
'ปานศิริ'เผยได้ข้อมูลใหม่แก๊งบึ้มกรุง
'ปานศิริ'เผยได้ข้อมูลใหม่แก๊งบึ้มกรุง ย้ำมือบึ้มอิหร่านคนละแก๊งกับ'อาทริส' รมว.กลาโหมปัดข่าวนัดหารือรมต.กลาโหมอิสราเอลในไทย เรียกแก๊งมือระเบิดอ่อนหัดแค่จิ๊กโก๋ปากซอย ผู้ว่าฯกทม.พร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่
17ก.พ.2555 ความคืบหน้าเกี่ยวกับเกิดเหตุระเบิดบ้านเช่าและบริเวณใกล้เคียงในซอยปรีดีพนมยงค์ 31 ถนนสุขุมวิท 71 จำนวน 3 จุด โดยมีผู้ร่วมก่อเหตุและถูกออกหมายจับจำนวน 4 คน ทั้งหมดเป็นชาวอิหร่าน 1 ในจำนวนนี้บาดเจ็บ 1 คน ถูกจับขณะกำลังเดินทางออกนอกประเทศ 1 คน ถูกจับที่ประเทศมาเลเซีย 1 คน และเป็นผู้หญิง 1 คนนั้น เมื่อเวลา 13.45 น. พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รอง ผบ.ตร. ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีนี้ ทั้งจาก บช.น. กองปราบปราม สตม.และสันติบาล เจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.สปพ.บช.น. หรือ อีโอดี เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
พล.ต.อ.ปานศิริ กล่าวก่อนเข้าประชุมว่า จะตรวจดูในเรื่องพยานหลักฐาน หากมีเพียงพอหรือสมบูรณ์ก็จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐานไปขออนุมัติหมายจับทันที แต่หากจำเป็นต้องมีการสอบสวนเพิ่มเติมก็จะสั่งการให้สอบสวนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตามในชั้นนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้ายแต่อย่างใด ทั้งนี้เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ผู้ต้องหาคนที่ 5 นั้นใช่นายนิคคาฟาร์ด จาวัด หรือไม่นั้น พล.ต.อ.ปานศิริ ตอบเพียงว่า "ขอประชุมก่อน"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมนั้นเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด บก.สปพ.บช.น. หรือ อีโอดี ได้นำชิ้นส่วนวัตถุระเบิดทั้งหมดมาร่วมประชุมเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีหลักฐานเพิ่มเติมเข้ามาคือ วัตถุทรง 4 เหลี่ยมจัตุรัสสีดำ ขนาดประมาณ 4x4 นิ้่ว ตรงกลางมีรูวงกลมขนาดสามารถวางกระป๋องน้ำอัดลมได้ มีน็อตสกรูยึดไว้ 3 ตัว รวมจำนวน 5 ชิ้น ซึ่งยึดได้จากห้องพักเลขที่ 409 อาคารนาซ่าทาวเวอร์ ถนนรามคำแหง แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา เมื่อช่วงเย็นวันที่ 16 ก.พ. มาเข้าประชุมเพิ่มเติมด้วย ซึ่งจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ฯ ในเบื้องต้นยังไม่ทราบว่าวัตถุดังกล่าวนั้นมีไว้ทำอะไร แต่คาดว่าน่าจะนำประกอบเข้ากับตัวระเบิดด้วย
'ปานศิริ'เผยได้ข้อมูลใหม่แก๊งบึ้มกรุง
ภายหลังการประชุมพล.ต.อ. ปานศิริ กล่าวว่า ในส่วนคดีคืบหน้าไปมาก โดยพนักงานสอบสวนได้ลงเก็บหลักฐานในที่เกิดเหตุทั้งสามจุดเพิ่มเติมโดยเฉพาะในบ้านเช่าเลขที่ 66 ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุ รวมถึงวันที่ 16 ก.พ.ยังได้เข้าตรวจค้นห้องเลขที่ 409 อาคาร นาซ่า เวกัส ทาวเวอร์ ถ.รามคำแหง หลังจากสืบทราบว่า นางไลลา โลฮานิ ชาวอิหร่าน ผู้ต้องหาอีกคนได้เช่าอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้หลักฐานใหม่เพิ่มเติมทางนิติวิทยาศาสตร์
ส่วนการอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหา 4 คนก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจนเป็นกล้องวงจรปิด พยานบุคคลรวมทั้งมีพยานทางนิติเวทยาศาสตร์ โดยขณะนี้จากการตรวจสอบพบว่ามีผู้ต้องสงสัยมากกว่า 4 คน ส่วนผู้ต้องหารายที่ 5 นายนิคคาฟาร์ด จาวัด จะมีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่นั้นขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ขอตรวจสอบก่อน แต่ขอยืนยันเป้าหมายในการก่อเหตุนั้นคนร้ายเน้นเฉพาะตัวบุคคล ไม่ใช่สถานที่ ส่วนเหตุที่เกิดระเบิดขึ้นในวันที่ 14 กพ. ในบ้านเช่าหลังดังกล่าวจะเป็นเพราะสาเหตุใดขณะนี้ผู้เชี่ยวชาญเร่งตรวจสอบอยู่
ส่วนการนำตัวนายมูฮัมหมัด ฮาซาอิ ผู้ต้องหาที่หลบหนีไปอยู่ประเทศมาเลเซียมาดำเนินคดีในไทยนั้น ทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ทำหนังสือถึงอัยการสูงสุดแล้วคาดว่าจะได้ตัวเร็วๆนี้
ทั้งนี้ พล.ต.อ. ปานศิริ กล่าวถึงคดีระเบิดระเบิด 3 จุดบริเวณสุขุมวิท 71 ไม่มีความเกี่ยวข้องกับคดีของนายอาทริส ฮุสเซ็น ผู้ต้องหาความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมยุทธภัณฑ์ แต่อย่างใด ซึ่งในสัปดาห์หน้าทางพนักงานสอบสวนสวนจะสรุปสำนวนคดีนายอาทริส ส่งฟ้องต่ออัยการในสับดาห์หน้า
อธิบดีอัยการตป.เผยได้หนังสือสตช.ขอตัวร่วมแก๊งอิหร่านจากมาเลย์แล้ว
นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีอัยการฝ่ายต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการประสานขอตัวส่งผู้ร้ายข้ามแดนนายซีดา การ์ดซาเดค มะห์ซุส (SEDA GHATZADEH MASOUD) ชาวอิหร่านร่วมแก๊งจากประเทศมาเลเซียหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจมาเลเซียจับกุมได้ขณะหลบหนี ว่า ขณะนี้สำนักงานอัยการสูงสุดได้รับหนังสือประสานความร่วมมือจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อให้อัยการต่างประเทศ ประสานกับทางการมาเลเซียขอส่งตัวนายซีดาแล้ว โดยคาดว่าจะใช้วิธีขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกรุงสยาม กับรัฐบาลอังกฤษ สมัยที่อังกฤษปกครองมาเลเซีย รวมทั้งจะใช้วิธีทางการทูตโดยใช้หลักการต่างตอบแทน เพื่อให้มีความแน่ใจและครอบคลุมในทุกเรื่อง
นายวันชัย กล่าวอีกว่า เบื้องต้นจะประสานงานกับอัยการมาเลเซียก่อนว่าต้องการทราบข้อมูลด้านใดบ้างเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ส่วนพยานเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ที่พนักงานสอบสวนรวบรวมมาให้ขณะนี้เราร่วมกันตรวจสอบว่ามีความครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ โดยเมื่อได้เอกสารหลักฐานครบถ้วนแล้วก็จะดำเนินการแปลเอกสารเป็นภาษาอังกฤษและตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งให้กับอัยการมาเลเซียต่อไป ซึ่งเรื่องนี้อัยการไทยกำลังเร่งดำเนินการ เพราะถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
กต.เผยขั้นตอนให้วีซ่าผ่านบริษัททัวร์ของผู้ต้องหาบึ้มกรุงถูกต้อง
นายเจษฎา กตเวทิน รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่บริษัททัวร์ของอิหร่านติดต่อขอออกวีซ่าให้กับผู้ต้องหาก่อเหตุระเบิดที่ซอยสุขุทวิท71 ว่า ตามขั้นตอนแล้วการออกวีซ่าให้กับบริษัททัวร์นั้น บริษัททัวร์ต้องมีรายชื่ออยู่ในบัญชีและจดทะเบียนกับสถานเอกอัครชทูตไทย ณ กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน และต้องมีหนังสือรับรองมาจากทางการอิหร่าน รวมถึงหนังสือรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านด้วย และบริษัททัวร์จึงจะสามารถนำรายชื่อและเอกสารการขอวีซ่าของลูกทัวร์มายื่นกับทางสถานทูตได้
บริษัททัวร์ที่ขอออกวีซ่าให้กับผู้ต้องหาก่อเหตุระเบิดนั้น ก็มีรายชื่ออยู่ในระบบของสถานทูตอย่างถูกต้อง ซึ่งมาตรการการตรวจสอบก่อนเดินทางเข้าประเทศไทยก็มีถึง 2 ขั้นตอน การจะออกวีซ่าให้กับบุคคลใดต้องตรวจสอบว่ามีรายชื่ออยู่ในบัญชีดำหรือไม่ หากไม่มีก็สามารถเข้าประเทศได้ รวมถึงผ่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองอีกชั้นหนึ่ง กรณีผู้ต้องหาก่อเหตุระเบิดนั้น ขณะนี้ทางตำรวจและฝ่ายความมั่นคงกำลังตรวจสอบอยู่
ส่วนผู้ต้องหาที่หลบหนีไปประเทศมาเลเซียและทางการมาเลเซียสามารถจับกุมได้แล้ว 1 คน ขณะนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ต้องรอให้อัยการสูงสุดส่งหนังสือขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนมาก่อน กระทรวงการต่างประเทศจึงจะส่งเรื่องต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซียได้ คาดว่าไม่น่าจะใช้ระยะเวลานานที่อัยการสูงสุดจะส่งเรื่องมายังกระทรวงการต่างประเทศ อย่างไรก็ตามทางการมาเลเซียจะส่งตัวผู้ร้ายให้ไทยจะใช้เวลานานหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของศาลมาเลเซีย
"รมว.กลาโหม"ปัดข่าวนัดหารือรมต.กลาโหมอิสราเอลในประเทศไทย
พล.อ.อ.สุกําพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวในรายการอินไซด์ไทยแลนด์ สถานีโทรสปริงนิวส์ กล่าวปฎิเสธข่าวที่ระบุว่าได้มีการนัดหมายกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประเทศอิราเอล ว่า ตนไม่พบปะกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประเทศอิสราเอลกันเลย และที่ผ่านมาตนก็ไม่เคยได้รับการติดต่อจากประเทศอิสราเอลว่าจะมาหารืออะไรกันเลย และการเดินทางไปร่วมแอร์โชว์ที่ประเทศสิงคโปร์นั้น ตนก็ไม่ได้พบกันแต่อย่างไร ที่ผ่านมาไม่ได้มีการหมายอะไรกันเลย
เมื่อถามว่า หลังจากที่มีข่าวในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ล่าสุดได้รับรายงานจากฝ่ายความมั่นคงอย่างไรบ้าง พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า คงจะต้องรอผู้ต้องหาที่ถูกจับได้ที่ประเทศมาเลเซียที่จะกลับมาประเทศไทย ตนเข้าใจว่าจะมีความคืบหน้ามากกว่าที่เป็นอยู่นี้ อย่างไรก็ตามตนไม่อยากให้มีการเร่งรีบด่วนสรุปเรื่องทั้งหมด เพราะอาจจะทำให้เกิดความสับสนได้
เมื่อถามว่า จากหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตั้งได้มีการจับกุมคนเลบานอน และต่อเนื่องมาถึงเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น ทำให้มีการจับกุมคนอิหร่านได้อีก ตรงนี้ทำให้เห็นว่าประเทศกำลังถูกกลุ่มผู้ก่อการร้ายฮิซบอลเลาะห์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ในเหตุการณ์แรกที่มีการจับกุมเลบานอนได้ จากการสอบสวนผู้ต้องหาเขาได้บอกว่าไม่มีความคิดที่จะมาก่อการร้ายในประเทศเรา เพียงแต่เขาต้องการที่จะเข้ามาหาวัตถุดิบและนำไปใช้ที่อื่น
ส่วนเหตุการณ์รายล่าสุดที่เกิดขึ้น ตนตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ก่อเหตุไม่มีความเป็นมืออาชีพ แค่ต่อระเบิดก็เกิดการระเบิดเกิดขึ้น หลังจากนั้นก็หนีออกมาเมื่อเห็นแท็กซี่ก็โบก แท็กซี่ไม่จอดก็โมโหแล้วเอาระเบิดโยนใส่แท็กซี่ นิสัยอย่างนี้เหมือนจิ๊กโก๋ปากซอย แถมที่สำคัญเมื่อมาเจอตำรวจก็ขว้างระเบิดก็ไม่พ้นตัวเอง เรื่องนี้่ตนไม่อยากจะให้เอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วนำไปเชื่อมต่อให้เข้ากัน ซึ่งหากทำอย่างนี้จะทำให้รูปคดีเสียหมด ตนอยากให้เรามองกันในแง่ดีกันบ้าง ดังนั้นจึงอยากให้ทุกคนอดใจรอผลการสอบสวนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีข่าวกรองด้านความมั่นคงจากต่างประเทศออกมาแจ้งเตือนประเทศไทยให้มีการระมัดระวังเหตุก่อวินาศกรรมสนามบิน รมว.กลาโหม กล่าวว่า ยังไม่มีส่วนเรื่องการดูแลความปลอดภัยของสนามบิน ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อมาเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้นมา ก็มีระเบียบดูแลอยู่แล้ว
ผบ.ทร.ผวาก่อการร้ายสั่งคุมเข้มหน่วยราชการ
ที่อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทางกองทัพเรือมีการสั่งการให้กวดขันในการรักษาความปลอดภัยสถานที่ตั้งของทางราชการ รวมทั้งพื้นที่ที่รับผิดชอบ ส่วนในรายละเอียดต้องให้หน่วยงานด้านความมั่นคงเป็นผู้ชี้แจง ส่วนการหารือของผบ.เหล่าทัพเมื่อวันที่ 16 ก.พ. ในที่ประชุมได้พูดถึงเหตุการณ์ระเบิด 3 จุด โดยพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ให้ผบ.เหล่าทัพเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยตามสถานที่ราชการ ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงระบุว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมุ่งประสงค์กับบุคล ไม่ได้มุ่งประสงค์เรื่องก่อการร้าย แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป
เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เห็นมีอะไรห่างเหินกัน เพราะทหารเป็นองค์กรปฏิบัติของทุกรัฐบาลอยู่แล้ว และพร้อมปฏิบัติปกป้องอธิปไตยตามผลประโยชน์ของประเทศชาติ รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนไม่ว่าเป็นรัฐบาลไหน เราก็ปฏิบัติตามนั้น
ผู้ว่าฯกทม.พร้อมให้ความร่วมมือหนุนงานความมั่นคงเต็มที่
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. แถลงข่าวภายหลังเป็นประธานการประชุม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในกรุงเทพมหานคร(กอ.รมน.กทม.) ว่า การประชุมวันนี้เพื่อรับทราบรายงานความเคลื่อนไหว ของความมั่นคงในกรุงเทพฯ และเหตุระเบิด 3 จุดเมื่อวันที่ 14 กพ.ที่ผ่านมา โดยที่ประชุม มีข้อสรุปร่วมกันว่า ถึงแม้กรุงเทพฯไม่ใช่เป้าหมายของกลุ่มก่อการร้าย แต่จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องระมัดระวังป้องกันเป็นพิเศษไม่ให้เหตุการณ์เกิดขึ้นอีก ซึ่งกทม.ได้ยืนยันกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่ากทม.พร้อมสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานความมั่นคง โดยหน้าที่หลักจะให้เจ้าหน้าที่เทศกิจและฝ่ายรักษาความสะอาด ของกทม. ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตา หากพบสิ่งมีพิรุธ ให้รายงานเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ทันที
ผู้ว่าฯกทม.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สตช.ได้ให้ความสำคัญกับการติดตั้งกล้องวงจรปิด ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความกังวลเรื่องพื้นที่ใดเป็นพิเศษขอให้แจ้งมายังกทม.เพื่อดำเนินการติดตั้งกล้องโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานรัฐจะดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นทุกเมืองใหญ่ทั่วโลก เป็นโรคระบาดที่เมืองใหญ่ยากจะปิดกั้น แต่สตช.และกทม. ไม่ได้นิ่งนอนใจจึงขอให้ประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานความมั่นคงจะดูแลความปลอดภัยให้ดีที่สุด
"การก่อการร้ายไม่ใช่มาจากกลุ่มตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่จะมีการสังเกตว่ามีคนแปลกหน้าเข้ามายังจุดต่างๆหรือไม่ เพราะเรื่องการก่อการร้ายไม่สามารถรู้ได้ว่าเป็นคนชาติใด โดยพื้นที่ๆจะดูแลเป็นพิเศษ คือ พื้นที่ที่มีชาวต่างชาติเข้าออก หรืออยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก แต่จะใช้หลักเกณฑ์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะเหตุการณ์เมื่อ 14 ก.พ.ที่ผ่านมา ก็ไม่ใช่พื้นที่ๆชาวต่างชาติอยู่เป็นจำนวนมาก"



