
ครม.ทุ่ม5พันล้านสร้างเขื่อนป้อง6นิคม
ครม.รับทราบจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม ความคืบหน้าเยียวยาโรงงานอุตสาหกรรม สร้างเขื่อนป้อง "นิคมอุตสาหกรรม" 6 แห่งใช้งบกว่า 5,000 ล้าน เห็นชอบขุดลอกคูคลองเพิ่มอีก14แห่ง
13ก.พ.2555 นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี “ครม.” ว่า ตามที่สำนักงบประมาณได้รายงานเรื่องการดำเนินงาน และติดตามผลการดำเนินฟื้นฟูเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัย สำนักงบประมาณได้พิจาณาเห็นว่า เพื่อให้การแก้ไขปัญหาอุทกภัยของประเทศ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง สามารถให้การเยียวยาผู้ประสบภัยโดยเร็วอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสำนักงบฯได้ดำเนินการใน 2 ประเด็น ดังนี้
คือ การดำเนินการฟื้นฟูเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบอุทุกภัยค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือ ครม.ได้มีมติอนุมัติรวม 6 ครั้งและเมื่อรวมที่ ครม.มีมติอนุมัติเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 7 ก.พ.เป็นเงิน 2,373.0600 ล้านบาท รวมเป็นกรอบวงเงินทั้งสิ้น 141,825.8476 ล้านบาท เป็นวงเงินที่สำนักงบประมาณ และสำนักคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสั่งคมแห่งชาติ ได้พิจารณาทบทวนแล้ว124,113.8443 ล้านบาท
รองโฆษกประจำสำนักฯ กล่าวว่า โดยสถานภาพตามที่ได้เสนอ ครม.เมื่อวันที่ 7 ก.พ.ได้จัดสรรงบประมาณให้แล้ว 73,388.9992 ล้านบาท และในส่วนที่ยังไม่ได้จัดสรรแยกเป็นแผนงานโครงการ ที่มีความพร้อมจัดสรรเป็นเงิน 4,048.5020 ล้านบาท ซึ่งต้องขอรับการจัดสรรภายในหนึ่งสัปดาห์ และส่วนที่เหลือ 46,676.3431 ล้านบาท ต้องขอรับการจัดสรรภายในสองสัปดาห์โดยปัจจุบันมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมแล้วเป็นเงิน 6,900.4711ล้านบาทรวมเป็นเงินที่จัดสรรให้แล้วทั้งสิ้น 80,289.4703ล้านบาท สำหรับในส่วนที่ส่วนราชการยังไม่ได้ขอจัดสรรเป็นส่วนที่จะต้องขอรับการจัดสรรภายใน2สัปดาห์คือวันศุกร์ที่ 17กพ.นี้
นายชลิตรัตน์ กล่าวว่า ส่วนการติดตามผลการดำเนินการฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัย ทางสำนักงบฯ ได้เน้นการรายงานในส่วนของการเยียวยาที่จะต้องถึงมือประสบภัยโดยเร็ว ดังนี้ กลุ่มประชาชนทั่วไป จะเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินครัวเรือนละ 5,000 บาท กรอบวงเงินจำนวน 14,554.59 ล้านบาท สำหรับผู้ประสบอุทกภัย 2,910,917 ครัวเรือนโดยสำนักงบประมาณได้จัดสรรให้ธนาคารออมสินแล้ว2,635,110 ครัวเรือน เป็นเงิน 13,175.56 ล้านบาท จ่ายจริงถึงมือประชาชนแล้ว 1,461,006 ครัวเรือน
รองโฆษกประจำสำนักฯ กล่าวว่า สำหรับกลุ่มเกษตรกร เป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านการเกษตรกรอบวงเงิน18,657.19 ล้านบาท สำหรับผู้ประสบอุทกภัย1,152,162 รายโดยสำนักงบฯจัดสรรให้ ธกส.แล้วเป็นเงิน 18,584.55ล้านบาท สำหรับ 830,456 ราย ซึ่งธนาคารตรวจสอบและโอนให้สาขาแล้วจำนวน 18,526.00 ล้านบาท สำหรับ 817,477 ราย ธนาคารจ่ายถึงมือเกษตรกรแล้ว 673,890 ราย ส่วนกลุ่มแรงงาน ค่าจ้างสมทบให้ลูกจ้างตามโครงการป้องกันและบรรเทาการเลิกจ้างกรอบวงเงินจำนวน1,818.00 ล้านบาท สำหรับผู้ประสบอุทกภัย 3 แสนรายสำนักงบฯจัดสรรให้ธนาคารออมสินแล้ว1,803.14 ล้านบาท ซึ่งกรมสวัสดิการและคุ้มคลองแรงงานตรวจสอบและแจ้งไปยังธนาคารออมสินแล้วจำนวน 33,340 รายวงเงิน 69.19 ล้านบาท ธนาคารออมสินจ่ายถึงมือเกษตรกรแล้ว 19,019 ราย และสุดท้าย กลุ่มคนเปราะบาง เป็นการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ที่เป็นกลุ่มคนเปราะบางกรอบวงเงินจำนวน 1,400.00 ล้านบาท สำหรับกลุ่มคนเปราะบาง 7 แสนราย สำนักงบประมาณฯจัดสรรแล้วเป็นเงิน 1,400.00 ล้านบาทและจ่ายถึงมือประชาชนแล้ว 351,104 ราย
นายชลิตรัตน์ กล่าวว่า สำหรับในส่วนการดำเนินงานในลักษณะงบลงทุน ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว จากข้อมูลที่สำนักงบประมาณรวบรวมได้ มีรายการที่ต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างทั้งสิ้น 9,571 รายการ มีรายการที่อยู่ระหว่างเตรียมการ4,926 รายการ ประกวดราคาแล้ว 2,967 รายการ เซ็นสัญญาและเริ่มก่อสร้างแล้ว 1,678รายการ สำหรับสาเหตุที่อยู่ระหว่างการเตรียมการมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นรายการที่ส่วนราชการขอเพิ่มเติม และได้รับการจัดสรรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ดี จากหนังสือเวียนของคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุฯ เมื่อวันที่ 6 ก.พ. กำหนดว่า หากไม่สามารถจัดหา จนได้พัสดุหรือสิ่งก่อสร้าง พร้อมใช้งานที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อใช้ในการป้องกันอุทกภัยภายในเดือนเมษายนได้ หน่วยงานก็ชอบที่จะดำเนินการจัดหาโดยวิธีพิเศษฯ ดังนั้น การก่อสร้างทั้งหมดน่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนก.พ.นี้
รับทราบความคืบหน้าการฟื้นฟูเยียวยาโรงงานอุตสาหกรรม
นายชลิตรัตน์ แถลงต่อว่า กระทรวงอุตสาหกรรมได้นำเสนอ ความคืบหน้าเกี่ยวกับการฟื้นฟูเยียวยา นิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรมและสวนอุตสาหกรรมจำนวน 7 แห่งว่า ขณะนี้มีโรงงานอุตสาหกรรมเริ่มประกอบกิจการแล้วจำนวน 328 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 39.57 ของโรงงานทั้งหมดจากทั้งหมด 838 แห่งโดยการดำเนินการฟื้นฟูโรงงานขนาดใหญ่ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผู้ประสบอุทกภัยซึ่งตั้งอยู่นอกเขตนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งขณะนี้มีโรงงาน สถานประกอบการ อุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และวิสาหกิจชุมชน ได้เปิดดำเนินการแล้วจำนวน 1,009 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 86.29 ของสถานประกอบการทั้งหมด
รองโฆษกประจำสำนักฯ กล่าวว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมประกอบด้วย ศูนย์พักพิงอุตสาหกรรมซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการ ได้เข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 114 ราย จากเป้าหมาย 100 ราย ประกอบด้วยสถานประกอบการอุตสาหกรรม 65 รายและวิสาหกิจชุมชน 61 ราย และมีการใช้พื้นที่แล้ว 10,620 ตารางเมตร จากพื้นที่ 20,000 ตารางเมตร คงเหลือพื้นที่ที่สามารรองรับสถานประกอบการได้อีก 3,980 ตารางเมตร ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอผู้ประกอบการที่กำลังติดสินใจว่าจะยังอยู่ในเขตนิคมอุตสาหกรรมเดิม หรือว่าจะย้ายออกซึ่งเข้าใจว่าคงจะมีข้อสรุปในสิ้นไตรมาสแรก ว่าผู้ประกอบการจะตัดสินใจอย่างไร โดยทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปประสานงาน ในเรื่องของโครงการคลีนิคอุตสาหกรรม ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปให้คำแนะนำ ความช่วยเหลือเบื้องต้น 857รายสามารถช่วยเหลือประกอบการให้ดำเนินการฟื้นฟูเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว 676 รายโดยใช้งบประมาณกระทรวงอุตสาหกรรม
นายชลิตรัตน์ กล่าวว่า สำหรับโครงการบริหารด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อมและกากอุตสาหกรรม กระทรวงอุตฯได้รับงบประมาณจำนวน 22 ล้านบาทเพื่อให้ความช่วยเหลือฟื้นฟูและเยียวยาผู้ประกอบการ ที่ได้รับผลกระทบทั้งในและนอกนิคม โดยขณะนี้ได้เก็บข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ซึ่งน่าจะสิ้นโครงการในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อที่จะได้สรุปผลด้านสิ่งแวดล้อมในที่ต่างๆของภาคอุตสาหกรรม
สร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม"นิคมอุตสาหกรรม"6แห่งใช้งบกว่า5พันล้าน
นายชลิตรัตน์ แถลงถึงความคืบหน้าการก่อสร้างเขื่อน นิคมอุตสาหกรรม เขตประกอบการอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรมจากข้อมูลเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน น่าจะเป็นนิคมที่เริ่มโครงการก่อสร้างเขื่อนซึ่งมีความยาวโดยประมาณ11 กม.ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง ประมาณ 728 ล้านบาท ซึ่งเริ่มไปเมื่อวันที่หนึ่ง ก.พ.และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 ก.ค. สวนอุตสาหกรรมบางกะดี การก่อสร้างเขื่อนมีความประมาณ 8.5 กม.ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 272 ล้านบาท โดยมีแผนการก่อสร้างเริ่มวันที่ 14 ก.พ. และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 กพ.55 สำหรับเขตประกอบการอุตสาหกรรมโรจนะการก่อสร้างเขื่อนมีความประมาณ 77 .6 กม.ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 2,233 ล้านบาทโดยมีแผนก่อสร้างเริ่มวันที่ 1 ก.พ. และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 30 ก.ย.
รองโฆษกประจำสำนักฯ กล่าวว่า ส่วนนิคมอุตสาหกรรมไฮเทคการก่อสร้างเขื่อนมีความโดยประมาณ 13 ก.ม.ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ 500 ล้านบาทโดยมีแผนการก่อสร้างเริ่มวันที่1 มี.ค. ถึง 31 ส.ค. สำหรับสวนอุตสาหกรรม นวนครการก่อสร้างเขื่อนมีความยาวโดยประมาณ 18 กม.ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 700 ล้านบาทโดยมีแผนการก่อสร้างเริ่มวันที่ 15 ก.พ. และกำหนดเสร็จสิ้นในวันที่ 31 ส.ค. และนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนครการก่อสร้างเขื่อน มีความยาวโดยประมาณ 13 ก.ม.ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 400 ล้านบาทโดยมีแผนการก่อสร้างเริ่มประมาณเดือนเมษายนและกำหนดเสร็จสิ้นวันที่ 31 ส.ค.
เห็นชอบขุดลอกคูคลองเพิ่มอีก14แห่ง
นายชลิตรัตน์ แถลงด้วยว่านายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทยได้นำเสนอครม. เพื่อขออนุมัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับการขุดลอกคูคลอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเดิมจะมีการขุดลอกคูคลองระหว่างกทม.และ 9 กระทรวงโดยจะมีการขุดลอกคูคลอง 29 คลองหลักเพิ่มเติมอีก 14 คลองขยาย ระยะทางเพิ่มเติม 5 คลองรวม 43 คลอง 48 รายการซึ่งครม.ได้รับทราบในวันนี้ กระทรวงทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ได้แจ้งให้ทราบว่าได้ดำเนินการตามแผนงานเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ โดยจะปรับปรุงประสิทธิภาพการระบายน้ำ บริเวณโดยรอบพุทมณฑลด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณรอยต่อระหว่างกรุงเทพมหานคร กับจังหวัดนครปฐมและจังหวัดนนทบุรี พร้อมทั้งขุดลอกคูคลองบริเวณเขตทวีวัฒนาและพื้นที่ต่อเนื่องในจังหวัดนครปฐม และถึงแม่น้ำท่าจีนด้วย
รองโฆษกประจำสำนักฯ กล่าวว่า ดังนั้นเพื่อให้การขุดลอกคลองตามที่ได้กล่าวมานั้น เกิดความสัมฤทธิ์ผลและมีประสิทธิภาพในการระบายน้ำอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้รับการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่ และลดข้อพิพาทระหว่างประชาชนในบริเวณรอยต่อจังหวัด จึงเห็นควรปรับปรุงการมอบหมายหน่วยงานดำเนินการขุดลอกคลอง โดยมอบกระทรวงทรัพยากรฯรับผิดชอบดำเนินการขุดคลอง ในบริเวณเขตทวีวัฒนาจำนวน 6 คลอง ได้แก่ คลองซอย คลองขุนศรีบุรีรักษ์ คลองควาย คลองโค คลองบางคูเวียง และคลองบ้านไทร พร้อมมอบให้กระทรวงสาธารณะสุขดำเนินการขุดลอกคลองบางบอน และมอบให้กระทรวงแรงงานดำเนินการขุดลอกคลองบางน้ำจืด แทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ



