
อาถรรพณ์หมายเลข4
อาถรรพณ์หมายเลข4 : ต่อปากต่อคำ โดย ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
ระยะนี้นายกรัฐมนตรีของเราประสบกับมรสุมที่ถาโถมทำให้เสียสมาธิในการทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินหลายเรื่องด้วยกัน กระทั่งมีคนพูดเลยเถิดไปว่า นายกรัฐมนตรีของพวกเรานั้นไม่ถูกโฉลกกับเลข 4 เอาซะเลย
ตั้งแต่เรื่องราวที่มีการกล่าวหากันในประเด็นการเดินทางไปหารือธุระส่วนตัวที่โรงแรมซึ่งมีเลข 4 เป็นส่วนหนึ่งของชื่อโรงแรมซึ่งในวันนี้ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องราว “ส่วนตัว” ที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปหารือและกลายเป็นประเด็นซุบซิบนินทาในทางไม่บังควร
ทำให้ในประเด็นหมายเลข 4 ตัวแรกนี้ เป็นเรื่องที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมสมควรออกมาชี้แจงให้สังคมได้รับรู้เรื่องราวอย่างตรงไปตรงมา เพราะการปล่อยให้บุคคลที่ไม่รู้จริงและไม่รู้ความเป็นมาเป็นไปออกมาพูดหรือให้ข่าวแก่สื่อมวลชน มีแต่จะทำให้นายกรัฐมนตรีอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะนอกจากข้อมูลของผู้ไม่รู้เรื่องรู้ราวขัดแย้งกันเอง ยังมีประเด็นที่สังคมตั้งคำถามมากมายถึงเหตุผลความจำเป็นของการเดินทางไปทำธุระส่วนตัวดังกล่าว
ดังนั้น การแก้อาถรรพร์เลข 4 ตัวแรก นอกเหนือจาก “นายกรัฐมนตรี” จะเป็นผู้ชี้แจงให้สังคมได้รับทราบอย่างตรงไปตรงมา ที่น่าสังเกตและเริ่มมีการพูดถึงและน่าจะเป็นสิ่งที่ต้องค้นหาความจริงว่าใครเป็น “ผู้ให้ข่าว” ถึงการเดินทางไปยังโรงแรมที่เป็นปัญหานี้แก่คุณเอกยุทธ อัญชันบุตร เพราะปกติในหมายการเดินทางของนายกรัฐมนตรี แม้นักข่าวจะทราบ แต่การไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัวคงไม่ใช่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก และน่าจะเป็น “การจงใจปล่อยข่าว” ของใครหรือไม่ ถ้าไม่ใช่เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่นายกรัฐมนตรี ก็น่าจะได้ “ประโยชน์บางประการ” ในการทำให้ข่าวดังกล่าวนี้แพร่กระจายออกไป เพราะหลายๆ อย่างประจวบเหมาะกันอย่างเหลือเชื่อ ทั้งคนที่ไปพบและบุคคลหลายฝ่ายที่มีชื่อปรากฏอยู่ในสื่อ ทำให้หลายคนคิดกันว่างานนี้ “นายกฯ อาจพลาดเพราะคนใกล้ตัวบางคนไม่หวังดีก็เป็นได้” เพราะนักการเมืองก็ดี คนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก หรือคนอยากให้ตัวเองเป็นที่รู้จัก (wanna be) ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีว่าการปรากฏตัวในที่สาธารณะในจังหวะเวลาใดจะทำให้ตนเองเป็นข่าวขึ้นมาได้
สำหรับหมายเลข 4 ถัดมา เป็นกรณีระเบิด “ซีโฟร์” อย่างอุกอาจกลางกรุง ที่ทำให้ฝ่ายความมั่นคงและนายกรัฐมนตรีต้องปวดศีรษะกันขนาดหนัก เพราะเพิ่งเรียกร้องให้นานาชาติพากันถอนคำเตือนภัยที่มองว่าทำให้ประเทศของเราถูกมองเป็นแหล่งซ่องสุมของผู้ก่อการร้ายได้หมาดๆ แต่ถึงกระนั้นรัฐบาลก็ยังพยายามให้ข่าวโดยให้สังคมมองว่า “คดีดังกล่าวเป็นเรื่องของความขัดแย้งส่วนบุคคลหรืออุดมการณ์ส่วนบุคคล”
มาถึงขนาดนี้อยากเรียกร้องให้รัฐบาล “พูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา” ทั้งสองเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องหลัง ป่วยการปกปิดซ่อนเร้นหรือพยายามกลบเกลื่อนกระแสข่าวไปในทางที่คนรับฟังหรือรับรู้ปัญหาจริงๆ จับทางได้ว่าเป็นการทำให้สังคมหลงทางเพื่อลดแรงกดดันของเจ้าหน้าที่ เพราะการ “พูดความจริงเป็นทางเดียวเท่านั้นที่จะแก้อาถรรพณ์หมายเลข 4 ได้อย่างหมดข้อสงสัย”



