
ว่าด้วยเรื่อง 112 ในอีกมุมหนึ่ง
ว่าด้วยเรื่อง 112 ในอีกมุมหนึ่ง : ประชาธิปไตยที่รัก โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ขณะที่หลายท่านกำลังอ่านคอลัมน์นี้อยู่ สุขภาพของ "น้องไท" นายปณิธาน พฤกษาเกษมสุข บุตรชายของนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข ก็ใกล้ที่จะสิ้นสุดการอดอาหารครบรอบ 112 ชั่วโมง
น้องไทอดอาหารเพื่อเรียกร้องให้สังคมตระหนักถึงสิทธิในการประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 โดยเฉพาะกรณีของคุณสมยศ ซึ่งเป็นบิดาของเขา
เรื่องที่ต้องมีความชัดเจน ก็คือ เราไม่ได้พูดถึงการตัดสินคดี แต่เราพูดถึงการขอสิทธิในการประกันตัวผู้ต้องหา 112 ในระหว่างการดำเนินคดี
นั่นหมายความว่า ไม่ว่าผลการตัดสินคดีจะเป็นเช่นไรนั่นเป็นเรื่องหนึ่ง หรือจะมีการรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 จะเป็นอย่างไร ก็เป็นเรื่องหนึ่ง เรื่องที่น้องไทเขาเรียกร้องก็คือ เขาขอเพียงสิทธิในการประกันตัวในระหว่างดำเนินคดีเท่านั้นเอง
แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากมองในมุมอื่นๆ ที่นอกไปจากมุมของผู้ที่รณรงค์ในเรื่องนี้เช่นกัน อย่างน้อยในสองประการ
ประการแรก ในตัวรูปคดี ซึ่งก็คงสามารถกล่าวได้เพียงคร่าวๆ ได้บ้าง นั่นก็คือ คุณสมยศโดนเพราะเป็นบรรณาธิการนิตยสารที่มีการตีพิมพ์บทความที่ถูกพิจารณาว่าเข้าข่ายหมิ่น แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ดำเนินคดีผู้เขียนรายนั้น และส่วนหนึ่งเพราะคุณสมยศนั้นไม่ได้เปิดเผยว่าใครคือผู้เขียน
นอกจากนี้แล้ว การจับกุมคุณสมยศ ยังจับกุมในบริเวณชายแดน แต่ข้ออธิบายก็คือ คุณสมยศเขาดำเนินธุรกิจทัวร์? ดังนั้นการเดินทางเข้าออกที่ชายแดนกับลูกทัวร์จึงน่าจะเป็นปรกติอยู่
เรื่องเหล่านี้ยังไม่ใช่เรื่องของการฟันธงว่าจะต้องอยู่ข้างใครครับ เอาเป็นว่าข้อมูลคดีในระดับพื้นฐานก็น่าจะเป็นสิ่งที่เราน่าจะพอรับทราบกันได้บ้าง
ประการสอง เงื่อนไขสำคัญของเรื่องการดำเนินคดีหมิ่นนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องตั้งหลักคุยกัน และหลีกเลี่ยงได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญประเด็นที่ความจริงแล้วมีการพูดกันตลอดก็คือ มันมีปัญหาบางประการในเรื่องคดีหมิ่นที่เริ่มจะเห็นพ้องต้องกันมากขึ้น ที่มากไปกว่าการพูดว่าไม่ควรแก้เลย หรือควรยกเลิก
นั่นก็คือ การพูดถึงการบังคับใช้กฎหมาย แต่ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้ตั้งหลักกันเลยว่า เวลาที่เราพูดถึงการบังคับใช้กฎหมายนั้นเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร
จนดูราวกับว่าการพูดถึงการบังคับใช้กำหมายนั้นเป็นเรื่องที่ว่าด้วยเรื่องของกระบวนการจับกุมและพิจารณา ซึ่งหากเรามองแค่นั้นเราก็อาจจะเชื่อได้เช่นกันตามคำอธิบายของฝ่ายที่ต้องการคงไว้ซึ่งกฎหมายหมิ่น โดยเฉพาะพวกที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร ว่าถ้าไม่ผิดจะกลัวทำไม
สิ่งที่เราจะต้องเห็นด้วยก็คือ เมื่อเราพูดว่ากระบวนการดำเนินคดีและพิจารณาคดีควรจะต้องมีการอภิปรายกันนั้นคงไม่ใช่มีแค่เรื่องว่า จับถูกคนหรือผิดคน หรือถ้าเขาผิดแล้วจะมาร้องอะไร หรือแม้กระทั่งมาเถียงกันว่าผิดได้ไหม
แต่ประเด็นน่าจะอยู่ที่ว่าในการดำนินคดีนั้น เรื่องสำคัญในการไม่ให้เกิดการประกันตัว เป็นเรื่องที่ฝ่ายหนึ่งมองว่า เพราะเป็นคดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง ดังนั้นถ้าปล่อยออกไปก็จะเกิดอันตราย
แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็มองว่าการดำเนินคดีโดยการจับคนที่เป็นผู้ต้องหา (หมายถึงว่ายังไม่ถูกพิพากษา) ให้อยู่ในสภาพที่ไม่ใช่สภาพที่ปรกตินั้น อาจทำให้คนเหล่านี้ต้องยอมรับสารภาพเพื่อให้เกิดการปล่อยตัวเร็วขึ้น ซึ่งหมายถึงว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการลงโทษเสียตั้งแต่ยังไม่ได้พิพากษาเสียด้วยซ้ำ
เอาเป็นอย่างนี้ดีไหมครับ ต่อให้เรามีจุดยืนที่แตกต่างกันในเรื่องกฎหมายหมิ่น แต่กระบวนการดำเนินคดีในส่วนที่เกิดหลังจากการจับกุม และการตัดสินเนี่ย (คือเรื่องการประกันตัว) ก็ปรับให้ทุกฝ่ายรับกันได้มากขึ้นสักนิด คิดซะว่ายังไงเราก็อยู่ด้วยกันนะครับ



