
'อิหร่าน-ยิว'ย้อนเกล็ดเพชฌฆาต4วินาที!
'อิหร่าน-ยิว'ย้อนเกล็ดเพชฌฆาต...4วินาที! : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
มีความชัดเจนขึ้นเป็นลำดับว่า เหตุระเบิด 3 จุดในซอยปรีดี พนมยงค์ 31 เชื่อมโยงกับเหตุ "ล้างแค้น" ระหว่างอิหร่านและอิสราเอล หลังเหตุลอบสังหารนักเคมีชาวอิหร่าน ก่อนจะตามมาด้วยเหตุลอบสังหาร "เจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอล" ที่จอร์เจียและอินเดีย
พ.อ.ดร.ธีรนันท์ นันทขว้าง นักวิชาการความมั่นคง วิเคราะห์เหตุการณ์ครั้งนี้ว่า การใช้ระเบิดที่มี "แถบแม่เหล็ก" ไปแปะติดกับรถเป้าหมายไม่ใช่วิธีการใหม่ เนื่องจากมีการใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยมีการนำระเบิดติดแม่เหล็กไปแปะติดเพื่อทำลาย "รถถัง"
ทว่า หลังจากนั้นก็ไม่มีการพัฒนารูปแบบการลงมือด้วยวิธีการนี้อีก เพราะการลงมือค่อนข้างเสี่ยง โดยต้องเข้าใกล้เป้าหมาย และเอาระเบิดไปแปะติด ซึ่งจะต้องผ่านการ "ฝึกพิเศษ" มาเป็นอย่างดี กระทั่งมาเกิดเหตุลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์ชาวอิหร่านเมื่อเดือนมกราคม 2555
หลังจากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ ก็เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันอีก 2 ครั้ง ที่ประเทศจอร์เจีย และอินเดีย แต่เป้าหมายตรงกันข้ามกัน คือ "เจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอล"
"ผมเรียกวิธีการนี้ว่า Reverse Engineering โดยตั้งแต่เกิดเหตุที่กรุงเตหะราน อิหร่านประกาศทันทีว่าเป็นฝีมืออิสราเอล และซีไอเอสหรัฐ ซึ่งทั้งสองประเทศก็ปฏิเสธ แต่หลังจากนั้นก็เกิดเหตุลักษณะเดียวกันที่จอร์เจียและอินเดีย มันสะท้อนว่า เป็นการลงมือของคู่ขัดแย้งที่มีต่อกันและใช้เทคนิคเดียวกัน"
พ.อ.ดร.ธีรนันท์ จำลองฉากสังหารด้วย "ทรานซิสเตอร์บอมบ์" ว่า รูปแบบของปฏิบัติการคือ ใช้รถมอเตอร์ไซค์ที่มีความเร็วสูงขับเข้าใกล้เป้าหมาย จากนั้นจึงถอดสลักและกำเอาไว้ ซึ่งขณะที่กำอยู่ระเบิดจะยังไม่ทำงาน กระทั่งเอาระเบิดแปะติดเข้ากับเป้าหมาย คือ ตัวรถ แล้วปล่อยมือ ระบบหน่วงเวลาและจุดระเบิดจะเริ่มทำงานทันที
"ระเบิดชุดนี้ตั้งหน่วงเวลาไว้ 4 วินาที ซึ่งใน 4 วินาทีนี้ ผมเชื่อว่า มอเตอร์ไซค์สามารถวิ่งไปได้ไกลเกิน 10 เมตร ซึ่งถือเป็นระยะฉกรรจ์ หรือระยะหวังผลในการสังหาร เพราะผมคำนวณว่า รัศมีการทำลายล้างน่าจะอยู่ที่บวกลบ 10 เมตร ซึ่งระยะและเวลาขนาดนี้ในสนามรบสามารถวิ่งหลบหรือวิ่งหมอบได้ทัน"
พ.อ.ดร.ธีรนันท์ ขยายความว่า ชุดปฏิบัติการครั้งนี้น่าจะมีถึง 4 ชุด คือ 1.ชุดสำรวจพื้นที่ ที่มีข่าวว่าเดินทางเข้าออกประเทศไทยตั้งแต่ปี 2554 2.ชุดที่เช่าบ้าน ที่เข้ามาเช่าบ้าน และอาจรวมถึงการหาวัสดุอุปกรณ์ด้วย 3.ชุดประกอบระเบิด ที่เพิ่งเข้ามาไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุ 4.ชุดปฏิบัติการ ที่ผ่านการฝึกพิเศษ ซึ่งจะรับเอาระเบิดไปปฏิบัติการต่อ
"นี่จึงเป็นคำตอบว่า ทำไมมือระเบิดถึงพลาดทำระเบิดตกง่ายๆ ซึ่งผมเชื่อว่า คนที่พลาดคือ คนประกอบระเบิด ไม่ใช่คนวางระเบิด ลองวาดภาพว่าเราเอาชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดหรือคนประกอบระเบิดไปใช้งานระเบิดทางยุทธวิธีย่อมสู้คนที่ถูกฝึกมาไม่ได้ เพราะโดยทักษะแล้วต่างกัน คือ คนที่ประกอบระเบิดจะต้องเป็นคนที่ใจเย็น สุขุม เพราะต้องใช้ความสงบในการประกอบระเบิด แต่คนที่เข้าไปปฏิบัติการพิเศษจะต้องมีความก้าวร้าว และมีความต้องการที่จะรุกรบเข้าไปให้ถึงเป้าหมายให้ได้"
ส่วนความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า ประเทศไทยไม่เคยเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย แต่เป็นเพียงแหล่งพักพิงเท่านั้น แสดงว่าสถานะของประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้ว พ.อ.ดร.ธีรนันท์ ตอบว่า "ผมยังเชื่อว่าเราไม่ได้เป็นพื้นที่เป้าหมาย แต่ในภาษาทางทหารเราเรียกว่า เป้าหมายที่คุ้มค่า หรือ Hi-value Target ซึ่งในที่นี้หมายถึงเป้าหมายที่เป็นบุคคลสำคัญ หรือวีไอพีของประเทศใดประเทศหนึ่ง ซึ่งมีข่าวว่าเดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา"
เมื่อถามย้ำว่า หมายถึง นายเอฮุด บารัก รมว.กลาโหมอิสราเอล หรือไม่ พ.อ.ดร.ธีรนันท์ ตอบว่า "เรื่องนี้เอาเป็นว่าเขาปิดลับกัน ผมขอใช้คำว่า เป็นวีไอพีที่เข้ามาก็แล้วกัน ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงระหว่างการแก้แค้นซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น เราจะพบว่า ที่จอร์เจียและอินเดียคือบุคคลที่คุ้มค่า ไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป"
พ.อ.ดร.ธีรนันท์เชื่อว่า ผู้ต้องหากลุ่มล่าสุดเป็น "ของจริง" ที่เตรียมเข้ามาปฏิบัติการจริง แต่ไม่ถือว่าเป็น "การก่อการร้าย" แต่ถือเป็น "ปฏิบัติการลับ" เพื่อหวังผลในการลอบสังหารบุคคลเพื่อแก้แค้นซึ่งกันและกัน แต่ใช้เทคนิคของการก่อการร้าย
ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงมองว่า มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งนั้นที่จะมีการลอบสังหาร ไม่ว่าจะเป็น "รมว.กลาโหมอิสราเอล" หรือ "ทูตอิสราเอล" เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ระเบิดเจ้าหน้าที่ทูตอิสราเอลในหลายประเทศ
“เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นไม่ใช่การก่อการร้ายที่จะทำในลักษณะคาร์บอมบ์ หรือระเบิดพลีชีพ แต่คนร้ายใช้ระเบิดปาใส่รถแท็กซี่ และตำรวจ ถ้าเป็นผู้ก่อการร้ายจริงๆ จะทำเฉพาะเรื่อง หากวางระเบิดก็จะวางตามจุดสำคัญและมาร์กจุดชัดเจน ส่วนระเบิดที่พบเพียงแค่ 2 ปอนด์ ถือว่าน้อยเกินไป และน่าจะเป็นการมุ่งสังหารบุคคลมากกว่า"
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงรายเดิมมองเหตุการณ์ล่าสุดกับกรณีจับกุมชาวเลบานอนว่า ครั้งที่ผ่านมาไม่มีการจับกุมเรื่องระเบิด มีเพียงปุ๋ยที่เป็นสารในการประกอบวัตถุระเบิดเท่านั้น แต่ก็มากเกินไปจนไม่น่าเชื่อว่าจะเข้ามาก่อการร้าย เพราะของพวกนี้จะต้องแอบซื้อ ยิ่งเป็นชาวต่างชาติคงจะหาซื้อกันไม่ได้ง่ายๆ แบบนี้
เขามองว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ครั้ง เป็นการส่งสัญญาณว่าระบบการดูแลรักษาความปลอดภัยในบ้านเมืองเรา "หละหลวม" โดยเฉพาะ "การข่าว" เพราะกลุ่มที่ก่อเหตุเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นเดือนแล้ว
"ประเทศไทยถือว่ายังสุ่มเสี่ยงอยู่ เพราะพวกนี้ยังมีเครือข่ายอยู่ใน กทม. ซึ่งปกติถ้าเหตุการณ์เบิร์น หรือแผนแตกแล้ว กลุ่มเหล่านี้จะหยุดการปฏิบัติการทันที และจะส่งชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติการแทน ดังนั้นหน่วยข่าวจะต้องจับตาให้ดี เพราะขณะนี้สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ" เจ้าหน้าที่ความมั่นคงรายนี้ กล่าวเตือน
..............
(หมายเหตุ : 'อิหร่าน-ยิว'ย้อนเกล็ดเพชฌฆาต...4วินาที! : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



