภาษณ์ของแหล่งข่าวที่มีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมงให้ ทั้งที่หน้าที่ในการถอดเทปและการเขียนข่าวเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้สื่อข่าว รวมไปถึงความพยายามลวนลามทางเพศกับพีอาร์สาวด้วย ซึ่งฝ่ายพีอาร์ต้องยอมทนที่จะเป็นฝ่ายถูกกระทำเพียงเพราะต้องการให้ข่าวขององค์กรได้เผยแพร่ต่อสาธารณะซึ่งเป็นภารกิจของฝ่ายประชาสัมพันธ์องค์กร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเนื้อหาบางช่วงของบทความ ระบุว่า “พีอาร์อาจกระชับสัมพันธ์กับเพื่อนพ้องนักข่าวที่มีอยู่ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หรือสร้างความสัมพันธ์อันดีใหม่ๆ กับนักข่าวคนอื่นๆ เพราะนักข่าวคือผู้นำข่าวสารหรือกิจกรรมขององค์กรไปเผยแพร่ให้สาธารณชนได้รับทราบ (จะเป็นข่าวเชิงบวกหรือเชิงลบก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) ขณะเดียวกัน นักข่าวก็ต้องการ “เนื้อหา” ในประเด็นต่างๆ เพื่อนำเสนอในสื่อของตนเอง
มองในแง่นี้ ความสัมพันธ์ระหว่างพีอาร์กับนักข่าว จึงเปรียบเสมือน “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า” แต่หลายครั้ง-หลายกรณีก็กลับมีมิติความสัมพันธ์เชิงอำนาจเข้ามาทาบทับ
เป็นเรื่องปกติที่นักข่าวจะขอไฟล์เสียงงานต่างๆ ที่องค์กร เพื่อนำไปถอดเสียงและเขียนเป็นบทความ แต่ที่ไม่ปกติคือนักข่าวบางคนเข้ามากระซิบกระซาบบอกพีอาร์ให้ช่วยถอดไฟล์เสียงและขออย่างเร็วที่สุดเช้าพรุ่งนี้ ทำเอาพีอาร์ถึงกับสะอึก เพราะไฟล์เสียงมีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง!
ท้ายสุดพีอาร์จะไม่ทำให้ก็ไม่ได้ เพราะเกรงว่านักข่าวจะไม่พอใจ พาลไม่นำเสนอข่าวขององค์กร แถมยังเกรงจะเสียความสัมพันธ์กับนักข่าวอีกต่างหาก
ส่วนนักข่าวอีกคนหนึ่งที่ผันตัวเป็นพีอาร์ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ เห็นใจเพื่อนร่วมอาชีพใหม่ และเริ่มสงสัยกับ “ขอบข่ายหน้าที่” ของเพื่อนร่วมอาชีพเดิม
หากฟังให้เป็นเสียงนกเสียงกา เสียงแซวเบาๆ จากนักข่าวหนุ่มก็คงจะผ่านเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือพฤติกรรม “แต๊ะอั๋ง” ที่พีอาร์สาวหลายคนโดนนักข่าวหนุ่มทำเข้ากับตัว อย่างทำเนียนหลอกโอบเพื่อถ่ายรูป จับมือชวนลุกมาเต้น หรือส่งสายตาหวานจ้องตาไม่กระพริบอย่างออกนอกหน้า
พีอาร์หลายคนเลือกที่จะเงียบและมองให้เป็นเหตุการณ์ “ไม่เป็นไร” เพราะถือว่าเป็นเรื่องไม่ใหญ่โตนัก และแน่นอน..ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด เพราะเกรงจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างพีอาร์กับสื่อมวลชน จึงได้แต่กล้ำกลืนฝืนทน ไม่มีปากไม่มีเสียงต่อไป กลายเป็นวัฏจักรที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า”



