
เร่งฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน
สัมภาษณ์พิเศษ : เร่งฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน มุ่งป้องกันนิคมอุตสาหกรรม
จากประสบกับน้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปี ส่งผลกระทบต่อพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญหลายแห่ง ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมต้องรับบทหนัก โดยเฉพาะการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน ทางด้านการดูแลป้องกันพื้นที่อุตสาหกรรมซ้ำอีก
ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า สิ่งที่เราต้องดำเนินการเร่งด่วนจากนี้คือ การดูแลพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญให้รับมือกับปัญหาอุทกภัยที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งที่ผ่านมาก็เข้าไปติดตามความคืบหน้าในการก่อสร้างระบบป้องกันอุทกภัยในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งดูแลประสานกับหน่วยงานต่างๆ ให้จัดหาแหล่งเงินทุนให้พร้อม เพื่อให้ผู้ประกอบการมั่นใจว่ารัฐบาลจะสามารถปกป้องพื้นที่อุตสาหกรรมได้
"สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม และระบบระบายน้ำนั้น เดินหน้าไปตามแผนงาน เช่น นิคมฯ นวนคร นิคมฯ บางปะอิน นิคมฯ โรจนะ อย่างไรก็ตาม นิคมที่น่าห่วงมากที่สุด คือนิคมฯ สหรัตนนคร เนื่องจากติดทั้งปัญหาทางกายภาพของพื้นที่ที่อยู่ต่ำกว่าที่อื่น และตัวโครงการยังอยู่ในแผนฟื้นฟูกิจการ ทำให้การดำเนินงานก่อสร้างจะต้องขออนุมัติจากศาล แต่มั่นใจว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ภายในวันที่ 1 เมษายนนี้ และทุกนิคมจะก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมเสร็จตามที่กำหนด"
ส่วนนิคมที่มีความเสี่ยง ได้แก่ นิคมฯ บางชัน นิคมฯ ลาดกระบัง และนิคมปลายน้ำอื่นๆ เช่น นิคมฯ สมุทรสาคร กนอ.จะนำเสนอรายละเอียดแผนงานป้องกันน้ำท่วม และการก่อสร้างคันกั้นน้ำในวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ แต่ในส่วนของนิคมฯ บางชัน ถือว่ามีพื้นที่จำกัด เพราะเป็นนิคมแห่งแรกของไทย ทำให้การก่อสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมทำได้อย่างจำกัด และอยู่ใกล้คูคลองหลายสาย ก็จะเร่งดำเนินการวางระบบระบายน้ำ ขุดลอกคูคลอง บริหารจัดการน้ำ เพื่อให้ระบายออกนอกพื้นที่ได้เร็วที่สุด
นอกเหนือจากการป้องกันนิคมอุตสาหกรรมแล้ว สิ่งที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไปคือการป้องกันระบบโลจิสติกส์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการขนส่งทั้งสินค้าและวัตถุดิบ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์กล่าวว่า ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าไปดูแล โดยเฉพาะถนนพหลโยธิน และถนนสายต่างๆ ที่เชื่อมต่อระหว่างนิคมกับตลาดสินค้า และท่าเรือส่งออก ซึ่งจะมีการยกระดับถนนในช่วงที่มีความเสี่ยง และวางระบบป้องกันไม่ให้ถนนสายหลักถูกน้ำท่วม ตลอดจนป้องกันระบบสาธารณูปโภค เพื่อทำการผลิตได้ต่อเนื่อง
"กระทรวงอุตสาหกรรมได้ดำเนินงานเชิงรุก โดยการออกไปพบปะนักลงทุนต่างชาติ ให้รับรู้ถึงความคืบหน้าในการวางแผนรับมือน้ำท่วมตลอดเวลา โดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่น และผู้ประกอบการในนิคม เพื่อได้สร้างความพอใจให้แก่นักลงทุน นอกจากนี้ จะเดินทางไปเยือนประเทศต่างๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นจากผู้นำรัฐบาล และผู้นำทางธุรกิจรายใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในไทย โดยในวันที่ 6-8 มีนาคมนี้ นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไปเยือนญี่ปุ่น เพื่อสร้างความมั่นใจในการรับมือน้ำท่วมของรัฐบาล"
ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ กล่าวถึงเรื่องการฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทยว่า เป็นเรื่องสำคัญมาก จึงได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ออกไปชี้แจงถึงจุดเด่นของประเทศไทยว่า ยังคงเป็นประเทศที่น่าลงทุนในเอเชีย ไทยมีความพร้อมในเรื่องระบบสาธารณูปโภคต่างๆ มีนโยบายส่งเสริมการลงทุนอย่างเต็มที่ และวัฒนธรรมไทยที่เอื้อเฟื้อต่อนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย รองจากประเทศสิงคโปร์ ในการจัดอันดับประเทศที่มีความง่ายในการดำเนินธุรกิจในปีที่ผ่านมา
ทางด้านการเตรียมรับมือการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี พัฒนาคุณภาพสินค้า และยกระดับมาตรฐาน หากปรับปรุงสิ่งเหล่านี้ได้ก็สู้กับประเทศต่างๆ ในอาเซียนได้ รวมทั้งจะเข้มงวดในมาตรฐานต่างๆ มีการตั้งโครงการคลินิกอุตสาหกรรมช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วย ส่วนเรื่องเงินทุน นอกจากธนาคารของรัฐแล้ว ธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ก็เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ด้านการออกไปลงทุนในประเทศสมาชิก เออีซีก็จะผลักดันผู้ประกอบการรายใหญ่ออกไปลงทุน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังศึกษาเรื่องการตั้งกองทุนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อสนับสนุนด้านการเงิน และแก้กฎหมายให้นำผลกำไรกลับเข้าประเทศโดยไม่ต้องเสียภาษีซ้ำซ้อน ตามที่ผู้ประกอบการเสนอมา แต่เป็นเรื่องใหญ่ ต้องใช้เวลาศึกษาให้รอบคอบ
"งานด่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม คือการดูแลพื้นที่อุตสาหกรรมสำคัญ และระบบโลจิสติกส์ รับมือปัญหาอุทกภัยที่อาจเกิดในอนาคต การฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจ และกลับมาลงทุนในประเทศไทยอีกครั้ง"
..............................
(สัมภาษณ์พิเศษ : เร่งฟื้นความเชื่อมั่นนักลงทุน มุ่งป้องกันนิคมอุตสาหกรรม)



