
ความท้าทายของนโยบายภาษีไทย
ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : ความท้าทายของนโยบายภาษีไทย ภายใต้กระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (จบ) โดย...ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่นโยบายและเศรษฐกิจพลังงาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [email protected]
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้พูดถึงการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ในปี 2558 ของประเทศไทย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญต่อการพัฒนาของระบบเศรษฐกิจและมีผลกระทบโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะการจัดเก็บภาษีมากเกินไปทำให้ภาคเอกชนแข่งขันไม่ได้ ในขณะที่การจัดเก็บภาษีน้อยเกินไปก็จะทำให้รัฐไม่มีรายได้เพียงพอในการพัฒนาประเทศ สร้างระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจและสังคม
ผมให้กล่าวถึงการปรับโครงสร้างภาษีต่างๆ ไปแล้ว เช่น ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax) ที่รัฐบาลได้เริ่มปรับโครงสร้างไปบ้างแล้ว และภาษีที่รัฐบาลต้องพิจารณาเพิ่มอีก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ และปิดท้ายที่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) ซึ่งเป็นภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่งที่จัดเก็บบนฐานการบริโภคทั่วไป (Consumption Tax) เป็นหลัก โดยปัจจุบันได้ลดการจัดเก็บมาอยู่ที่ 7% มานานแล้ว จากเดิมที่กำหนดไว้ที่อัตรา 10% และยังไม่วี่แววว่ารัฐบาลใดจะกล้าปรับขึ้นไปที่ 10% เช่นเดิม
ในสัปดาห์นี้ ผมเลยขอพูดถึงเรื่องโครงสร้างภาษีที่รัฐบาลควรพิจารณาเพิ่มเติมอีกสักหน่อยครับ โดยผมหวังว่า รัฐบาลจะนำระบบภาษีที่เป็นธรรมมาปรับใช้มากขึ้น เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มาใช้แทนภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ซึ่งเป็นรายได้สำคัญขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ในปัจจุบันภาษีบำรุงท้องที่ และภาษีโรงเรือนและที่ดิน ยังมีข้อบกพร่องเกี่ยวกับฐานภาษี อัตราภาษี และวิธีการจัดเก็บ โดยฐานภาษีบำรุงท้องที่ที่จัดเก็บอยู่ในปัจจุบันมีความล้าสมัย และภาษีโรงเรือนและที่ดินจัดเก็บจากฐานค่าเช่าต่อปี ซึ่งซ้ำซ้อนกับการจัดเก็บบภาษีเงินได้จากฐานค่าเช่า
ทั้งนี้ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมีความจำเป็นอย่างน้อย 3 ประการ คือ
1. ทำให้การจัดเก็บภาษีทรัพย์สินเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
2. มุ่งกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อให้มีการทำประโยชน์ในที่ดินเพิ่มขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่น ความเหลื่อมล้ำในการถือครองที่ดิน ความเหลื่อมล้ำในการจัดเก็บภาษีการถือครองทรัพย์สิน เป็นต้น โดยฐานภาษีจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างตามหลักการได้รับประโยชน์จากบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3.ส่งเสริมการกระจายอำนาจทางการคลังให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อให้สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ผมเชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะได้รับประโยชน์จากการปฏิรูปโครงสร้างภาษีทั้งระบบ อันจะช่วยให้นโยบายภาษีของประเทศไทยเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อรองรับสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ภาคเอกชนสามารถแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างความเป็นธรรมในสังคม
สุดท้ายนี้ การปรับโครงสร้างภาษียังจะทำให้รัฐบาลสามารถมีรายได้ที่เพียงพอสำหรับการพัฒนาประเทศและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะแผนการลงทุนเพื่อบริหารจัดการน้ำและป้องกันน้ำท่วมต่อไปครับ
.............................................
(ทันกระแสเศรษฐกิจและพลังงาน : ความท้าทายของนโยบายภาษีไทย ภายใต้กระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (จบ) โดย...ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์)



