
ถอดเกล็ดความคิดจากเอกสารสภาพัฒน์
สวัสดีเศรษฐกิจ : ถอดเกล็ดความคิดจากเอกสารสภาพัฒน์ การเตรียมพร้อม AEC เราต้องไปให้ทัน โดย...สุรพล โอภาสเสถียร
ในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ผมได้มีโอกาสอ่านเอกสารนำเสนอของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือที่เราๆ ท่านๆ รู้จักในชื่อสามัญว่า สภาพัฒน์ เอกสารนั้นมีชื่อว่า การเตรียมความพร้อมสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและประชาคมโลก เอกสารบรรยายนั้นได้กล่าวถึงโอกาสของทุกประเทศในการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการที่ประเทศใดๆ จะเข้าสู่การเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่มีเป้าหมายให้ประชากรของอาเซียนค้าขายกันเองมากขึ้น ไปมาหาสู่กันมากขึ้น แลกเปลี่ยนความรู้และวัฒนธรรมระหว่างกันมากขึ้น ท้ายสุดจะนำมาสู่ศักยภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศนอกกลุ่มภายใต้อำนาจการต่อรองที่มากขึ้น เช่น
1. ตลาดที่มีประชากรใหญ่ขึ้นเพราะมีจำนวนถึง 580 ล้านคน
2. มีต้นทุนการผลิตลดลง ดึงดูดการลงทุนและการค้าเข้ามาสู่ AEC
3. เพิ่มกำลังในการต่อรองบนเวทีระหว่างประเทศ เป็นการเจรจาแบบกลุ่ม ดีกว่าแบบตัวใครตัวมัน
4. การจัดการทรัพยากร และส่งเสริมแหล่งวัตถุดิบที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพราะ AEC มีความหลากหลายในเรื่องวัตถุดิบในการผลิต มีทรัพยากรที่มาก มีทางเลือกให้นำเอาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจได้มากมาย การจัดการกับต้นทุนจึงทำได้หลายทางเลือก และผู้ที่เข้ามาลงทุนก็จะมีโอกาสมากกว่าที่จะไปทำในเขตเศรษฐกิจอื่นๆ
ในเอกสารดังกล่าวยังได้ระบุสิ่งที่คล้ายๆ กับตำแหน่งทางการตลาดของประเทศต่างๆ (Positioning) ตามปัจจัยแหล่งวัตถุดิบดังนี้คือ กลุ่มที่มีวัตถุดิบและแรงงานได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา เวียตนาม กลุ่มต่อมาคือกลุ่มที่มีความถนัดด้านเทคโนโลยีได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย กลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มฐานการผลิตได้แก่ ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย จากการจัดแบ่งแบบนี้ท่านผู้สนใจหรือท่านผู้อ่านคงจะเห็นเหมือนกับผมว่า การมีค่าแรงที่ถูกที่เป็นจุดดึงดูดนั้นไม่ได้เป็นข้อได้เปรียบของไทยแล้ว และสินค้าส่งออก 5 อันดับแรกของเราก็ไม่ใช่ ข้าว ไม้สัก ยางพาราและดีบุกเหมือนที่ผมและหลายท่านเคยท่องเคยจำเมื่อครั้งเรียนหนังสืออีกต่อไปแล้วนะครับ ใครยังคิดแบบนั้นคือคนที่ตกยุคตกสมัย ขืนทำธุรกิจบนความจำที่เป็นผลมาจากระบบการศึกษาที่ บังคับให้ท่องให้จำแล้ว รับรองได้ว่า ไปไม่รอดแหงๆ
การสร้างศักยภาพของคนของประเทศเราให้ทันกับเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีเป็น ประยุกต์เอาเทคโนโลยีมาแก้ไขปัญหา มาเป็นแต้มต่อในการทำงานและท้ายที่สุดไม่ตกเป็นทาสเทคโนโลยีแบบที่วันๆ เอาแต่กด Like ไม่มีสาระ ท่านผู้อ่านลองเข้าไปดู YouTube หัวข้อ Did you know ท่านจะเห็นอะไรที่น่าสนใจและเอามาเป็นข้อคิดในการแก้ไขปัญหา เอามาสร้างสรรค์ทางธุรกิจได้นะครับ
บางสถาบันการศึกษาในประเทศไทยที่ผมไปมีส่วนเกี่ยวข้องเริ่มมีการเรียนการสอนวิชา iResearch คือหาความรู้และต่อยอดจากสิ่งที่เห็นและค้นคว้าในโลกของเทคโนโลยี เมื่อเอามาทำเป็นแผนธุรกิจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแผนธุรกิจแบบมุ่งหากำไร หรือแผนธุรกิจแบบเพื่อสังคมมาประกวดกันโดยผู้ตัดสินมาจากภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ อาจารย์ที่สอนเป็นเพียงผู้ให้คำแนะนำประสานงานหรือเป็นผู้อำนวยความสะดวกเท่านั้นแล้ว โครงการที่ชนะจะได้รับเงินทุนเป็นเงินสดหลักแสนขึ้นไปเพื่อให้คนทำแผนเอาไปทำจริง จะหา Sponsor เพิ่มก็ได้แล้วมาวัดผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง วัดกับเป้าหมายที่ตั้งไว้จากนั้นจึงจะสรุปว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ได้เกรดเท่าใด เรื่องแบบนี้ได้เริ่มแล้ว กิจการเอกชน รัฐวิสาหกิจที่สนใจอาจริเริ่มเติมเต็มกับสถาบันการศึกษาได้นะครับเวลานี้...
ถึงเวลาที่จะต้องช่วยกันแล้วครับ ไม่อย่างนั้นคนของประเทศเรา คนไทยของเราจะตกชั้น สอบไม่ผ่านในการทำงาน การทำมาค้าขาย เรากำหนดชะตาของเราได้ว่าจะเป็นคนขับ เป็นคนโดยสารชั้น 1 ชั้นธุรกิจ หรือชั้นประหยัดของยานพาหนะ แต่ต้องขอโทษที่ไม่มีตำแหน่งคนเก็บค่าโดยสารนะครับ เพราะระบบนั้นเป็นระบบคอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานทั้งหมด....ขอบคุณครับ
หมายเหตุ หัวข้อที่ว่าด้วยการเป็นฐานการผลิตจะได้เสนอในครั้งต่อไปนะครับ
....................................
(สวัสดีเศรษฐกิจ : ถอดเกล็ดความคิดจากเอกสารสภาพัฒน์ การเตรียมพร้อม AEC เราต้องไปให้ทัน โดย...สุรพล โอภาสเสถียร)



