ข่าว

เล็งใช้'บางบาล'เป็นโมเดลทำแก้มลิง

เล็งใช้'บางบาล'เป็นโมเดลทำแก้มลิง

16 ก.พ. 2555

"ยิ่งลักษณ์" ขอบคุณชาวบางบาลสละพื้นที่ทำแก้มลิง "กิจจา" ระบุใช้เป็นโมเดลปลาย ก.พ. ชัดเจนเรื่องพื้นที่ 2 ล้านไร่พร้อมมาตรการเยียวยา ด้านชาวบ้านขอแลกทำนาปรังปีละ 2 ครั้ง พร้อมเยียวยาอย่างเป็นธรรม

            เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 16 ก.พ. 2555 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะได้เดินทางไปยังพื้นที่ อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจเยี่ยมการปรับปรุงประตูระบายน้ำและการเตรียมพื้นที่รองรับน้ำนอง (แก้มลิง) ในพื้นที่ อ.บางบาล พร้อมทั้งรับฟังการบรรยายสรุปจากนายชลิต ดำรงค์ศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทานด้วย ทั้งนี้มีอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้การต้อนรับกว่ากว่าพันคน
 
              นายชลิต กล่าวว่า อำเภอบางบาลถือเป็นพื้นที่แก้มลิงในส่วนของโครงการพระราชดำริและจากการทำประชาคมได้รับความมือร่วมมือจากประชาชน 90 % แต่อยากให้ภาครัฐช่วยเหลือโดยสามารถทำนาปรังได้ปีละ 2 ครั้ง ช่วยในเรื่องสาธารณูปโภค ให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ในขณะที่น้ำท่วม และเมื่อเวลาน้ำมาก็ขอให้รัฐจ่ายค่าชดเชยอย่างเป็นธรรมในช่วงหน้าแล้ง ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากเกษตกรให้เป็นพื้นที่นำร่องเอาน้ำเข้าไปในแก้มลิง 29 ล้านลูกบาศ์กเมตร ถ้าทำเป็นแก้มลิงก็ต้องมีระบบวิศวกรรมคือ ต้องมีประตูเปิด-ปิดประตูน้ำ ต้องโรงสูบน้ำออก พร้อมต้องมีการบริหารน้ำเพื่อการเกษตรด้วยต้องมีอาคารส่งน้ำ มีการยกระดับถนนและยกระดับบ้าน ถ้าทำโครงการนำร่องนี้ได้ ก็จะทำให้เก็บน้ำได้ 29 ล้านลูกบาศ์กเมตร ทำแก้มลิงได้จะเก็บน้ำได้ 90 ล้านลูกบาศ์กเมตร โครงการนำร่องจะเร่งเสริมคันกั้นน้ำโดยใช้งบฯ303 ล้านบาท คาดโครงการแล้วเสร็จ 

              นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนขอขอบคุณชาวบางบาลที่เสียสละให้พื้นที่รับน้ำทำแก้มลิงซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์มาก เพราะเรามีความจำเป็นต้องหาพื้นที่รับน้ำชั่วคราว ทั้งนี้ขอฝากผู้ว่าราชการจังหวัดไปดูแลประชาชน เพราะถือว่าทำคุณประโยชน์ให้กับจังหวัดและประเทศ ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะจะสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างเป็นระเบียบและพื้นที่เหล่านี้ก็จะเป็นพื้นที่เชื่อมต่อแม่น้ำสายหลัก และต้องไปดูการขุดลอกคูคลองเพื่อให้น้ำไหลผ่านลงมาสู่แก้มลิง จากนั้นก็สูบน้ำระบายออกในเวลาที่เหมาะสม จะต้องให้กระทบกับการดำรงชีวิตของประชาชนให้น้อยที่สุด นี่คือหัวใจสำคัญที่เข้ามาทำการขอร้องประชาชน

              "เรามีความรู้สึกประทับใจที่ประชาชนเสียสละให้กับรัฐบาลและกยน.ในการหาพื้ยนที่รับน้ำ ถ้าเราจัดให้น้ำอยู่เป็นระบบเราก็จะแก้ไขปัญหาน้ำที่ไม่มีจุดจบได้ วันที่ 17 ก.พ. ตนจะลงไปดูพื้นที่ปลายน้ำทั้งหมดเพื่อให้น้ำไหลผ่านลงทะเลได้อย่างสะดวก ซึ่งระหว่างนั้นเราต้องพักน้ำในแก้มลิงก่อน ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าจะพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวและพัฒนาเศรษฐกิจต้อนรับเวิลด์เอ็กซ์โป 2020 ด้วยจากนั้นนายกรัฐมนตรีและคณะ เดินทางไปยังพื้นที่เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยา เพื่อตรวจเยี่ยมการบูรณะพื้นที่โบราณที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา" น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

ยันภาคอุตสาหกรรมยันไม่ย้ายฐานการผลิต

               น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมร่วมกับภาคประกอบการอุตสาหกรรมว่า ผู้ประกอบการที่มาร่วมประชุมมีทั้งผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมและตัวเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรม หลังจากฟังการชี้แจงเกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเบื้องต้นนิคมอุตสาหกรรมได้มีแผนและเตรียมงานที่จะทำแนวผนังกั้นน้ำอย่างแข็งแรง  จากวันนี้เท่าทีดูเชื่อว่าโรงงานอุตสาหกรรมยังอยู่ในไทย

 

ได้แก้มลิงกลางน้ำตอนล่างแล้วกว่า9แสนไร่


              ทั้งนี้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้เป็นประธานในการประชุมแผนงานโครงการป้องกันอุทกภัยจังหวัดพื้นที่กลางน้ำตอนล่างประกอบด้วย จังหวัดสุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา ปราจีนบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นครนายก สระบุรี และลพบุรี ร่วมกับรัฐมนตรี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน (กยน.) ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนราชการ และผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่งในพื้นที่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ณ ห้องประชุมภายในอาคารศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

              โดยที่ประชุมรับทราบเรื่องการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจำนวน 5,000 บาทต่อครัวเรือน ซึ่งมีผู้ขอรับ 540,000 ราย และได้ไปแล้ว 497,000 ราย คิดเป็น 96.63 เปอร์เซ็นต์  2. การช่วยเหลือเกษตรกร ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาล 3,533.24 ล้านบาท และได้นำจ่ายครบถ้วนแล้ว 3.การฟื้นฟูเยียวยา ได้รับอนุมัติงบประมาณทั้งสิ้น 4,540.46 ล้านบาท ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณเรียบร้อยแล้วทั้ง 8 จังหวัด 4.การซ่อมแซมโบราณสถาน ได้รับการอนุมัติงบประมาณ 775.10 ล้านบาท

              นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า สำหรับการหาพื้นที่รับน้ำใน 8 จังหวัด ได้มีพื้นที่สำหรับการบริหารจัดการน้ำเป็นจำนวนทั้งสิ้น 969,140 ไร่ หรือรวมประมาณ 1 ล้านไร่ ซึ่งจะเป็นพื้นที่แก้มลิง สำหรับเป็นโครงการแก้มลิงรองรับน้ำในส่วนลุ่มน้ำภาคกลาง และกลางน้ำตอนล่าง

              ขณะที่ ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม ได้เปิดเผยถึงผลการประชุมในส่วนของแผนการแก้ไขปัญหาของนิคมอุตสาหกรรมว่า ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าและข้อเสนอแผนงานโครงการป้องกันน้ำท่วมของนิคมอุตสาหกรรม 5 แห่งในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยได้มีการจัดทำแผนการก่อสร้างเขื่อนดิน หรือแนวคันดิน ประกอบกับการเสริมแนวคอนกรีตให้สูงขึ้นจากระดับเดิม 1-2 เมตร โดยจะมีวงเงินในการลงทุนประมาณ 4,000 ล้านบาท มีกำหนดทยอยแล้วเสร็จในช่วง ก.ค.-ก.ย.55 โดยงบประมาณในส่วนนี้ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) จะให้ความสนับสนุนแบบให้เปล่า จำนวน 2 ใน 3 ของค่าก่อสร้างคิดเป็นประมาณ 2,600 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 1,400 ล้านบาท จะใช้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารออมสิน หรือธนาคารแห่งประเทศไทย
             
              ม.ร.ว. พงษ์สวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ทั้งผู้ประกอบนิคมอุตสาหกรรมยังได้นำเสนอ 5 ข้อต่อที่ประชุม ได้แก่ 1.เรื่องการเร่งรัดชดเชยประกันภัย ที่ยังมีผู้ประกอบการอีกร้อยละ 20 ที่ยังไม่ได้รับเงินชดเชย ในส่วนนี้ได้มอบหมายให้กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์ ประสานงานต่อไป 2.ผู้ประกอบการต้องการทราบรายละเอียดที่ชัดเจนในเรื่องของการจ่ายเงินสมทบการก่อสร้างเขื่อนดินหรือแนวคันดินเพื่อป้องกันน้ำท่วมว่าในรายละเอียดต้องทำอย่างไร ซึ่งในส่วนนี้จะมีการนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในคราวต่อไป 3.เรื่องความประสงค์ในการได้รับข้อมูลประชาสัมพันธ์ในส่วนการป้องกันอุทกภัยภายนอกนิคม และการเปิดเผยข้อมูลระดับน้ำในและพื้นที่ 4.เรื่องของการผันน้ำ จาก จ.นครสวรรค์ ไปทางพื้นที่ฝั่งตะวันออก โดยผ่านเส้นทาง จ.ลพบุรี สระบุรี และฉะเชิงเทรา โดยให้พิจารณาความเหมาะสมในการจัดสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมใน จ.พระนครศรีอยุธยา และ 5.เสนอให้รัฐบาลปฏิบัติตามแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ควรคำนึงถึงระดับโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุน ระบบโลจิสติกส์ การคมนาคม และการขนส่งกระจายสินค้า

              นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวเสริมในส่วนของแผนงานระบบขนส่งคมนาคมว่า แม้ว่านิคมอุสาหกรรมได้มีการสร้างแนวคันน้ำแล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุอุทกภัย การเดินทางเข้าสู่พื้นที่อุสาหกรรม และชุมชนสำคัญต่างๆต้องสามารถเดินทางได้ โดยได้มีแนวทางการดำเนินการปรับปรุงเส้นทางโลจิสติกส์ต่างๆ โดยโครงการเหล่านี้ได้บรรจุไว้ในแผนของ กยน.แล้ว และได้มีการออกแบบ เริ่มหาผู้จัดจ้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จได้ภายใน 4 เดือน ทันกับช่วงที่น้ำจะมารอบใหม่ นอกจากนี้ยังมีการวางแผนในการยกระดับถนนริมแม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นอีก 50 - 100 เซนติเมตรตลอดความยาวของแม่น้ำ เพราะมองว่าแนวคันน้ำที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ แนวถนน เพราะนอกจากเป็นแนวกั้นน้ำด่านแรกไม่ให้เข้ามาท่วมในพื้นที่จังหวัด ชุมชนสำคัญแล้ว ยังใช้ในการขนส่งคมนาคมได้ด้วย

              สำหรับความชัดเจนในการยกระดับถนนตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยานั้น รมช. คมนาคม กล่าวชี้แจงว่า เบื้องต้นที่ได้เสนอ กยน. ระยะทาง 400 กิโลเมตร ตลอดความยาวของแม่น้ำ โดยโครงการจะเป็นลักษณะสองฝั่งแม่น้ำที่จะยกขึ้นมาเป็นแนวป้องกันน้ำ และแบ่งเป็นโครงการระยะสั้นที่จะเร่งดำเนินการในช่วงที่มีความสำคัญให้แล้วเสร็จภายใน 4-5 เดือนนี้ ส่วนภาพรวมที่จะขยายออกไปตลอดแนวแม่น้ำจะเป็นโครงการระยะกลางแล้วเสร็จภายใน 1 ปี

 

"กิจจา ผลภาษี"ระบุปลายก.พ.ชัดเจนเรื่องพื้นที่2ล้านไร่

              นายกิจจา ผลภาษี คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ในฐานะประธานอนุกรรมการการวางระบบบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเนชั่นในระหว่างร่วมคณะในการลงพื้นที่ติดตามแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถึงการหาพื้นที่จำนวน 2 ล้านไร่ เพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำหรือแก้มลิงในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมว่า ในการลงพื้นที่มาถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นวันที่สี่แล้ว ขณะนี้เราได้พื้นที่มาแล้วประมาณ 9 แสนกว่าไร่แล้ว อย่างไรก็ตามในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะมีความชัดเจนในส่วนของพื้นที่และแนวทางการเยียวยาว่าจะมีมาตรการอย่างไร

              นายกิจจา กล่าวอีกว่า ในส่วนของแก้มลิงนั้นเราจะใช้พื้นที่อำเภอบางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นพื้นที่ต้นแบบหรือโมเดลในการรับน้ำเพื่อขยายโมเดลนี้ไปสู่พื้นที่อื่นๆ เนื่องจากที่อำเภอบางบาลนั้นจากการลงพื้นที่ของคณะกรรมการกยน.นั้นได้มาทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่จนเกิดความเข้าใจ และเราได้ย้ำว่ามีแนวทางการเยียวยาอย่างไร  เพราะคงไม่ใช่การที่เราไปบอกชาวบ้านว่าคุณเป็นผู้เสียสละ แล้วต้องรับน้ำโดยที่ไม่มีมาตรการเยียวยาชัดเจนอะไรเลย เพราะเขาคงไม่ยอมแน่หากว่าบอกเป็นผู้เสียวสละแล้วก็ปล่อยน้ำใส่ที่นาเขาตอนที่ข้าวกำลังโต และจากการลงพื้นที่ร่วมคณะกับนายกรัฐมนตรีนั้นถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะเป็นการเข้ามาทำความเข้าใจทั้งกับชาวบ้านและนิคมอุตสาหกรรม

              ส่วนความจำเป็นในการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นที่ลุ่มน้ำยมนั้น นายกิจจา กล่าวว่า ยังไม่มีความพร้อมในการดำเนินการเพราะยังมีปัญหาในหลายๆด้าน แต่อย่างไรก็ตามต้องมีการสร้างอย่างแน่นอนเพื่อความสมบูรณ์ในการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

น้ำใจภาคีเครือเนชั่นมอบชาวบางบาล

              ภาคีเครือข่ายช่วยผู้ประสบภัยบ.เนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ปจำกัด (มหาชน) โดยสถานีช่องระวังภัย นสพ. คมชัดลึก มูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมกับพันธมิตรภาคธุรกิจมอบเครื่องสุขภัณท์จาก SCG สีจาก DNP , TOA อุปกรณ์กีฬาแกรนด์สปอร์ต เมล็ดพันธ์พืชจากเจียไต๋ ชุดชั้นในสตรีจินตนา บ. อำพลฟู๊ด เพื่อฟื้นฟูชุมชนบางบาลในโครงการภาคีเครือข่ายคืนชีวิตคืนชุมชนให้คนไทย เมื่อวันที่ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา