ข่าว

จ่อขึ้นค่าไฟงวด'พ.ค.-ส.ค.'

จ่อขึ้นค่าไฟงวด'พ.ค.-ส.ค.'

16 ก.พ. 2555

กกพ.มองค่าเอฟทีเดือน 'พ.ค.-ส.ค.' จ่อปรับขึ้น เหตุราคาน้ำมันยังพุ่งสูง แถมงวดเดือน ม.ค.-เม.ษ. ถูกตรึงไว้ เล็งดึงเงินจาก 3 การไฟฟ้าช่วยอุดหนุนไม่ให้สูงเกินไป

          นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หรือ เรกูเลเตอร์ เปิดเผยว่า ค่าไฟฟ้าอัตโนมัติ (เอฟที) ในรอบถัดไประหว่างเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม มีแนวโน้มปรับสูงขึ้นอย่างชัดเจน เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับสูงขึ้น ประกอบกับได้มีการตรึงค่าเอฟทีในงวดเดือนมกราคม-เมษายนไว้ด้วย อย่างไรก็ตาม เรกูเลเตอร์ได้เตรียมพิจารณาปัจจัยอื่นๆ มาช่วยดูแลค่าไฟฟ้าไม่ให้สูงเกินไป โดยเฉพาะการนำเงินที่เรียกเก็บจาก 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กรณีไม่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าตามแผนที่กำหนดไว้

          ส่วนกรณีที่กระทรวงพลังงานมีแนวคิดให้เรกูเลเตอร์ดูแลโครงสร้างราคาก๊าซเอ็นจีวีในรถยนต์นั้น ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อโดยตรงจากกระทรวงพลังงาน ซึ่งเรกูเลเตอร์พร้อมเข้าไปดูแลราคาเอ็นจีวี หากรัฐบาลกำหนดให้เข้าไปกำกับดูแลเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นจะต้องมีการแก้ไขกฎหมายให้เรกูเลเตอร์สามารถเข้าไปดูแลเรื่องราคาได้ เนื่องจากปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้กำกับดูแลเฉพาะ 4 ส่วน คือ การขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ การขายปลีกและขายส่งก๊าซธรรมชาติเพื่ออุตสาหกรรม และโรงงานแปรสภาพก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) 

          นอกจากนี้ เรกูเลเตอร์ยังได้ตั้งคณะกรรมการผู้ใช้พลังงานประจำเขต (คพข.) ทั้ง 13 เขตทั่วประเทศ รวม 143 คน โดยมุ่งเน้นการสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ของสังคม เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชนผู้ใช้พลังงาน และผู้ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการพลังงาน ซึ่งที่ผ่านมา กกพ.ได้สร้างกลไกการมีส่วนร่วมผ่าน 2 เรื่องหลัก คือ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาไฟฟ้า และการสรรหา คพข. ให้เข้ามาเป็นตัวแทนของผู้ใช้พลังงานจากทุกภาคส่วน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับ กกพ.ในการดำเนินงานด้านการคุ้มครองสิทธิของประชาชนผู้ใช้พลังงานในประเด็นต่างๆ ร่วมกัน 

          ด้านนายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) กล่าวว่า กฟผ.มีแผนกู้เงินในปีนี้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท สำหรับใช้บริหารจัดการตามปกติ หากรัฐบาลสั่งการให้ กฟผ. ตรึงค่าเอฟทีในงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคมนี้ โดยแผนการกู้เงินของ กฟผ. จะมีทั้งการกู้เงินจากสถาบันการเงิน การออกพันธบัตร การลงทุนในกองทุนสาธารณูปโภค ขณะที่ปัจจุบันนี้ กฟผ. รับภาระค่าเอฟทีงวดเดือนมกราคม-เมษายนแล้วกว่า 8,000 ล้านบาท รวมถึงต้องรับภาระเพิ่มเติมจากการให้ กฟน.และกฟภ. ดำเนินการเรื่องค่าไฟฟ้าฟรี 50 หน่วย รวมประมาณ 3,000 ล้านบาท 

          "แนวโน้มค่าไฟฟ้างวดต่อไป มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ส่วนจะมีการปรับขึ้นค่าเอฟทีเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกพ. ซึ่งมองว่าการที่รัฐบาลแทรกแซงราคาพลังงานควรดำเนินการชั่วคราว เพราะทำให้การใช้พลังงานมีการบิดเบือน"