
'DSI'สอบ'รฟท.'ผิดสัญญารถไฟฟ้า
'บริษัทวางรางรถไฟฟ้า' บุกร้อง 'ดีเอสไอ' ให้สอบ 'รฟท.' เซ็นสัญญาให้กิจการร่วมค้า 'ยูนิค-ชุนโว' สร้างรถไฟฟ้าสายสีแดง แต่กลับให้ผู้รับเหมารายอื่นเสียบแทน 'ธาริต' ยกคดีคลองด่านเทียบเคียง ส่อสัญญาเป็นโมฆะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 14 ก.พ. 55 นายจุลสิงห์ เจมส์ ล่ำซำ ตัวแทนบริษัทชุนโว คอนสตรัคชั่น แอนด์ เอ็นจีเนียริ่ง จำกัด ได้เข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และพ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในการรับเหมาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-ตลิ่งชัน)
โดยระบุว่า บริษัทชุนโวฯ ได้ร่วมกับบริษัทยูนิค เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด มหาชน รับเหมางานก่อสร้างโครงการระบบขนส่งมวลชนทางรางในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือโครงการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงช่วง บางซื่อ-ตลิ่งชัน ภายใต้ชื่อ กิจการร่วมค้า ยูนิค-ชุนโว มูลค่าโครงการก่อสร้าง 8,748 ,399, 000 บาท และทำสัญญากับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2551 ซึ่งบริษัทชุนโวฯ เป็นผู้มีคุณสมบัติตามประกาศทีโออาร์ เพราะมีประสบการณ์งานรถไฟฟ้าในหลายประเทศมานานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะวิทยาการด้านระบบวางราง ( Low Vibration Track ) ซึ่งเป็นระบบวางรางที่ป้องกันการสั่นสะเทือน ลิขสิทธิ์เฉพาะของบริษัทชุนโวฯ
ตัวแทนบริษัทชุนโว ร้องเรียนด้วยว่า ขณะที่บริษัทยูนิคฯ ตลอดจนผู้รับเหมาในประเทศไทยไม่มีคุณสมบัติ และไม่มีประสบการณ์ดังกล่าว บริษัทยูนิคฯ จึงตกลงให้บริษัทชุนโวฯ ร่วมลงทุนในสัดส่วน 15% ส่วนบริษัทยูนิคได้ 85% ภายหลังหลังเซ็นสัญญากับ รฟท. ภายใต้ชื่อกิจการร่วมค้า ยูนิค-ชุนโว แต่บริษัทยูนิคฯ ได้นำหนังสือมอบอำนาจของบริษัทชุนโวฯ ไปดำเนินการแต่งตั้งบริษัท เอ.เอส.แอสโซซีเอท เอนจิเนียริ่ง (1964) จำกัด เข้ามาทำงานระบบรางแทน
บริษัทชุนโวฯ จึงทำหนังสือหลายฉบับแจ้งไปยังการรถไฟฯ รวมทั้งส่งหนังสือถึง นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เพื่อให้ระงับการก่อสร้าง เนื่องจากบริษัทยูนิคฯ นำระบบรางของบริษัทอื่นเข้ามาสวมสิทธิ์ แต่ไม่ได้รับการชี้แจงหรือตอบกลับ การกระทำของการรถไฟฯ จึงถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมือชอบ ปล่อยให้มีการดำเนินการโดยผู้ที่ไม่มีคุณสมบัติตาม ทีโออาร์ และไม่ใช่คู่สัญญา ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนผู้ใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และอาจต้องเสียงบประมาณในการซ่อมแซมความเสียหายจากความบกพร่องในระบบคมนาคมดังกล่าว นอกจากนี้การทุจริตในโครงการยังจะส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติอีกด้วย
นายธาริต กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอเคยตรวจสอบการทุจริตการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน พบประเด็นที่อาจต้องนำมาเทียบเคียงกับโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงที่บริษัทชุนโวฯ เข้าร้องทุกข์ว่า มีการเปลี่ยนแปลงกิจการร่วมค้า ซึ่งไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญการวางระบบราง โดยผู้รับเหมาโครงการคลองด่านไม่มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม ทีโออาร์ จึงไปติดต่อให้บริษัทนอร์ธเวสต์ วอเตอร์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์เกี่ยวกับการวางระบบบำบัดน้ำเสียร่วมเป็นกิจการร่วมค้า NVPSKG แต่เมื่อชนะการประมูลก็ไล่นอร์ธเวสต์ฯ ออกไป และนำบริษัทอื่นมาร่วมงานแทน กรณีดังกล่าวส่งผลให้คณะรัฐมนตรีมีมติยกเลิกโครงการฯ เพราะถือว่าเป็นโมฆะ
"คดีนี้เป็นคดีใหญ่ แต่เชื่อว่าจะใช่เวลาสอบสวนไม่นาน เพราะพยานส่วนใหญ่เป็นพยานเอกสาร และจะขอหลักฐานอื่นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยวางกรอบการทำงานให้เสร็จภายใน 60 วัน รวมทั้งจะมีการเรียกพยานบุคคลเข้าให้ข้อมูลด้วย อย่างไรก็ตามหากผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าเป็นคดีฮั้วประมูลก็จะเป็นคดีพิเศษโดยอัตโนมัติ แต่ถ้าไม่อยู่ในบัญชีแนบท้ายก็จะเสนอ กคพ.รับเป็นคดีพิเศษต่อไป"
นายจุลสิงห์ กล่าวภายหลังเข้ายื่นหนังสือว่า หลังจากเซ็นหนังสือมอบอำนาจให้กับบ.ยูนิคฯแล้ว บริษัทซุนโวฯ ไม่เคยได้รับคำชี้แจงใด ๆ จากการรถไฟและ บ.ยูนิค ว่าเหตุใดจึงมีการมอบหมายงานในส่วนความรับผิดชอบของ บ.ยูนิค ให้กับบริษัท เอ.เอส.แอสโซซีเอท ตนไม่เคยมองว่าบริษัทของไทยไม่มีประสิทธิภาพในการก่อสร้างการวางระบบรางรถไฟฟ้า แต่ระบบที่ซุนโวฯ นำเสนอเป็นการวางรางรถไฟข้ามแม่น้ำ ซึ่งโครงการสายสีแดงมีจุดที่ต้องวางรางรถไฟข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จึงควรใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพและป้องกันการสั่นสะเทือนสูง
"ชุนโวฯ เป็นผู้เชี่ยวชาญเคยทำโครงการใหญ่ ๆ ให้ทั้งประเทศจีนและฮ่องกง จึงอยากให้คนไทยใช้ระบบรถไฟฟ้าที่มีความปลอดภัยสูง แต่เราพลาดเพราะว่าไปไว้ใจเซ็นหนังสือมอบอำนาจให้เขา ที่ผ่านมาเคยไปยื่นคัดค้านกับการรถไฟก็ไม่มีความคืบหน้า โดยการรถไฟอ้างว่าไม่ได้เซ็นสัญญากับซุนโว แต่เซ็นสัญญากับกิจการร่วมค้า เราไปยื่นหนังสือคัดค้านกับอนุญาโตตุลาการ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใด ๆ ทั้งสิ้น"
นายจุลสิงห์ กล่าวยอมรับว่า การออกแบบรางรถไฟที่เสนอไปมีราคาแพง เพราะเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพ แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบงานก่อสร้างที่ บ.ยูนิค เดินหน้าดำเนินการ โดยที่ บ.ซุนโว ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกลับพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงแบบ และระบบซึ่งต่างไปจากแบบที่เสนอใน ทีโออาร์



