ข่าว

แค่'soft target'ไม่แปลว่าปลอดภัย

แค่'soft target'ไม่แปลว่าปลอดภัย

18 ก.พ. 2555

แม้ไทยจะเป็นแค่'soft target'ก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย : บทความพิเศษ โดย สุทธิชัย หยุ่น http://www.oknation.net/blog/black

          นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตอบคำถามนักข่าวว่า ยังบอกไม่ได้ว่าเหตุระเบิดกลางกรุง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเป็นเหตุ “ก่อการร้าย” หรือไม่...
 
             หนึ่งวันต่อมารัฐมนตรีกลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต ยืนยันว่า “ไม่ใช่การก่อการร้าย” ย้อนไปไม่กี่สัปดาห์ก่อน รองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง บอกว่ารู้ตัวว่าใครเป็นใครหลังสถานทูตต่างประเทศหลายแห่งออกคำเตือนถึงคนของตนเองว่าอาจมีเหตุ “terrorist threat” ในเมืองไทย รัฐบาลไทยยืนยันว่าผู้ก่อเหตุร้ายไม่มีใครต้องการมาทำอะไรในเมืองไทย ส่วนใหญ่ถือว่าไทยเป็นเพียงทางผ่าน หรือไม่ก็เป็นจุดนัดพบหรือที่พักผ่อนเท่านั้น “ยืนยันว่าผู้ก่อการร้ายสากลไม่มาทำอะไรในไทยแน่” คือคำรับรองยืนยันของรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง
 
             กระทรวงการต่างประเทศไทยพูดจากับหลายสถานทูต ขอให้เขาถอนคำเตือนนั้นเสียเพราะกระทบภาพลักษณ์การลงทุนท่องเที่ยวของไทย และยืนยันว่าจะไม่มีเหตุร้ายในไทยแน่นอน สถานทูตอเมริกาและอังกฤษไม่ยกเลิกคำเตือน และลดน้ำหนักลงในเว็บไซต์ของเขาหลังคำร้องขอจากไทย แต่พอถึงบ่ายวันอังคาร เมื่อเกิดเหตุระเบิดตูมตาม และมีผู้ต้องสงสัยเป็นชาวอิหร่านสามคน เป็นระเบิดรุนแรงอีกด้วย สถานทูตทั้งหลายไม่รอให้รัฐบาลไทยแถลง, ออกคำเตือน “ฉบับใหม่” ทันทีเช่นกัน
 
             ระดับ “ความน่าเชื่อถือ” ของแถลงการณ์ของรัฐบาลไทยในเรื่องมีหรือไม่มีเหตุก่อการร้ายในไทย จึงถูกเหตุร้ายวันอังคารลดทอนลงไม่น้อย เป็นบทเรียนว่ารัฐบาลไทยต้องเผชิญกับความเป็นจริง และเลิกยึดประโยคเก่าๆ ว่า “ไม่มีเหตุก่อการร้ายในไทยเพราะผู้ก่อการร้ายไม่ต้องการทำอะไรในไทย...ไทยไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร...เขาเข้าออกเพื่อจะพักผ่อนและนัดพบเท่านั้น...” เพราะพูดอย่างนี้แล้วเกิดเหตุระเบิดขึ้นกลางเมืองหลวงของเราก็ย่อมทำให้คนอื่นเขาตั้งคำถามว่า “ตกลง รัฐบาลและข่าวกรองไทยนี่มีความน่าเชื่อถือเพียงใด?” เหตุร้ายในกรุงเทพฯ ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกรณีละม้ายที่อินเดียและจอร์เจียที่น่าสนใจ คือรัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล เอฮุด บารัก ผ่านเมืองไทยเมื่อวันอาทิตย์เพื่อเดินทางต่อไปสิงคโปร์ อิสราเอลกล่าวหาอิหร่านว่าอยู่เบื้องหลังการก่อเหตุในเมืองไทยโดยร่วมมือกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ที่มีฐานปฏิบัติการอยู่เลบานอน และเขาเชื่อว่าเหตุการณ์ในอินเดีย จอร์เจีย และไทยมีความเกี่ยวเนื่องกัน
 
             สหรัฐกับอิสราเอลเห็นตรงกันว่านี่คือความพยายามของอิหร่านที่จะก่อเหตุต่อเป้าหมายที่เป็นทั้งสหรัฐ โลกตะวันตก และอิสราเอล ไทยเราอาจจะไม่ใช่ “เป้าหลัก” แต่ก็อาจเข้าข่ายเป็น “เป้านิ่ม” หรือ “soft target” ในภาษาความมั่นคงระหว่างประเทศนั่นคือเป็นจุดที่ผู้ก่อเหตุร้ายสามารถใช้เป็นที่ทำลายเป้าหมายหลักได้ เพราะเรามีมาตรการการป้องกันที่หละหลวมกว่าประเทศที่ถือว่าเป็นเป้าหลัก ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะประมาทด้วยการปฏิเสธความจริงว่าแม้เราจะเป็นเป้ารอง แต่ความเสียหายที่สามารถเกิดขึ้นได้กับชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยและคนต่างชาติในไทยนั้น อาจจะมีไม่น้อยกว่าที่จะเป็นเป้าหลักเช่นกัน
 
             ดังนั้น รัฐบาลจึงควรจะปรับวิธีคิดและแนวทางการปฏิบัติสำหรับตั้งรับเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้นต่อไป โดยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศและในประเทศ อีกทั้งจะต้องปรับปรุงการหาข่าวกรองและสร้างระบบที่จะร่วมมือกับภาคประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะโลกที่ย่อส่วนลงมาเป็นชุมชนสากลเช่นนี้ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าตัวเองรอดจากการตกเป็นเหยื่อของความขัดแย้งระหว่างประเทศ เพราะแม้ว่าเราจะคิดเข้าข้างตัวเองว่าเราเป็น “ข้อยกเว้น” และไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร แต่การเป็น “ทางผ่าน” หรือ “เป้าหมายรอง” ก็หาได้รับรองความปลอดภัยแต่อย่างใดไม่

.........

(หมายเหตุ : แม้ไทยจะเป็นแค่'soft target'ก็ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย : บทความพิเศษ โดย สุทธิชัย หยุ่น http://www.oknation.net/blog/black)