ข่าว

คูปองน้ำท่วมค่าหดแลกจริงแค่ครึ่งราคา

คูปองน้ำท่วมค่าหดแลกจริงแค่ครึ่งราคา

17 ก.พ. 2555

คูปองเบอร์ห้าช่วยน้ำท่วมค่าหด แลกซื้อสินค้าได้จริงเหลือเพียงครึ่งราคา ชาวบ้านบอกดีกว่าไม่ได้อะไรเลย นายก อบจ.ปทุมธานี ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่จะใช้เมืองปทุมฯเป็นแก้มลิง "อภิสิทธิ์" เตือน “ยิ่งลักษณ์” อย่ามัวตั้ง “กก.เรื่องน้ำ”

             เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 17 ก.พ. ที่ร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง  ใน อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ได้มีประชาชนจำนวนมากต่างพากันเข้าคิวเพื่อที่จะนำคูปองที่เพิ่งได้รับมาจากหน่วยงานราชการในพื้นที่ แลกซื้อสินค้าจากภายในร้านค้าดังกล่าวอย่างเนืองแน่นโกลาหล หลังจากร้านค้าดังกล่าวนั้นได้เปิดให้ประชาชนเข้ามาแลกซื้อสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้า และให้มูลค่าตามราคาของคูปอง หรือได้สินค้าที่มีราคาใกล้เคียงกับราคาจริง คือ 2,000 บาท 

             แต่เนื่องจากมีประชาชนเดินทางเข้ามาแลกซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก จึงต้องเข้าคิวต่อแถวรอแลกซื้อกันอย่างแออัดเป็นเวลานาน โดยหลายรายต้องมาเข้าคิวรอตั้งแต่เมื่อเช้ามืดจึงจะสามารถแลกของกลับบ้านไปได้ในช่วงของครึ่งวัน ส่วนผู้ที่เดินทางมาภายหลังในช่วงเวลา 09.00-10.00 น.นั้นจะต้องรอไปจนถึงในช่วงบ่ายจึงจะได้รับสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้ากลับไป ขณะที่ร้านค้าแห่งดังกล่าวนี้ถึงกลับต้องปิดหน้าร้านเพื่อรอรับการเข้ามาแลกซื้อสินค้า สิ่งของเครื่องใช้จากประชาชน โดยที่ไม่รับลูกค้าทั่วไปที่จะเข้ามาเลือกซื้อสินค้าตามปกติ 

             ส่วนสาเหตุของความแออัดที่เกิดขึ้นนั้น นางวรรณี นิกาจิ๊ อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/5 ม.6 ต.หนองจอก เขตหนองจอก กทม. กล่าวว่า ที่ตนต้องเดินทางมาจากเขตหนองจอก กทม.เพื่อมาแลกซื้อสินค้ายังในตัวเมือง จ.ฉะเชิงเทรา นั้นเนื่องจากที่ผ่านมาเพื่อนบ้านพร้อมด้วยญาติพี่น้องหลายคน ได้เคยเดินทางเข้าไปแลกซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าจากภายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังต่างชาติเกือบทุกแบรนด์เนมนั้นล้วนแล้วต่างเอารัดเอาเปรียบซ้ำเติมประชาชนผู้ประสบภัยจากน้ำท่วมทั้งสิ้น ด้วยการกดราคาในมูลค่าของคูปองแลกซื้อที่รัฐบาลแจกมาให้เหลือเพียงแค่ครึ่งราคา จากคูปองที่ได้รับแจกมานั้นมีมูลค่าถึง 2 พันบาท แต่ทางห้างสรรพสินค้าดังกล่าว ซึ่งอยู่ใกล้บ้านกลับให้มูลค่าของการแลกซื้อด้วยคูปองเหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว คือ 1 พันบาท หรือสูงสุดที่ 1.2 พันบาทเท่านั้น และต้องเป็นการแลกซื้อสินค้าที่จะต้องมีมูลค่าที่สูงกว่าค่าของคูปอง คือ 1,200 บาทขึ้นไป โดยประชาชนจะต้องเพิ่มเงินสดเข้าไปตามมูลค่าของสินค้านั้นๆ เช่น สินค้าราคาที่เขาตั้งวางจำหน่ายที่ 3,000 บาท ประชาชนจะต้องเพิ่มเงินเข้าไปอีก 1,800 บาท จึงจะได้รับสินค้าชิ้นนั้นกลับไป นางวรรณี กล่าว
 
             ขณะที่ นางมาลีวัลย์ วังหิตัง อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 75 ม.9 ต.กระทุ่มราย เขตหนองจอก กทม. กล่าวเสริมว่า เป็นแบบเดียวกันอย่างนี้ทุกแห่ง ซึ่งในแต่ละร้านนั้นให้มูลค่าของคูปองที่ไม่เท่ากัน จึงจำเป็นที่จะต้องพากันเหมารถยนต์เดินทางเข้ามาแลกซื้อสินค้าถึงยังในตัวเมืองฉะเชิงเทรา ก็เพราะว่าร้านค้าแห่งนี้ ได้ให้ราคาคูปองที่สูงใกล้เคียงกับมูลค่าจริงของคูปอง โดยเขาให้เราแรกสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าของเขาที่มีอยู่แบบเต็มราคาที่เขาตั้งเอาไว้ให้แรกซื้อ คือ จำนวน 2 พันบาท ซึ่งเขาก็อาจจะตั้งราคาสินค้าไว้เกินความเป็นจริงอยู่บ้างแต่คิดว่าผิดราคาไปจากปกติไม่มาก แต่ก็สามารถใช้คูปองแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าไปใช้ได้โดยที่ไม่ต้องควักเงินจ่ายเพิ่ม

             ชาวบ้านบางรายนั้นจะได้สิ่งของไปใช้ 2 ชิ้นบ้าง 3 ชิ้นบ้าง ตามแต่ละชนิดและขนาด แต่ที่ดีกว่าที่อื่นๆ นั้น หากเราเลือกซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ ที่มีราคาสูงกว่ามูลค่า 2 พันบาทขึ้นไปนั้น เขาก็ให้เราใช้คูปองแลกได้แบบเต็มราคา เช่น สินค้ามูลค่า 4,000 ตามราคาที่เขาตั้งขายจริง ๆ ตามปกติ เขาก็ให้เราแรกซื้อไปตามราคานั้นๆ โดยที่เราก็ต้องเพิ่มเงินเข้าไปอีก 2 พันบาท ซึ่งถือว่ามีเพียงร้านนี้ร้านเดียว ที่เขาให้เราแบบเต็มราคา ชาวบ้านจึงพากันเหมารถมาแลกซื้อที่ร้านค้าแห่งนี้เป็นจำนวนมากอย่างหนาแน่นเต็มร้าน เนื่องจากหากมาเพียงคนเดียวก็ไม่คุ้มกับค่าเดินทาง ส่วนร้านค้าอื่นๆ นั้น เขาก็ให้เราแลกซื้อไปตามเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป แต่ร้านค้าจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แปดริ้วนั้น ถือว่าให้มูลค่าของคูปองที่ใกล้เคียงกับราคาจริงมากที่สุดแล้ว เท่าที่สอบถามจากเพื่อนบ้านและญาติๆ ที่เคยไปแลกซื้อมาจากที่อื่น  

             ขณะที่ นางสมศรี ปรีกาน อายุ 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62/8 ม.9 ต.คลองอุดมชลจร อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา กล่าวว่า หลังบ้านถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายไปกว่าครึ่งหลัง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านลอยน้ำหนีหายไปหมด ได้ใช้เงินซ่อมแซมบ้านไปกว่า 1 หมื่นบาท แต่ที่รัฐบาลช่วยเหลือมา 5 พันบาท ได้คูปองช่วยเหลือเพิ่มอีก 2 พันบาทนั้น ไม่คุ้มค่ากันกับความเสียหายที่เกิดขึ้นเลยแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ช่วยเหลืออะไร แค่นี้ชาวบ้านก็รู้สึกพึงพอใจแล้ว


"ปู"ตรวจประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ย่านรังสิต

             นางสางยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีพร้อมด้วยคณะได้เดินทางไปตรวจประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ย่านรังสิต ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยมีคณะรัฐมนตรีร่วมเดินทางไปด้วยเป็นจำนวนมาก และได้ขึ้นไปบนแนวคันประตูระบายน้ำและดูพื้นที่จริงพร้อมทั้งได้กล่าวข้อสั่งการต่าง ๆ กับอธิบดีกรมชลประทานให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม


นายกอบจ.ปทุมธานี ค้านใช้เมืองปทุมฯเป็นแก้มลิง

             นายชาญ พวงเพ็ชร์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ตามที่มีกระแสข่าวว่ารัฐบาลจะใช้พื้นที่ของ อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เป็นแก้มลิงเพื่อรองรับน้ำที่จะบ่าเข้ามาในพื้นที่ของปีนี้นั้น ตนเองยังไม่ทราบรายละเอียดหรือเห็นข่าวนี้แต่อย่างใด เพียงแต่มีชาวบ้านในพื้นที่โทรศัพท์มาสอบถามในเรื่องนี้ แต่โดยส่วนตัวแล้วตนเองไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้นพื้นที่ของจังหวัดปทุมธานีนั้น ในปัจจุบันนี้ถือว่าเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่มีน้อยมาก โดยเฉพาะ อ.สามโคก ปัจจุบันมีชุมชนและบ้านจักสรรเกิดขึ้นมามากมาย ดังนั้นการจะใช้เป็นพื้นที่เก็บน้ำคงไม่ถูกต้องที่สำคัญนั้นเขามีการสอบถามหรือทำประชาพิจารณ์กันก่อนหรือยังเพราะถือว่าเป็นเรื่องที่กระทบต่อประชาชนในพื้นที่เป็นจำนวนมาก จึงควรมีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่กันเสียก่อน

             ส่วนวิธีการแก้ไขปัญหา หรือการป้องกันน้ำท่วมในปีนี้ถือว่าเริ่มมีการเคลื่อนไหวแล้ว โดยเฉพาะประตูระบายน้ำต่างๆที่พังเสียหายจากน้ำท่วมคราวที่แล้วนั้นเริ่มมีการเข้ามาดำเนินการซ่อมแซมแล้ว ทั้งประตูระบายน้ำคลองป่าฝ่าย และประตูระบายน้ำคลองบ้านพร้าว รวมทั้งที่อื่นๆนั้นทางกรมชลประทานเริ่มเข้ามาดำเนินการแล้วคาดว่าประมาณปลายเดือนเมษายนนี้ก็จะเสร็จเรียบร้อย ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่น่าพอใจ
 
             นายชาญ กล่าวต่อว่า โดยภาพรวมในการตระเตรียมการป้องกันน้ำท่วมของจังหวัดปทุมธานี ถือว่ายังไม่ค่อยว่าพอใจเท่าใดนัก อย่างเช่น ถนนสายปทุมธานี-ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร(สายใน)ซึ่งถือเป็นคันเขื่อนธรรมชาติเพราะถนนเส้นนี้วิ่งเลียบคู่ขนาดไปกับแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านฝั่งตะวันออก เคยมีการของบประมาณไปแล้วถึง 2 ปี ผ่านการถูกน้ำท่วมมาแล้ว 2 ครั้ง ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะมีการดำเนินการก่อสร้างยกระดับแนวถนนขึ้นมาแต่อย่างใด มีแต้เพียงข่าวว่างบประมาณผ่านแล้ว แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ

             "ตนอยากเสนอแนวความคิดอีกแนวทางหนึ่งให้รัฐบาลพิจารณา คือการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะที่ผ่านมานั้นทราบว่าแม่น้ำเจ้าพระยานั้นไม่เคยมีการขุดลอกแบบจริงๆจังๆมานานกว่า 30 ปีแล้ว ทั้งนี้การขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยานั้นใช้งบประมาณไม่มาก และได้ผลเร็วกว่าการขุดคลองเจ้าพระยา 2 ที่ยังไม่รู้ว่าจะขุดเมื่อใดและใช้เวลานานเท่าใด อีกทั้งการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยานั้นง่ายกว่าและใช้งบประมาณที่น้อยกว่า ซึ่งถ้ารัฐบาลทำไม่ได้ หรือไม่สามารถทำได้ รัฐบาลก็ควรยกอำนาจในการขุดลอกให้กับ อบจ.ต่างๆทั้ง 4 จังหวัด เริ่มจากพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ ซึ่งเชื่อว่า อบจ.ของทุกจังหวัดนั้นคงเต็มใจที่จะดำเนินการเพราะจะเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ได้ด้วย" นายชาญ กล่าว

             นายชาญ  กล่าวต่อว่า การขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยานั้นสามารถทำได้ โดยไม่กระทบต่อประชาชนสองฝั่งแม่น้ำ โดยเริ่มจากจุดรวมแม่น้ำ คือสามแยกบางไทร ที่มีแม่น้ำ 3 สายมาบรรจบกัน คือแม่น้ำป่าสัก แม่น้ำแม่น้ำน้อย และแม่น้ำเจ้าพระยา ไล่ลงมาจนถึงออกทะเล ยกตัวอย่างคือท่อระบายน้ำถ้าท่ออุดตันหรือมีดินเลนอยู่ในท่อ การระบายน้ำก็จะทำได้ช้า ถ้าท่อระบายน้ำไม่อุดตันหรือมีสิ่งกีดขวาง น้ำก็จะไหลออกได้เร็วขึ้น คิดว่าการขุดลอกแม่น้ำเจ้าพระยานั้นจะช่วยให้การระบายน้ำลงทะเลได้เป็นอย่างดียิ่งขึ้น


“ผดุง”คลงพื้นที่"บางเลน" ตรวจคูคลอง

             นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยและนายไพวงษ์ เตชะณรงค์ ที่ปรึกษาว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม เพื่อตรวจสอบแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัย และตรวจสภาพของวัชพืชในคลองบางบอน และตรวจความพร้อมของประตูระบายน้ำตามคลองต่างๆ อาทิ ประตูระบายน้ำคลองเข้ และประตูระบายน้ำคลองภาษีเจริญ ในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม ถือเป็นครั้งแรกของนายผดุงหลังจากที่ได้รับตำแหน่งทางการเมือง ที่ลงไปตรวจรับทราบปัญหาในพื้นที่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐมมาเหล่าข้าราชการได้ให้การต้อนรับ ขณะที่สื่อมวลชนทั้งวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ให้ความสนใจติดตามการลงพื้นที่เป็นจำนวนมาก โดยมีรถยนต์วิ่งลงตรวจพื้นที่ฝุ่นตลบตลอดทาง  


"อภิสิทธิ์" เตือน “ยิ่งลักษณ์” อย่ามัวตั้ง “กก.เรื่องน้ำ”

             ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการทัวร์นกขมิ้นของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า เท่าที่ดูเราเป็นห่วงการขาดความชัดเจน เรื่องการป้องกันและทำความเข้าใจให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบ และได้รับการดูแลให้ครบถ้วน ซึ่งการที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมและไม่รู้ข้อเท็จจริง แล้วมารู้ทีหลังอาจจะทำให้เกิดความไม่พอใจ ซึ่งจะทำให้การบริหารงานยาก

             ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ในส่วนของข้อมูลการเชื่อมโยงการพยากรณ์ที่รัฐบาลระบุว่า จะเสร็จสิ้นภายใน 3 เดือนนั้น ในแผนงานเดิมจะต้องเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนก.พ.นี้ ซึ่งไม่มีเหตุผลต้องช้า เพราะจะเห็นว่างานหลายอย่างไม่จำเป็นต้องใช้เงินด้วยซ้ำ ส่วนที่จำเป็นต้องก่อสร้างใช้เงินนั้นเราเข้าใจ แต่ระบบการบริหารจัดการต่างหากที่มีความคืบหน้าน้อยมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องการไปตั้งคณะกรรมการอย่างเดียว แต่เป็นรูปแบบของการเชื่อมโยงข้อมูลทั้งประตูระบายน้ำ และเขื่อนต่างๆ

             “การที่บอกว่าน้ำจะไม่ท่วมกทม.นั้น สิ่งที่ฟ้องอยู่คือเหตุน้ำท่วมที่เกิดใน อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยาที่ได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำ โดยไม่มีระบบการประสานงานหรือการเตือนภัย เพื่อทำความเข้าใจล่วงหน้า ทั้งนี้ ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่ทำอยู่ก็คงวางใจได้ยาก ซึ่งการที่รัฐบาลจะระบุให้ตรงไหนเป็นพื้นที่รับน้ำ ทำแก้มลิง แล้วจะมีการชดเชยให้นั้น ก็ควรมีการออกระเบียบมาให้ชัดเจน รวมทั้งควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ทราบข้อเท็จจริงและพิจารณากัน หากพูดในหลักการเฉยๆ คงก็คงจะยอมรับ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาจริงๆ แล้วโดนกับตัวเองก็จะเกิดปัญหาขึ้นมาอีก ตรงนี้ก็ต้องเร่งทำข้อสรุปให้เสร็จ เพราะปัญหาวันนี้คือยังไม่มีใครทราบกติกา และพื้นที่ที่แน่ชัด และเราจะเสียโอกาสอย่างมาก จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ถ้ารัฐบาลไม่ได้มีการรับฟังปัญหาจากประชาชน เพราะไม่รู้ว่านายกฯ จะเดินทางไปในพื้นที่เหล่านี้อีกเมื่อไหร่ และระยะเวลาก็งวดเข้ามาทุกที อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 19 ก.พ. นี้ ทางพรรคจะมีการจัดสัมมนาเพื่อประมวลเรื่องน้ำทั้งหมด และหลังจากนั้นก็จะมีการลงพื้นที่ไปดูผลกระทบ โดยเฉพาะพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมด้วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว