ข่าว

'ปู'สรุปทัวร์ลุ่มน้ำอนุมัติ117โครงการ

'ปู'สรุปทัวร์ลุ่มน้ำอนุมัติ117โครงการ

17 ก.พ. 2555

สรุปทัวร์นกขมิ้นอัดงบ 4.9 พันล้านให้ 117โครงการเร่งด่วนแก้น้ำท่วม นายกฯ แถลงภาพรวมแผนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ หาพื้นที่รับน้ำได้แล้ว 1.5 ล้านไร่ สิ้นเดือนนี้ครบ 2 ล้านไร่

               17 ก.พ.55 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงข่าวสรุปผลการติดตามการแก้ไขปัญหาอุทกภัย และการบริหารจัดการน้ำ พื้นที่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ตั้งแต่วันที่ 13-17 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า หลังจากคณะกรรมการ กยน. ได้กำหนดยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ โดยมีสาระสำคัญคือ  น้ำต้องมีที่อยู่ น้ำต้องมีที่ไป ประชาชนต้องได้รับการดูแล พื้นที่ชุมชน เศรษฐกิจสำคัญ ทั้งระดับจังหวัดและระดับประเทศต้องได้รับการป้องกัน พื้นที่เกษตรกรรม-ทุ่งรับน้ำ (แก้มลิง) ที่อยู่นอกพื้นที่ป้องกัน รวมทั้งพื้นที่ที่นำมาใช้ผันน้ำหลาก (Floodway) จะต้อง ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

               น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ได้มีการแบ่งกลุ่มติดตามงานตามแผนแม่บทออกเป็น 4 กลุ่มพื้นที่ รวม 31 จังหวัด ประกอบด้วย 1.พื้นที่ต้นน้ำ ประกอบด้วยพื้นที่ 10 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย สุโขทัย อุตรดิตถ์ ตาก น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน และพะเยา 2.พื้นที่กลางน้ำตอนบน ประกอบด้วยพื้นที่ 6 จังหวัด คือ พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี พิจิตร กำแพงเพชร และชัยนาท 3.พื้นที่กลางน้ำตอนล่าง ประกอบด้วยพื้นที่ 8 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี และนครนายก 4.พื้นที่ปลายน้ำ ประกอบด้วยพื้นที่ 7 จังหวัด คือ นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครปฐม ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร

               “ได้พิจารณาอนุมัติดำเนินการโครงการเพิ่มเติมเร่งด่วนจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ (FlagShip) ซึ่งกำหนดให้ ดำเนินการให้แล้วเสร็จ ภายใน 3 เดือน สรุปโครงการ FlagShip ทั้งหมด 117 โครงการ วงเงินงบประมาณ 4,998.55 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการแก้มลิง โครงการเร่งการระบายน้ำ โครงการป้องกันพื้นที่สำคัญ โครงการถนนและคมนาคม โครงการอ่างเก็บน้ำ และโครงการอื่น ๆ และได้เน้นให้พื้นที่ในกรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการโครงการ FlagShip เพื่อเร่งการระบายน้ำ สร้างทำนบกั้นน้ำ ก่อสร้างและปรับปรุงแนวคันคอนกรีตบริเวณแนวคันพระราชดำริ เร่งทำความสะอาดท่อระบายน้ำในชุมชนส่วนที่เหลือทั้งหมด รวมทั้งการติดตั้ง Barrier กั้นน้ำที่สามารถเคลื่อนย้ายนำไปใช้ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้โดยสะดวกรวดเร็ว  นอกจากนั้นยังมีการพิจารณาถึงความสำคัญด้านภัยแล้ง โดยมอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดเตรียมโครงการจัดหาน้ำบาดาล เพื่อการอุปโภค-บริโภค และการเกษตร ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยา ที่มีพื้นที่เกษตรกรรมเป็นจำนวนมาก” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

               น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่ออีกว่า ส่วนการดำเนินการในพื้นที่ต้นน้ำได้มอบหมายภารกิจให้หน่วยงานปฏิบัติ ประกอบด้วย 1.โครงการพระราชดำริ และการดูแลป่าต้นน้ำ การปลูกป่า ฝายแม้ว การรักษาระบบนิเวศ โดยมอบให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำหนดพื้นที่ปลูกป่าเพื่อปรับปรุงระบบนิเวศในลุ่มน้ำ ปิง วัง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก รวมพื้นที่ประมาณ 330,000 ไร่ กำหนดให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จใน 3 เดือน โดยให้บูรณาการร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย สำนักงาน กปร. และกองทัพไทย 

               "มูลนิธิปิดทองหลังพระ กำหนดพื้นที่ปลูกป่าในพื้นที่ชุมชนตามโครงการแม่ฟ้าหลวง สำนักงานกปร.กำหนดพื้นที่ปลูกป่า ในพื้นที่ชุมชนโครงการหลวง กองทัพไทย กำหนดพื้นที่ปลูกป่า ตามแนวชายแดน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประสานกระทรวงมหาดไทย กำหนดพื้นที่ปลูกป่า ในพื้นที่สูงและมีชุมชนอาศัยอยู่”นายกฯ กล่าว

               ส่วนการพัฒนาคลังข้อมูล ระบบพยากรณ์และเตือนภัย ได้มอบหมายให้ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย และนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่งดำเนินการเชื่อมโยงระบบข้อมูลทุกหน่วยงานให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน โดยกำหนดให้มี 3 เครื่องมือสำคัญ คือ ศูนย์ข้อมูลการจัดการน้ำแห่งชาติ ทำหน้าที่เชื่อมโยงระบบข้อมูลทุกหน่วยราชการ เป็นคลังข้อมูล และติดตามสถานการณ์แบบ Real-Time โดยการติดตั้งกล้อง CCTV ส่วนระบบศูนย์เตือนภัย มีการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน จัดทำระบบคาดการณ์แบบจำลองสถานการณ์และเตือนภัยในเชิงพื้นที่ มีระบบแจ้งเตือนภัยผ่าน Smart Phone, Internet และ Social Media รวมทั้งมีศูนย์รับแจ้งข้อมูล (Call Center) เชื่อมโยงเครือข่ายสื่อกระจายข่าวหมู่บ้านและมีการประชาสัมพันธ์โดยสื่อต่าง ๆ ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และ Website ในช่วงเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาระบบช่วยในการตัดสินใจ (Decision Support System)

               นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึง การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนด้วยว่าให้ปรับปรุงเกณฑ์การบริหารน้ำ (Rule Curve) ของเขื่อนใหญ่ทั้ง 33 แห่ง โดยให้มีความสมดุลในช่วงฤดูฝนและแล้ง ซึ่งต้องพิจารณาถึงน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การป้องกันบรรเทาอุทกภัย การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร การอุตสาหกรรม ควบคู่กันไปให้เหมาะสม ซึ่งเขื่อนสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น เขื่อนภูมิพล และสิริกิติ์ ได้ปรับเกณฑ์การบริหารจัดการ (Rule Curve) ใหม่ โดยให้มีปริมาณน้ำต่ำสุดอยู่ที่ 45% ซึ่งจะทำให้ ปี 2555 เขื่อนทั้ง 2 แห่ง สามารถรับน้ำได้ 12,000 ล้าน ลบ.ม. มากกว่า ปี 2554 ถึง 5,000 ล้าน ลบ.ม.

               สำหรับเรื่องพื้นที่รับน้ำ นายกฯ กล่าวว่า ตามยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องดำเนินการในพื้นที่กลางน้ำทั้งตอนบนและตอนล่าง คือการหาที่อยู่ให้น้ำ การจัดหาทุ่งรับน้ำ (แก้มลิง) ให้สามารถเก็บกักน้ำได้ประมาณ 5,000 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งต้องใช้พื้นที่ประมาณ 2 ล้านไร่ เป็นพื้นที่เกษตรกรรม และทุ่งรับน้ำธรรมชาติ โดยหลีกเลี่ยงพื้นที่ชุมชน ที่อยู่อาศัย ให้มีผลกระทบน้อยที่สุด จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้ สามารถจัดหาพื้นที่แก้มลิง โดยการบูรณาการร่วมกันทุกหน่วยงาน ได้ดังนี้

               “พื้นที่กลางน้ำตอนบน 6 จังหวัด หาพื้นที่ทุ่งเหนือนครสวรรค์ได้แล้ว 500,000 ไร่ เช่นพื้นที่อำเภอชุมแสง อำเภอบางมูลนาก รับน้ำได้ประมาณ 1,850 ล้าน ลบ.ม. พื้นที่กลางน้ำตอนล่าง 8 จังหวัด สามารถหาพื้นที่ทุ่งรับน้ำใต้นครสวรรค์ได้แล้ว ประมาณ 1 ล้านไร่ เช่นพื้นที่รับน้ำทุ่งบางบาล เป็นต้น รับน้ำได้ประมาณ 3,100 ล้าน ลบ.ม.รวมพื้นที่แก้มลิงที่จัดหาได้ในปัจจุบัน ประมาณ 1.5 ล้านไร่ สามารถรองรับน้ำได้ประมาณ 4,900 ล้าน ลบ.ม. และในช่วงสิ้นเดือนน่าจะได้พื้นที่รับน้ำครบทั้ง 2 ล้านไร่ ส่วนการเยียวยายืนยันว่ามีแน่นอน แต่เนื่องจากแต่ละพื้นที่ไม่เหมืนกัน”นายกฯ กล่าว

               ทั้งนี้ งานที่ดำเนินการในพื้นที่แก้มลิง ประกอบด้วย การทำคันปิดล้อมในพื้นที่จำเป็น มีการก่อสร้างทางน้ำเข้า-ออกของน้ำ ขุดลอกทางน้ำ เชื่อมโยงน้ำออกจากแก้มลิง จัดหาเครื่องสูบน้ำ เพื่อเตรียมการให้พร้อมทั้งก่อนรับน้ำหลากและหลังปัญหาอุทกภัยคลี่คลาย รวมทั้งต้องพิจารณาถึงเส้นทางคมนาคมขนส่ง และระบบ Logistics ให้สามารถใช้การได้ โดยยึดหลักเชื่อมโยงแหล่งน้ำด้วยคลอง  เชื่อมคลองเล็กสู่คลองใหญ่ การเชื่อมโยงน้ำข้ามลุ่มน้ำ ได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรฯและกระทรวงคมนาคม ดำเนินการจัดทำแผนและโครงการโดยด่วน โดยให้ กยน. เป็นผู้กำกับติดตาม และรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบเป็นระยะ และยังมอบหมายให้แต่ละจังหวัดทำการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของแต่ละจังหวัด รวมทั้งพื้นที่โบราณสถาน ให้ปลอดภัยจากน้ำท่วม รวมทั้งมอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการจัดทำแผนและโครงการขุดลอกคู-คลอง และสร้างคั้นป้องกันโบราณสถาน อย่างเร่งด่วน โดยให้ กยน. เป็นผู้กำกับติดตาม และรายงานผลการดำเนินงานให้ทราบเป็นระยะ

               อีกทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวถึงพื้นที่ปลายน้ำว่า ได้ติดตามงานและมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานปฏิบัติ ประกอบด้วย 1.การป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศและการผันน้ำ (Flood way) โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีงานที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน โดยกระทรวงคมนาคม ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดในกลุ่มปลายน้ำคือ นนทบุรี สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา นครปฐม ปทุมธานี

               โดยมาตรการป้องกันพื้นที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาว่า จะมีการปรับปรุงคันดินปิดล้อมริมแม่น้ำ(เจ้าพระยา ป่าสัก ถึงเขื่อนพระราม 6) และริมคลองระพีพัฒน์แยกใต้-คลอง13-คลองพระองค์ไชยานุชิต ซ่อมแซมประตูน้ำ และติดตั้งสถานีสูบน้ำเพิ่มเติม เช่น ปตร.ปากคลองรังสิต คลองอ้อม คลองบ้านพร้าว และปรับปรุงคลองระบายน้ำภายในคันดินปิดล้อม โดยเฉพาะคลองแนวเหนือใต้ ปรับปรุงทางน้ำหลาก (Floodway) นอกคันดินปิดล้อม ตั้งแต่แม่น้ำป่าสักมาตามคลองระพีพัฒน์แยกใต้-คลอง13-คลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่าวไทย โดยขุดลอกคลอง/กำหนดขอบเขตทางน้ำหลาก/ปรับปรุงช่องทางน้ำที่ตัดผ่านถนน และปรับปรุงย้ายแนวคันป้องกัน จากแนวคันพระราชดำริด้านทิศเหนือไปอยู่ริมคลองรังสิตและด้านทิศตะวันออกไปตามถนนนิมิตรใหม่ไปจนถึงคลองรังสิตพร้อมสร้าง ประตูระบายน้ำ(ปตร.)หรือสถานีสูบน้ำชั่วคราว

               สำหรับมาตรการป้องกันพื้นที่ตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะปรับปรุงคันปิดล้อมริมแม่น้ำเจ้าพระยา-ริมคลองพระยาบรรลือ(ฝั่งใต้)-ริมแม่น้ำท่าจีน ซ่อมแซมประตูน้ำและติดตั้งสถานีสูบน้ำเพิ่มเติม (ริมคันปิดล้อม) เช่น ปตร.ปากคลองมหาสวัสดิ์ ปตร.คลองพระพิมล ปรับปรุงคลองระบายน้ำภายในคันปิดล้อมโดยเฉพาะคลองแนวเหนือ-ใต้ ทั้งในพื้นที่ชลประทานและพื้นที่ กทม. ให้สามารถระบายน้ำไปยังพื้นที่แก้มลิงสนามชัย-มหาชัยได้ ปรับปรุงทางน้ำหลาก(Floodway)นอกคันปิดล้อม ตั้งแต่พื้นที่ชลประทานเจ้าเจ็ดบางยี่หน ไปทางบางเลน-นครปฐม-บ้านแพ้ว สมุทรสาคร-ลงสู่อ่าวไทย โดยการขุดลอกคลอง/กำหนดขอบเขตทางน้ำหลาก/ปรับปรุงช่องทางน้ำที่ตัดผ่านถนน(เช่น ถนนบางเลน-กำแพงแสน / ถนนนครชัยศรี-นครปฐม-บ้านโป่ง / ถนนเลียบคลองดำเนินสะดวก ถนนสมุทรสาคร-สมุทรสงคราม) และจะจัดทำ street canal โดยใช้ถนนพุทธมณฑล สาย 5 และถนนวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันตก รวมทั้งปรับปรุงคลองที่เกี่ยวเนื่อง (คลองอ้อมแขม คลองแคราย ฯลฯ)

               ส่วนการป้องกันพื้นที่อุตสาหกรรม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลได้มีแผนและงบประมาณจัดทำพื้นที่ปิดล้อมป้องกันพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม โดยการปรับปรุงคันที่มีอยู่แล้ว ทั้งในส่วนที่เป็นกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็ก และคันดิน ให้สามารถป้องกันน้ำไม่ให้เข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม พร้อมทั้งปรับปรุง และเสริมให้แข็งแรงสามารถกันน้ำได้ 

               “ควรมีแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในภาพรวมที่ชัดเจน ไม่ใช่การป้องกันนิคมอุตสาหกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องรวมถึงการจัดการด้านโลจิสติกส์และระบบกระจายสินค้า การจัดระบบการคมนาคมขนส่ง และการเดินทางเข้าออกนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดน้ำท่วมเป็นเวลานาน และมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม ร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินการ ติดตาม และรายงานผลเป็นระยะ และในส่วนที่แต่ละนิคมฯ สร้างพนังกั้นน้ำของแต่ละนิคมฯ ถือเป็น Safety อีกชั้นหนึ่ง นอกจากที่รัฐบาลได้ดำเนินการไว้ โดยมอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้ติดตามการดำเนินงาน และรายงานผลเป็นระยะ” นายกรัฐมนตรี

               สำหรับการป้องกัน และซ่อมแซมโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยจำนวน 158 แห่ง นายกฯ กล่าวด้วยว่า ใน 4 จังหวัด คือ อยุธยา สิงห์บุรี อ่างทอง และสระบุรี อนุมัติงบประมาณ จำนวน 775 ล้านบาท เพื่อเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด สำหรับการป้องกันมอบให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันจัดทำแผนป้องกันระยะยาว โดยมอบให้ กยน. พิจารณา

 

'นายกฯ'เชื่อกทม.น้ำไม่ท่วมเหมือนปีที่ผ่านมา

               น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวถึงวิธีการจัดการแต่ละจังหวัดในแผนการบริหารจัดการน้ำ หากไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายว่า การติดตามต้องมีขั้นตอนความเข้มข้นอยู่แล้ว ขั้นแรกคงต้องติดตามในส่วนของงบประมาณที่ลงไปได้ดำเนินการตามขั้นตอนหรือไม่ ภายใต้สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) และกระทรวงต่างๆต้องช่วยกันติดตามในการรายงานให้กับคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้หากไม่ปฏิบัติตามก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

               เมื่อถามว่ามีความชัดเจนในกรอบของการเยียวยาส่วนของพื้นที่รับน้ำและได้ทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างไรบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า กรอบใหญ่มีแล้ว แต่การลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งมีหลายรูปแบบ ยืนยันว่าทุกรูปแบบมีมาตรฐานและก่อให้เกิดความเป็นธรรมในการดูแลพี่น้องประชาชน ซึ่งในพื้นที่ก็มีความต้องการแตกต่างกัน ที่สำคัญคือเราจะลงไปทำความเข้าใจกับมวลชนก่อนที่สรุปออกมาว่าพื้นที่ใดบ้างจะเป็นพื้นที่รับน้ำและที่สำคัญประชาชนต้องได้การรับรู้จากประชาชนก่อน

               เมื่อถามว่ามีการประเมินถึงสถานการณ์น้ำหรือไม่ว่ามีมากน้อยเท่าใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ปริมาณที่เป็นปัญหาสูงมากกกว่าในปีที่ผ่านมา คือ 20,000 ล้านลบ.ม. วันนี้กรมชลประทานช่วยรับน้ำไปแล้ว 5 พันล้านลบ.ม. ส่วนอีก 5 พันล้านลบ.ม. คือ พื้นที่รับน้ำ ซึ่งเราจะสรุปทั้งหมดภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ อย่างไรก็ตามแผนงานเราทำได้ตามเป้าแล้ว แต่เราต้องลงไปปฏิบัติและมุ่งหวังที่จะได้พื้นที่รับน้ำเพิ่ม ขณะนี้จึงต้องขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชน หากใครมีพื้นที่บริเวณไหนให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเป็นการชั่วคราวก็จะขอขอบคุณมาก ทั้งนี้เมื่อรวมทั้ง 2 ส่วนแล้ว จะเหลือปริมาณน้ำอีก 10,000 ล้านลบ.ม.ที่จะต้องระบาย นั่นคือความร่วมมือของพี่น้องประชาชนที่จะต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่เพื่อขุดลอกคูคลอง ทำความสะอาด และการดำเนินงานทั้งหมด หากเป็นไปตามขั้นตอนนี้ เชื่อว่าสถานการณ์จะดีกว่าปีที่ผ่านมาแน่ ซึ่งแผนการไหลของน้ำก็จะไหลไปตามฟลัดเวย์ตามธรรมชาติ ซึ่งเรามีการทำแนวกั้นน้ำไว้เพื่อไม่ให้ไปกระทบพื้นที่อื่น

               เมื่อถามว่าขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่ที่จะเป็นพื้นที่รองรับน้ำของรัฐบาล ระบุว่ารัฐบาลไม่เคยประสานหรือทำความเข้าใจแต่อย่างใด น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้เรานำแผนของกยน.มาทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งหลังจากนี้ภายใน 3 เดือน ทางผู้ว่าฯจะลงไปสื่อสารกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ แน่นอนว่าพี่น้องประชาชนยังไม่ทราบ เนื่องจากบางพื้นที่ถูกกำหนดไว้แล้วแต่ต้องลงไปคุยหน้างาน ซึ่งเราจะทยอยที่จะไปรับทราบ และเมื่อครบ 3 เดือนเราก็จะกลับมาสรุปให้พี่น้องประชาชนทราบอีกครั้ง

               ส่วนข้อกังวลในเรื่องของการเร่งระบายน้ำในเขื่อนให้เหลือร้อยละ 45 จะเกิดน้ำท่วมเหมือนในพื้นที่อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เราฝากให้กรมชลประทานเป็นผู้รับผิดชอบแล้ว ซึ่งการระบายน้ำเราต้องคำนวนตลอดเวลา และต้องคณะกรรมการที่จะทำการระบายน้ำขึ้นมา โดยการคำนึงถึงน้ำในทุ่ง ทั้งนี้ในทุกๆจังหวัดที่ยังมีน้ำในทุ่งเหลืออยู่ ก็ต้องเร่งสูบน้ำเพื่อระบายน้ำออกมา อย่างไรก็ตามปลายทางที่เรากำลังเร่งขุดลอกคูคลองนั้น แน่นอนว่าจะต้องมีติดขัดบ้าง วันนี้เราจะใช้โจทย์นี้ในการที่จะปรับปรุง ซึ่งทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมจะเป็นผู้รับผิดชอบในการระบายน้ำในแม่น้ำ 8 สายหลักลงสู่ทะเล

               ผู้สื่อข่าวถามว่าแผนการดำเนินการที่กยน.เสนอมา กล่าวได้หรือไม่ว่า พื้นที่กรุงเทพฯรอบนอกน้ำจะไม่ท่วม น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เราหวังว่าอย่างนั้น และต้องการให้เป็นอย่างนั้น ซึ่งเราต้องการให้น้ำไหลตามคลองตามท่อ ตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่ที่ปริมาณที่เราพยากรณ์ ซึ่งหากไม่มีน้ำฝนมากกว่านี้ และการขุดคลองได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงานและภาคประชาชนตามแผนงานนี้ ยืนยันว่าดีกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน เมื่อถามต่อว่าจะร้อยเปอร์เซ็นหรือไม่ น.ส.พื้นที่ที่เรายังไม่ได้สำรวจอาจจะมีผลกระทบบ้าง แต่เชื่อว่าคงไม่มากเหมือนปีที่ผ่านมา ยืนยันว่าปริมาณน้ำน้อยลงและท่วมขังลดลงด้วย ทั้งนี้เชื่อว่ากรุงเทพมหานครไม่น่าจะเป็นในสภาพที่ผ่านมาแน่นอน

               เมื่อถามว่าจะลงพื้นที่ติดตามแผนงานด้วยตนเองอีกครั้งหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า คงต้องลงมาดูในจุดที่สำคัญ แต่เราจะมีคณะกรรมการลงไปติดตามตลอดเวลาอยู่แล้ว เมื่อถามว่าการลงพื้นที่ทั้ง 5 วันที่ผ่านมา เห็นปัญหาในระดับจังหวัดอย่างไรบ้าง มองว่าปัญหาอยู่ตรงที่การมีบูรณาการหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เท่าที่เห็น ไม่มีใครที่จะปลดภาพรวมในอดีตแน่นอนว่าทุกจังหวัดย่อมปกป้องในจังหวัดของตนเองก่อน แต่ในภาพรวมก็ต้องมีหน่วยงานในการตัดสินใจที่จะมองภาพรวมเพื่อให้น้ำได้ไหลผ่าน จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมาการขึ้นมาใหม่ ในการรวมศูนย์กลางของการบริหารจัดการน้ำ

               สำหรับพื้นที่รับน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ทางเกษตร มีการระบุตัวเลขในการเยียวยาหรือยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขออนุญาตไม่เปิดเผยตัวเลข ขอให้ทางกระทรวงเกษตรฯทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรีก่อน ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้จะสามารถสรุปได้ แต่เบื้องต้นยืนยันว่าเรามีหลักการแล้ว เมื่อถามว่าเบื้องต้นมีการกำหนดพื้นที่ต่อไร่ของเกษตรที่จะต้องเป็นพื้นที่รับน้ำอย่างไรบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เราจะขอเข้าไปทำความเข้าใจกับมวลชนก่อน ซึ่งบางครั้งการเยียวยาอาจจะเป็นในรูปแบบของสาธารณูปโภคก็มี ซึ่งบางพื้นที่มีความแตกต่างกัน เพราะมีปัญหาที่ไม่เหมือน ซึ่งแต่ละปัญหาเราก็จะแยกเป็นแนวทางดูแลต่างกัน