ข่าว

แย่งชิงพื้นที่ข่าว

แย่งชิงพื้นที่ข่าว

16 ก.พ. 2555

แย่งชิงพื้นที่ข่าว : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดย นายประชา ช้ำชอก

         บ้านเมืองของเรายามนี้ ดูเหมือนว่า ช่างมีเรื่องอื้อฉาวข่าวร้อนแรงให้เห็นได้แทบไม่เว้นแต่ละวัน
 
             ลองไล่เรียงดูเถอะ ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 ของคณาจารย์กลุ่มนิติราษฎร์ ซึ่งถูกจับจ้องมองจากบางฝ่ายว่า เป็นความพยายามที่จะ "ล้มเจ้า" ข่าวกรอง-ข่าวกลวง เกี่ยวกับการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งออกจากปากของนายจตุพร พรหมพันธุ์ การจัดงาน "รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย" ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถูกค่อนขอดนินทาว่า เป็นเพียงการจัดงานมโหรสพ 10 ล้านบาท เอาใจ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
 
             ข่าวภารกิจว.5 ลับสุดยอดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บนโรงแรมโฟร์ซีซันส์  ญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การจัดตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย หรือล่าสุด กับกรณีของเหตุระเบิดกลางกรุงเทพมหานคร ฯลฯ
 
             ในบรรดาเรื่องราว ข่าวสารที่เกิดขึ้นนั้น นอกเหนือไปจากเหตุการณ์อันเป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ซึ่งน่าจะเป็นเนื้อหาสาระ ประเด็นหลักแล้ว แต่ละข่าวแต่ละเรื่องยังมีการสื่อสาร แสดงความคิดเห็น วิเคราะห์วิจารณ์ประกอบตามมาอีกมากมาย
 
             การนำเสนอข่าวสารสองด้าน หรือข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ได้ตกกลายเป็นเครื่องมือของนักการเมือง ในการแย่งชิงพื้นที่ข่าวสาร หรือช่วงชิงพื้นที่สื่อไป โดยผ่านการแสดงความคิดเห็น วิเคราะห์วิจารณ์ สร้างประเด็นใหม่ขึ้นมากลบเกลื่อนตอบโต้
 
             แต่ละฟากแต่ละฝ่ายต่างออกมาพูดจาแสดงความคิดอ่านกันได้แทบทุกเรื่องทุกประเด็น จนกระทั่งไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ อะไรชั่วอะไรดี ซึ่งนับวันดูเหมือนว่า เรื่องของ "ความเห็น" การแย่งชิงพื้นที่สื่อ จะถูกตีค่าให้ความสำคัญยิ่งไปกว่า "ความจริง" หรือเนื้อหาสาระของข่าวสารเสียด้วยซ้ำไป
 
             ไม่เว้นว่าจะเป็นจอแดงหรือจอฟ้า เป็นรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน
 
             แทนที่จะถกเถียงกันว่า การแก้ไขมาตรา 112 สอดรับกับการอนุวัตให้บ้านนี้เมืองนี้พัฒนาเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้นไปหรือเปล่า ก็กล่าวหาว่าล้มเจ้า ขึ้นปิดปาก สกัดกั้นการใช้เหตุใช้ผล การใช้สติปัญญาความคิดเสีย
 
             แทนที่จะตอบคำถามว่าทำไม ไยเมื่อมีโอกาสเข้ามาเสวยสุขเสพอำนาจรัฐ จึงตระบัดสัตย์ ไม่ยอมผลักดันคำมั่นสัญญาประชาคม สนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ ก็เฉไฉไพล่ไปปลุกผี เปิดประเด็นขึ้นมาใหม่ อ้างว่า หน่วยข่าวกรองกลางสหรัฐ บอกจะมีการทำปฏิวัติรัฐประหารขึ้น
 
             แทนที่จะไขข้อสงสัย ในสิ่งที่ผู้คนเขากังขาข้องใจว่า แอบดอดไปพบนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์บนโรงแรมหรูด้วยเหตุผลกลใด ทำไมต้องเป็นฝ่ายไปหาเขา ก็บอกว่า เป็นนายกฯ สามารถเจอกับใครก็ได้ เป็นผู้หญิงยืนยันไม่ทำอะไรเสียหายแน่
 
             ถามช้างตอบม้า ถามลาตอบล่อ ไปเรื่อย
 
             ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีออกมาชี้แจงแถลงข่าว อ้างว่า นายกรัฐมนตรีไปผลักดันจัดทำนโยบายใหม่ ในเรื่องที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้
 
             กล้าที่จะพูดเพื่อให้นายของตัวเองดูดีขึ้น ทำราวกับคนฟังเขากินแกลบกินรำ
 
             หรือเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ แต่ใครซักใครถามเนื้อหา รายละเอียดว่า ต้องการแก้ไขมาตราไหน ประเด็นใด กลับอ้างไปเป็นเรื่องของ ส.ส.ร.ที่จะดำเนินการกันเอง
 
             ใสซื่อบริสุทธิ์กันอย่างนี้นี่เอง ถึงนำไปสู่การเผชิญหน้าไม่มีที่สิ้นสุด