ข่าว

ไฟเขียวใช้มธ.จ้อ'แก้ม.112'

ไฟเขียวใช้มธ.จ้อ'แก้ม.112'

13 ก.พ. 2555

กก.บห.มธ.ออกแถลงการณ์ยันไม่ได้ห้ามพูด ม.112 ในรั้วมหาวิทยาลัย ขอเพียงผู้จัดอย่าให้เกิดเผชิญหน้า ไฟเขียว "นิติราษฎร์" จ้อต่อ หากกิจกรรมไม่เข้าองค์ประกอบยกเว้น นักวิชาการแนะเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นต่าง

             เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ก.พ.  คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (กก.บห.มธ.) ประกอบไปด้วยอธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี และผู้อำนวยการสำนัก ได้ประชุมพิจารณาทบทวนมติกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ 30 มกราคม  ซึ่งส่วนหนึ่งมีการระบุห้ามเคลื่อนไหวต่อประเด็นการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 อันเป็นที่ถกเถียงกันอย่างแพร่หลายตลอด1-2สัปดาห์ที่ผ่านมา

             กระทั่งเวลา 14.45น.นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายบริการวิชาการและวิจัย แถลงผลการประชุมโดยระบุเป็นแถลงการณ์ของคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดให้มีการประชุมขึ้นเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2555 และมีมติเป็นเอกฉันท์ให้มหาวิทยาลัยไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัยเพื่อจัดกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองอันจะนำมาซึ่งความขัดแย้งรุนแรงในสังคมไทยนั้น มติดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการตีความไปในหลายแง่หลายมุมที่แตกต่างกัน อีกทั้งองค์การนักศึกษามหาวิทยาธรรมศาสตร์และสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้มีหนังสือขอให้มหาวิทยาลัยพิจารณาทบทวนเรื่องดังกล่าวข้างต้น

             ทั้งนี้คณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยในการประชุมครั้งที่ 3/2555 วันที่13 กุมภาพันธ์ 2555 ได้พิจารณาความเห็นของทุกฝ่ายและเห็นว่ามหาวิทยาลัยควรชี้แจงมติเมื่อวันที่ 30 มกราคม ให้ชัดเจนเพื่อเข้าใจตรงกัน โดยคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยมีความเห็นว่า

             1.ผู้บริหารมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ยังยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยึดมั่นในหลักการที่มหาวิทยาลัยมีเสรีภาพทุกตารางนิ้วและยืนยันว่าในดินแดนธรรมศาสตร์ ยังเต็มเปี่ยมด้วยเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความเห็น

             2.แต่หากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นใดๆ ตามสิทธิที่มีอยู่นั้น มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดสถานการณ์การเผชิญหน้าของกลุ่มผู้สนับสนุนและกลุ่มผู้คัดค้านและมีโอกาสเป็นชนวนให้เกิดความรุนแรง ซึ่งทุกฝ่ายทราบดีว่าสังคมไทยไม่ควรบอบช้ำจากเหตุการณ์เหล่านี้อีก ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในฐานะผู้รับผิดชอบชีวิตของประชาคมธรรมศาสตร์ ชีวิตของประชาชนที่อยู่รายรอบ อาคารสถานที่และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยซึ่งล้วนมาจากภาษีอากรของประชาชน จำเป็นต้องใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นเพื่อไม่เปิดโอกาสให้เกิดสถานการณ์รุนแรงที่สังคมไทยไม่อยากเห็นอีก

             3. โดยหลักการมหาวิทยาลัยยินดีให้ใช้พื้นที่มหาวิทยาลัยในทุกเรื่อง โดยการอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่เพื่อแสดงความคิดเห็นตามสิทธิเสรีภาพทางวิชาการต้องอยู่บนเงื่อนไขต่อไปนี้

             3.1 ผู้จัดต้องรับผิดชอบดูแลให้การประชุมแสดงความคิดเห็นหรือกิจกรรมทางวิชาการอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย

             3.2 ผู้จัดรับผิดชอบมิให้มีการแสดงออกอย่างเปิดเผยหรือในเชิงสัญลักษณ์อันอาจยั่วยุให้เกิดความรุนแรงหรือเกิดการท้าทายในระหว่างที่ผู้ที่มีความคิดแตกต่างกัน

             3.3 ผู้จัดต้องรับผิดชอบยุติกิจกรรมได้ภายในเวลาที่กำหนดหรือที่ได้ขออนุญาตไว้ โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหากีดขวางทางสัญจร หรือสร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนโดยรวม ภายหลังยุติกิจกรรมทางวิชาการ ทั้งภายในมหาวิทยาลัยและพื้นที่ต่อเนื่องโดยรอบมหาวิทยาลัย

             4. การออกประกาศเรื่องการเข้มงวดการใช้สถานที่ของมหาวิทยาลัยเพื่อแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆนั้น ใช้ปฏิบัติทั้งต่อกลุ่มผู้เห็นด้วยและผู้ไม่เห็นด้วย ไม่ได้เลือกปฏิบัติเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เนื่องจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยประเมินจากสถานการณ์ความสุ่มเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจึงจำเป็นต้องมีการตัดสินใจ และเมื่อสถานการณ์ประเด็นความขัดแย้งดังกล่าวคลี่คลายลง มหาวิทยาลัยก็ยินดีอนุญาตให้ใช้พื้นที่ได้ตามปกติ ทั้งนี้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานเหตุผลอื่นใด

             ขอย้ำว่า ผู้บริหารทุกคนยังเคารพในเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการทุกตารางนิ้วในธรรมศาสตร์ไม่เคยเปลี่ยน ตราบใดที่การใช้เสรีภาพนั้นอยู่บนหลักสันติวิธี มีขันติธรรม เคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เป็นสุภาพชน มีเหตุผลทางวิชาการรองรับ

แจงพูดแก้ม.112ในรั้วมธ.ได้แต่ขอเป็นวิชาการแท้ๆ

             นายพรชัย กล่าวว่า หนังสือที่ถูกส่งมาจากตัวแทนนักศึกษาไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่ก็ให้มีการทบทวนซึ่งที่ประชุมก็ได้มีการทบทวนแล้วและเพิ่มรายละเอียดดังกล่าว และผลบังคับใช้ตามแถลงการณ์นั้นยังไมได้กำหนดกรอบเวลา แต่คงจะประเมินจากกรณีความขัดแย้งว่าคลี่คลายตัวลงหรือยัง เพื่อไม่ให้ซ้ำเติมสถานการณ์ให้รุนแรงมากขึ้น แต่หากประเด็นดังกล่าวเบาลง และพูดจาด้วยเหตุและผลมากขึ้น ก็อาจจะวินิจฉัยเปลี่ยนแปลงได้ ส่วนกรณีการเคลื่อนไหวในประเด็น ม.112นั้น ในทางวิชาการ มหาวิทยาลัยไม่ได้ห้าม  ยกตัวอย่างเมื่อวันที่30มกราคมที่ผ่านมาซึ่งมติดังกล่าวออกมาแต่ก็มีการใช้เสวนาวิชาการของกลุ่มต่างๆในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นการจัดกิจกรรมแท้ๆไม่มีบุคคลภายนอกมาเคลื่อนไหวหรือมาร่วมแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าสนับสนุนหรือคัดค้าน และที่ผ่านมาก็มีอาจารย์ได้รวมตัวกันพูดคุยในประเด็นนี้ แต่ไม่มีการเชิญชวน ดังนั้นถือเป็นใช้สิทธิตามเสรีภาพทางวิชาการที่ยังดำเนินอยู่ ทั้งในส่วนของอาจารย์และนักศึกษา

             ผู้สื่อข่าวถามว่ากลุ่มนิติราษฎร์ยังสามารถจัดกิจกรรมได้อยู่หรือไม่ นายพรชัย กล่าวว่า ต้องทำเรื่องเสนอมาให้พิจารณา ซึ่งคณะกรรมการก็จะพิจารณาในรายละเอียด ดูองค์ประกอบ โดยจะพิจารณาว่ากิจกรรมดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง เป็นการแสดงความคิดเห็นทางวิชาการแท้ๆ ไม่นำไปสู่การเผชิญหน้าก็จะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ทั้งนี้นอกเหนือจากอาจารย์ที่จัดกิจกรรมแล้ว นักศึกษาก็สามารถใช้สิทธิในการแสดงออกได้ตามปกติ เช่นเดียวกับบุคคลภายนอกก็ต้องมีการขออนุญาตและมีการพิจารณาตามความเหมาะสม  

 

 

นักวิชาการแนะเปิดพื้นที่รับฟังความเห็นต่าง

             ที่อาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ร่วมกันจัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง "สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความเห็นต่าง โดยรศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล หัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า การเห็นต่างมีประโยชน์ไม่ว่าความคิดเห็นนั้นจะถูกหรือผิดก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าการเห็นต่างมีคุณลักษณะบางอย่างทำให้ดูราวกับอันตราย เนื่องจากเป็นเสียงข้างน้อย ไม่ใช่กระแสหลักของสังคม

             นอกจากนี้ยังไปกระทบกับความเชื่อและสามัญสำนึกของบุคคลอื่นเป็นความจริงที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ เช่น สถาบันพระมหากษัตริย์ได้ก้าวพ้นความขัดแย้งทางการเมือง ไม่มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่เมื่อมีคนเห็นต่างจนกระทบความเชื่อที่ยึดถือไว้ ซึ่งความเห็นต่างนี้ไม่น่าไว้ใจ มีความเป็นอันตราย ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิเสธโต้แย้งไม่รับฟังในที่สุด

             ส่วนเรื่องต้องห้ามหรือพูดลำบากในสังคมไทยตอนนี้มีหลากหลายเรื่อง ทั้งเรื่องศาสนา เพศ การเมือง และที่สำคัญสถาบันพระมหากษัตริย์ ส่งผลให้เรื่องที่แวดล้อมสถาบันฯ ก็ถือเป็นเรื่องต้องห้ามด้วย เช่น มาตรา 112 ที่มีการถกเถียงกันอยู่ตอนนี้ โดยส่วนตัวแล้วมองว่าเป็นเพียงการโต้ตอบแสดงจุดยืนของตัวเองมากกว่าจะเป็นการถกเถียงเพื่อให้เกิดประโยชน์ อย่างไรก็ตามสังคมไทยต้องยอมรับความเห็นต่าง ไม่เฉพาะเรื่องการเมืองเท่านั้น

             อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นกังวลสำหรับสังคมไทยตอนนี้คือเรื่องสื่อใหม่ ซึ่งทำให้เกิดภาวะขัดแย้งเพิ่มมากขึ้นกเกิดการตอบโต้อย่างฉับพลันแบบไม่พบหน้า และมีแนวโน้มการตอบโต้จะผลักกันไปให้ถึงที่ มุมมองส่วนตัวเห็นว่าสังคมไทยกำลังใช้สื่อใหม่ในทางที่เป็นปัญหา และอีกประการหนึ่งคือ ความเห็นต่างที่เกิดขึ้น ถูกนำไปจัดวางให้กลายเป็นเรื่องทางการเมือง หรืออุดมการณ์ทางการเมือง เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างมาก

             รศ.ดร.อรรถจักร สัตยานุกรักษ์ นักวิชาการคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ความเห็นต่างจะเกิดจากสังคมที่มีความเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่เกิดในภาวะสุญญากาศ ไม่มีสังคมใดหนีความแตกต่างทางความคิดได้ หากเราเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในเงื่อนไขของประวัติศาสตร์ก็จะสามารถจัดการกับความเห็นต่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมามีการจัดการกับความเห็นต่างหลากหลายทั้งใช้การบังคับปิดปากด้วยอำนาจนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมเสมอ

             "เราต้องเคารพความเห็นต่างเพื่อให้สังคมเกิดความเปลี่ยนแปลง แทนการปิดปากจนก่อให้เกิดโศกนาฏกรรม ประเทศไทยเองก็ผ่านโศกนาฏกรรมมาหลายครั้งแล้ว ถ้าหากเรามีความเข้าใจ เราก็จะผ่านมันไปได้ ที่น่าตกใจตอนนี้คือชนชั้นนำของไทยมองไม่เห็น และไม่มีความเข้าใจประวัติศาสตร์มองว่าสามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงได้ เช่น บางคนมองว่า ม.112 ไม่มีปัญหาหากไม่มีคนพูด แล้วเป็นได้หรือไม่ที่จะห้ามไม่ให้พูด คำตอบคือเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เราต้องพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ต้องมีการเปิดพื้นที่ให้พูดคุยกัน จะทำให้ก้าวข้ามพ้นเร็วขึ้นและชัดเจนขึ้น" รศ.ดร.อรรถจักร กล่าวและว่า

             ทั้งนี้ ประเด็นความเห็นต่างไม่ได้มีเฉพาะแค่เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์เท่านั้น แต่มีหลากหลายในทุกมิติ ทุกระดับ แต่มีอำนาจบางอย่างพยายามจัดการให้ความเห็นต่างในหลากหลายระดับปิดปาก ไม่สามารถพูดได้ ทำให้คนไม่กล้าพูดมากมาย แต่การต่อสู้ดูเหมือนจะไม่เท่ ถ้าอยากเท่ต้องออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์