
รู้ก่อนลุย
วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : รู้ก่อนลุย โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ช่วงหลังๆ มีผู้อ่าน “วันอาทิตย์ คิดเรื่องเงิน” ส่งอีเมลเข้ามาแลกเปลี่ยนความเห็น รวมถึงคำแนะนำในบางเรื่องมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นการถามข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ดิฉันก็จะตอบกลับทางอีเมลเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นแต่ว่า ติดงานก็อาจจะตอบล่าช้าไปบ้าง ขณะที่บางคำถาม ก็นำไปออกอากาศใน “รายการเงินทองต้องรู้” โดยไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของคำถาม วันนี้ก็มีอีกหนึ่งท่านที่ส่งอีเมลเข้ามา ซึ่งดิฉันนำมาแบ่งปันผ่านพื้นที่ตรงนี้
ประเด็นแรก คุณผู้อ่านท่านนี้ให้ข้อมูลว่า ทำงานในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งมาเกือบ 30 ปี ปัจจุบันจะเกษียณอายุในปีนี้ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่าย และตัดสินใจที่จะออกมาทำธุรกิจเอง แต่จะเริ่มจากขนาดเล็กๆ ไปก่อน คิดว่าจะเป็นธุรกิจซื้อมา-ขายไป ซึ่งตัวเองก็พอมีความรู้อยู่บ้าง แต่อยากจะถามว่า จะทำธุรกิจขายสินค้าปลีกประเภทไหนดี ซึ่งลงทุนไม่มากประมาณ 5 แสนบาท เพราะจะต้องผ่อนบ้านเดือนละ 2 หมื่นบาท อีก 5 ปี ปกติธุรกิจซื้อมา-ขายไปมีกำไรไม่ค่อยมากอยู่แล้ว ต้องอาศัยขายได้ปริมาณมากๆ แต่สินค้าประเภทไหนที่พอจะทำกำไรเป็นค่าผ่อนบ้านได้ โดยมีเงินลงทุนส่วนตัวจากบำเหน็จ และอาศัยที่บ้านซึ่งติดถนนใหญ่เป็นหน้าร้าน
ประเด็นที่สอง คือ คุณขวัญชนกมีแนวคิดอย่างไรที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เราสามารถที่จะมีกำลังใจในการทำธุรกิจของตัวเองเมื่ออายุมากแล้ว ซึ่งบางครั้งมีความรู้สึกว่าอายุเรามากแล้ว แต่ต้องมาขายของแข่งกับพวกคนหนุ่ม-คนสาว เคยแต่สั่งคนอื่นทำงาน แต่ตอนนี้ต้องมาทำเองไม่มีผู้ช่วยรู้สึกอึดอัดมาก
และสาม คือ ผมตัดสินใจที่จะต้องมีธุรกิจของตัวเองให้ได้ ไม่ได้หวังที่จะให้มีกำไรมากมาย ขอแค่ให้พอมีรายได้บ้างเลี้ยงตัวเองและครอบครัวให้รอดได้ไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน มีเวลาพักผ่อนบ้าง แต่การทำการค้ามันต้องลงทุนซึ่งมีความเสี่ยง จะต้องทำแบบไหนที่ไม่เสี่ยงมากเกินไป เล่นหุ้นไม่เป็น เห็นคนอื่นมีรายได้จากการเล่นหุ้นก็สนใจแต่ไม่กล้าเสี่ยง อยากทำธุรกิจให้มั่นคงก่อนจึงค่อยคิดถึงการลงทุนในหุ้น แบบนี้คิดถูกต้องหรือไม่
ก่อนอื่น ต้องขอแสดงความยินดีกับแนวคิดและความมุ่งมั่นที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเอง เพราะถ้ามองในแง่ของ “รายได้” จากการทุ่มเททำงาน การเป็นเจ้าของกิจการก็ทำให้เราได้รับรายได้ที่เต็มเม็ดเต็มหน่วย และคนส่วนมากก็มักจะคิดว่า การเป็น “ลูกจ้าง” คือ การทำงานให้คนอื่นรวย เราที่เป็นลูกจ้างไม่มีวันรวย ซึ่งจริงๆ แล้ว ถ้าติดตาม “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” อย่างต่อเนื่องจริงๆ ก็คงจำได้ว่า ลูกจ้างที่รวยและเป็นเศรษฐีก็มีมาแล้ว จากความมุ่งมั่น ตั้งใจและมีวินัยในการเก็บออมอย่างจริงจัง
ขอตอบข้อ 2 ที่ถามเกี่ยวกับการสร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ ต้องเรียนตามตรงว่า ปีนี้ดิฉันทำงานในฐานะลูกจ้างครบ 19 ปีเต็ม กำลังจะก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ดิฉันมีความสุขและพอใจกับฐานะลูกจ้าง โดยไม่เคยคิดที่จะทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิดไม่มีใครถูก โดยส่วนตัวแล้ว เป็นคนทำงานประเภทชอบงานที่ทำแล้วจบเป็นเรื่องๆ และไม่ชอบรับความเสี่ยงจากการคำนวณกำไรขาดทุน ดังนั้น งานที่เลือกทำ จึงเป็นงานที่ใช้ต้นทุนทางความคิด ผลตอบแทนที่ได้ ก็คือ เป็นกำไรล้วนๆ ซึ่งแน่นอนว่า รายได้อาจจะไม่ได้มากมาย แต่ถ้ารู้จักเก็บรู้จักใช้ ก็พอมีเงินเหลือเก็บอยู่บ้าง
แต่หากว่า จะต้องลงมือทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ดิฉันก็จะเลือกทำสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดและก็ชอบที่สุด อย่างน้อยก็ให้มีความสุขอยู่กับมัน ดิฉันชอบถ่ายรูป ชอบเขียนหนังสือ ก็เคยคิดจะทำร้านโปสการ์ดเล็กๆ หรือร้านขายหนังสือเล็กๆ ควบคู่ไปงานจัดรายการวิทยุและการเป็นคอลัมนิสต์ ก็ต้องยอมรับว่า ความคิดนี้ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขเรื่องของรายได้ เพราะปัจจุบันโลกของเทคโนโลยีทำให้ “หนังสือ” กลายเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มไปเสียแล้ว
เคยมีพี่ที่สนิทกันคนหนึ่งมาวาดวิมานในอากาศให้ฟังว่า อยากผลิตโน่น อยากทำนี่ เป็นนวัตกรรมใหม่ แต่ต้องใช้เงินลงทุนมากมาย ก็เลยไปสั้นๆ ว่า ดิฉันเชื่อว่า เขารู้เรื่อง “หุ้น” ดีที่สุด เพราะคลุกคลีอยู่ในวงการตลาดหุ้นมานานเกินกว่า 20 ปี ดังนั้น ไม่ต้องคิดนวัตกรรมอะไรให้ปวดหัว หันไปเล่นหุ้นเถอะ เพราะนั่นคือ ความถนัดที่สุดของเขาแล้ว
จุดหนึ่งที่อยากชี้ให้เห็นเป็นประเด็นตรงนี้ก็คือ การลงมือทำธุรกิจนั้น สำคัญที่สุดคือ ต้องมี “ความรู้” และ “ความเข้าใจ” ในสิ่งที่จะทำ ในบางส่วนของหนังสือสอนคนสอนสร้างธุรกิจ เขียนบอกไว้ว่า จะทำมาค้าขายอะไรต้องรู้อย่างน้อย 5 อย่าง นั่นคือ รู้เกี่ยวกับสินค้า รู้เกี่ยวกับบริษัท รู้เกี่ยวกับลูกค้า รู้เกี่ยวกับคู่แข่ง และรู้เกี่ยวกับตัวเอง
ความรู้เกี่ยวกับสินค้า ต้องศึกษารายละเอียดทุกแง่ทุกมุม ทั้งจุดดีเด่นและจุดอ่อน คุณภาพ ประโยชน์การใช้งาน ความรู้เกี่ยวกับบริษัท ต้องรู้เรื่องกฎระเบียบ ข้อบังคับ เงื่อนไขระเบียบการขาย การปล่อยเครดิต การเก็บเงิน ความรู้เกี่ยวกับลูกค้า เป็นความรู้ที่สำคัญที่สุด เพราะสินค้าจะขายได้หรือไม่นั้นอยู่ที่ว่า เรามีความรู้เกี่ยวกับลูกค้ามากน้อยเพียงใด ความรู้เกี่ยวกับคู่แข่ง ความรู้ด้านนี้จะช่วยให้เจ้าของธุรกิจรู้จุดยืนและฐานะของเราว่ามีอัตราส่วนของตลาดแค่ไหน เพียงใด ทำไมจึงขายดีหรือขายไม่ดี และจะทำอย่างไรถึงจะเอาชนะคู่แข่งได้ สุดท้าย คือ ความรู้เกี่ยวกับตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดอีกข้อหนึ่ง
จริงๆ อยากจะเติมอีกเรื่องหนึ่งคือ ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี ที่ทุกวันนี้มีส่วนอย่างมาก ไม่เช่นนั้น เราก็คงไม่เห็นการเข้าสู่กระบวนการล้มละลายของ “โกดัก” ที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต
คุณผู้อ่านท่านนี้บอกว่า มีความรู้ความเข้าใจเรื่องธุรกิจค้าปลีกหรือซื้อมา-ขายไปพอสมควร แต่ปัญหาคือ ไม่รู้ว่าจะค้าขายอะไร อันนี้ก็ต้องกลับไปถามตัวเองว่า เรามีความรู้เกี่ยวกับสินค้าแต่ละประเภทแค่ไหน จะเปิดร้านอาหารก็ต้องมีความรู้เรื่องการทำอาหาร นอกจากเรื่องของความรู้ความเข้าใจในสินค้าแล้ว ต้องดูเรื่องของทำเลที่ตั้งด้วยว่า อยู่ใกล้ชุมชน อยู่ใกล้มหาวิทยาลัย หรืออยู่ใกล้โรงเรียน เพราะกลุ่มคนซื้อกับสินค้าต้องสัมพันธ์กัน
แต่ที่แน่ๆ สินค้าประเภทที่ขายคล่องๆ ก็คงหนีไม่พ้นอะไรที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 ซึ่งจำเป็นกับมนุษย์นั่นแหละค่ะ ไม่เกี่ยวข้องทางตรงก็เกี่ยวข้องแบบอ้อมๆ
เลือกทำในสิ่งที่ “รู้” เป็นสิ่งที่เรามีความถนัด แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขการเติบโตของธุรกิจ เพราะรักแล้วเจ๊งก็ไม่มีประโยชน์ ลองหยิบกระดาษปากกามาไล่เรียงว่า คุณรู้เรื่องหรือถนัดเรื่องไหน แล้วก็หาข้อมูลทิศทางธุรกิจนั้นว่า มีโอกาสเติบโตแค่ไหน เพียงไร
เริ่มจากกระดาษในมือ...ดีกว่าฝันในอากาศ...ว่าแล้วก็ลงมือ !
...........................................
(วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : รู้ก่อนลุย โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



