
จ่อออกหมายจับ'นิคาฟาร์ด'ร่วมบึ้ม
นครบาลสั่งหาหลักฐานเพิ่มออกหมายจับ'อิหร่าน'ร่วมขบวนการอีก 1'นิคคาฟาร์ด จาวัด'ชายสูงวัย 3 ข้อหา คาดเป็นคนสอนวิธีใช้ระเบิด ยันพื้นที่กทม.ยังคงปลอดภัย
17 ก.พ.55 พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รับผิดชอบงานด้านการสอบสวน กล่าวว่า พนักงานสอบสวน สน.คลองตัน กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเตรียมออกหมายจับชายชาวอิหร่านอีก 1 คน ซึ่งพบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา 4 คน ที่ออกหมายจับไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยจะมีการขออนุมัติหมายจับชายดังกล่าวตามภาพจากกล้องวงจรปิด รวมทั้งพยานบุคคลที่พบเห็นใน 3 ข้อหา คือ 1. ร่วมกันทำและประกอบวัตถุระเบิด 2. ร่วมกันมีไว้ซึ่งวัตถุระเบิดในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และ 3. ทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกาย ซึ่งขณะนี้กำลังรวบรวมหลักฐานให้รัดกุมและจะขออนุมัติหมายศาลใน 1-2 วันนี้
สำหรับผู้ต้องหาชาวอิหร่านที่จะมีการออกหมายจับเพิ่มเติมอีก 1 คนคือ "นายนิคคาฟาร์ด จาวัด" (Mr.nikkhahfard javad) อายุ 52 ปีเป็นชาวตะวันออกกลางมีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มคนร้ายที่บ้านเช่าใน ซอยสุขุมวิท 71 โดยมีหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพชายคนดังกล่าวสะพายกระเป๋าเดินออกจากบ้านไปก่อนจะเกิดเหตุระเบิดไม่กี่ชั่วโมง
นายนิคคาฟาร์ด มีลักษณะอ้วนท้วม สูงประมาณ 160 ซม. ด้านการข่าวระบุว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 สัปดาห์มีผู้พบเห็นชายคนนี้เดินเข้าออกบ้านหลังดังกล่าวเป็นประจำและในวันเกิดเหตุมีผู้พบเห็นว่านายนิคคาฟาร์ดได้ออกจากบ้านเช่าไปในวันเกิดเหตุเวลา 07.00 น.จากนั้นมีผู้พบเห็นไปป้วนเปี้ยนอยู่ในย่านทองหล่อและคลองตันในช่วงเวลาเกิดเหตุ โดยชุดสืบสวนตั้งข้อสังเกตว่า ชายคนนี้จะเป็นผู้ประกอบระเบิดหรือนำวัตถุระเบิดมาสอนวิธีใช้ให้แก่คนร้ายอิหร่าน 3 คน จนกระทั่งเกิดเหตุระเบิดขึ้นมาก่อนที่จะนำไปใช้ปฏิบัติการดังกล่าว
นครบาลยันพื้นที่กทม.ยังคงปลอดภัย
พ.ต.อ.ปรีดา สถาวร โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล แสดงความมั่นใจว่าพื้นที่ กทม.ปลอดภัย ขอให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างปกติอย่าได้หวั่นวิตกกับเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้น กองบัญชากการตำรวจนครบาลมีคำสั่งให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วยในสังกัดเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนรักษาความปลอดภัยให้เข้มข้นขึ้นมีการสืบสวนด้านการข่าวหาความเชื่อมโยงของเหตุระเบิดอย่างเต็มที่ มีการตั้งด่านตรวจเข้มเส้นทางสายหลักบุคคลต้องสงสัย จัดสายตรวจออกตรวจพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติพักอาศัยอยู่ รวมถึงพื้นที่คาบเกี่ยวที่มีประชาชนคนไทยพักอาศัยรวมอยู่ด้วยและแหล่งท่องเที่ยวได้ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดกำลังตำรวจที่ทำหน้าที่อยู่เพียงพอจะดูแลความปลอดภัยได้
เหตุระเบิดกลางกรุง ทำป่วน "นครบาล " เลื่อนคลอดโครงการ "un forgot " ย้อนหลัง " 300 คดี" ผู้ต้องหา 300 คน"
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการเปิดตัวโครงการ " un forget " หรือโครงการติดตามจับกุมคดีลักทรัพย์ตามหมายจับค้างเก่า ของกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและเตือนความทรงจำของเจ้าหน้าที่ตำรวจและขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแสผู้ต้องหานำไปสู่การติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีที่จากเดิมมีกำหนดเปิดตัวโครงการในเช้าวันนี้ แต่กลับมีเหตุความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้นในพื้นที่ กทม.จึงจำเป็นต้องเลื่อนการเปิดโครงการดังกล่าวออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนดจนกว่าสถานการณ์ในพื้นที่ กทม.จะอยู่ในภาวะปกติ
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมามีเหตุการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นในท้องที่ สน.คลองตัน กรณีกลุ่มคนร้ายต่างชาติสัญชาติอิหร่านก่อเหตุปาระเบิด ใกล้กับสถานทูตอิสราเอล ส่งผลให้นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ต้องวิ่งรอกเข้าออกที่ประชุมคลี่คลายคดีด้วยความคร่ำเคร่งท่ามกลางบรรยากาศตรึงเครียด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของโครงการ " un forget " หรือโครงการติดตามจับกุมคดีลักทรัพย์ตามหมายจับค้างเก่า ของกองบัญชาการตำรวจนครบาลนั้น ได้มีการคัดเลือกคดีค้างเก่าประเภทลักทรัพย์ที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นใน กทม.ท้องที่ 88 สน. แต่ละปีที่ผ่านมาที่มีการออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้วแต่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้จากหลายพันคดีคัดเลือกมาเพียง 300 คดีมีผู้ต้องหา 300 คนแบ่งเป็น 5 กลุ่มคือการกระทำความผิดดังนี้
กลุ่มคดีลักทรัพย์นายจ้าง กลุ่มคดีลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ กลุ่มคดีลักทรัพย์ในเคหะสถาน กลุ่มคดีลักทรัพย์ในสถานที่ราชการ และกลุ่มคดีลักทรัพย์ทำลายสิ่งกีดกั้น โดยแต่ละกลุ่มจะปรากฎภาพโฉมหน้าผู้ต้องหาและเลขที่หมายจับท้องที่เกิดเหตุชัดเจน
โดยหลังจากนั้นจะนำโปสเตอร์ไปแจกจ่ายตาม สน.ต่างๆและในชุมชนเพื่อขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสข้อมูลคนร้าย ตามหมายจับ หากพบเห็นเบาะแสสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ 191 หรือส่งมาที่ตู้ ปณ.191 ปณ.รองเมือง เขตปทุมวัน กทม. 10330 ซึ่งโครงการดังกล่าวจะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 17 ก.พ.นี้โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์กองบัญชากรตำรวจนครบาลจะทำการบันทึกสถิติผล การจับกุมทุกๆ 1 เดือนต่อเนื่องกันไปหลังจากมีการเผยแพร่โครงการดังกล่าวและแจกจ่ายภาพหมาย จับออกไปพร้อมรายงานผลขึ้นบอร์ดอย่างชัดเจนจนกว่าจะสามารถจับกุมคนร้ายตาม หมายจับได้ทั้งหมดถือว่าบรรลุผลโครงการ แต่มาเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นมาจึงทำให้ต้องยุติโครงการดังกล่าวไปก่อน



