ข่าว

เบื้องลึกขบวนยักษ์พุ่งเป้าเลิก'4สารพิษฆ่าอสุจิ'

เบื้องลึกขบวนยักษ์พุ่งเป้าเลิก'4สารพิษฆ่าอสุจิ'

13 ก.พ. 2555

เบื้องลึกขบวนยักษ์...พุ่งเป้าเลิก'4สารพิษฆ่าอสุจิ' : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

              แม่ค้าที่ตั้งแผงขายของบริเวณหน้า "อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา" เริ่มรู้สึกผิดสังเกตหลังกลุ่มชาวบ้านและผู้คนหน้าตาเคร่งเครียดเดินสวนขึ้นลงขวักไขว่ตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นต้นมา จนถึงช่วงเที่ยงผู้คนยังทยอยจับกลุ่มเดินเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แม่ค้าบางคนอดกลั้นความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ได้จึงฝากแผงลอยไว้กับเพื่อนข้างเคียง ก่อนเดินตามลงไปแอบดูห้องประชุมข้างล่างที่มีผู้คนแออัดอยู่ด้านใน...
 
               "มาวันนี้พี่น้องต้องชัดเจนว่าจะเอาอย่างไร"
 
               "ยาฆ่าแมลงพวกนี้จะแบนหรือไม่แบน ห้ามขึ้นทะเบียนเมื่อไร"
 
               "ผมได้ข่าวมาว่า กรมวิชาการเกษตรกำลังจะเปลี่ยนกฎระเบียบ ให้นำเข้าสารพิษมาได้ง่ายขึ้น มีการกดดันจากบริษัทข้ามชาติ"
 ฯลฯ
 
               วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ตัวแทนเครือข่ายเกษตรกรจาก 4 ภูมิภาคเกือบ 200 คน นัดรวมตัวกันที่ห้องประชุมด้านล่างของอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ถนนราชดำเนิน โดยมีเป้าหมายสำคัญร่วมกันคือ เดินขบวนประท้วงต่อต้านการนำเข้าและการขึ้นทะเบียนยาฆ่าแมลงที่มีพิษร้ายแรง ซึ่งนานาประเทศห้ามผลิตและห้ามใช้แล้วแต่ประเทศไทยยังวางขายทั่วประเทศ วันนี้พวกเขานัดเจอกับ "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คนใหม่ล่าสุดที่เพิ่งรับตำแหน่งได้ไม่กี่วัน
 
               แต่ก่อนจะเดินขบวนจากสี่แยกคอกวัวไปยังหน้ากระทรวงเกษตรฯ ที่ตั้งอยู่ห่างไปไม่ถึง 1 กม.นั้น พวกเขาวางแผนว่าหากการยื่นข้อเรียกร้องในวันนี้ไม่ได้รับการตอบสนอง ตัวแทนเกษตรกรจาก 20 กว่าจังหวัด เช่น นครสวรรค์, ฉะเชิงเทรา, น่าน, แพร่, เชียงใหม่, พัทลุง, สงขลา ฯลฯ จะกลับบ้านไปนัดหมายเครือข่ายของตัวเอง โดย 1 คน จะต้องเรียกมาอีก 10 คน เพื่อให้การมาครั้งหน้าต้องได้พี่น้องจาก 4 ภูมิภาคไม่ต่ำกว่า 1,500 คน
       
               ป้าเปรม ทองเที่ยง ชาวนานครสวรรค์ วัย 50 ปี เล่าให้ "คม ชัด ลึก" ฟังว่า สาเหตุที่ต้องนั่งรถเข้ากรุงเทพฯ มากับเพื่อนๆ เพราะต้องการบอกกล่าวให้คนไทยและพี่น้องชาวไร่ชาวนารับรู้ถึงอันตรายของพวกยาฆ่าแมลง ป้าเปรมเล่าว่า ตั้งแต่เรียนจบชั้นประถม 4 ก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนา ช่วงนั้นมีมากถึงเกือบ 200 ไร่ ตอนนั้นใช้ทั้งปุ๋ย ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง ฯลฯ เอาเป็นว่าสารพัดสารเคมีเกษตรที่วางขายในร้านค้านั้น ป้าเปรมลองมาทุกอย่างแล้ว ทุกยี่ห้อที่เริ่มใช้จะได้ผลผลิตดี แต่พอใช้ไปสักพักเริ่มไม่ได้ผลต้องเปลี่ยนตัวใหม่ไปเรื่อยๆ และต้องใช้จำนวนเข้มข้นขึ้น
 
               "ครอบครัวป้าช่วยกันฉีดเอง ไม่ได้จ้างคนอื่น เรามีนาเยอะก็ฉีดเยอะ แล้วก็เริ่มป่วยเรื้อรัง แรกๆ แค่ปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่ตอนหลังตื่นเช้ามามือเท้าจะเกร็งไปหมด บางวันเป็นตะคริว แล้วเริ่มเป็นทั้งเช้าทั้งเย็น ป้าไปหาหมอหมดไม่รู้เท่าไร เขาให้ยามากิน อาการดีขึ้น เป็นๆ หายๆ ช่วงไหนเป็นหนักหมอต้องฉีดยาเข้าเส้นที่ข้อมือทั้งสองข้าง ปวดทรมานมากๆ ประมาณปี 2547 โชคดีที่มีเพื่อนมาชวนให้ไปอบรมลองทำเกษตรอินทรีย์ แบบไม่ต้องใช้สารเคมี ป้าไปกับเขาแล้วลองใช้ปุ๋ยชีวภาพ ทำใหม่ๆ ผลผลิตเราน้อยลงจริง แต่ต้นทุนค่ายาฆ่าแมลงไม่มี ตอนหลังผลผลิตได้มากขึ้น ร่างกายเราแข็งแรงขึ้นด้วย ไม่ต้องไปหาหมอแล้ว ไม่เกร็งไม่ปวด ป้ากับเพื่อนๆ เลยชวนกันมา อยากให้คนอื่นเลิกหลงผิด ไม่เป็นทาสยาพิษพวกนั้น" ป้าเปรมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
      
               หลังจากทีมงานแจกข้าวห่อกินน้ำกินท่าเรียบร้อยแล้ว พี่น้องเกษตรกรเริ่มตั้งแถวเดินขบวนไปยังสถานที่เป้าหมาย โดยมีแกนนำขึ้นรถกระบะพูดปราศัยผ่านไมโครโฟนปลุกเร้าให้ผู้คนที่ผ่านไปแถวนั้นเกิดความสนใจ...เมื่อถึงประตูด้านหน้ากระทรวงเกษตรฯ เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือให้ส่งตัวแทนเพียง 20-30 คนเข้าไปยื่นหนังสือ เนื่องจากห้องประชุมไม่เพียงพอจะรองรับคนทั้งหมดได้
  
               เวลาผ่านไปจนถึง 14.30 น. นายอารี ไกรนรา ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรลงมารับหนังสือแทน อ้างว่านายณัฐวุฒิติดประชุมด่วนจึงมาด้วยตัวเองไม่ได้ สร้างความผิดหวังให้แก่แกนนำเครือข่ายเป็นอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับพี่น้องเกษตรกรตามที่เคยป่าวประกาศหาเสียงไว้ก่อนได้รับเลือกตั้ง
  
               "อุบล อยู่หว้า" ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก อธิบายประเด็นสำคัญในหนังสือเรียกร้องมี 4 ข้อ คือ 1.ขอให้กรมวิชาการเกษตรไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน 4 สารพิษที่หลายประเทศห้ามใช้แล้วคือ คาร์โบฟูราน (Carbofuran) ไดโครโตฟอส (Dicrotophos) อีพีเอ็น (EPN) และเมโทมิล (Methomyl) 2.ขอให้เปิดเผยข้อมูลของบริษัทเอกชนที่ยื่นขอขึ้นทะเบียน โดยเฉพาะเอกสารแสดงผลตกค้างในสิ่งแวดล้อม และการเกิดพิษในร่างกายมนุษย์ 3.ไม่ให้แก้ไขกฎระเบียบเอื้ออำนวยสารเคมีที่ประเทศผู้ผลิตห้ามใช้แล้ว แต่สามารถนำเข้ามาขายในไทย และ 4.ชี้แจงความคืบหน้าตามหนังสือเรียกร้องของเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2554
 
               นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ แพทย์ที่เฝ้าระวังและทำวิจัยหัวข้อนี้มานาน แสดงความรู้สึกต่อปัญหานี้ว่า กรมวิชาการเกษตรให้ความสำคัญแค่เรื่องพิษวิทยาและสารตกค้าง แต่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของผู้บริโภค 4 สารพิษนี้หลายประเทศห้ามใช้ทั้งสหรัฐอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย ฯลฯ แม้แต่ประเทศเคยผลิต เช่น อินเดีย จีน ยังห้ามเกษตรกรในประเทศเขาใช้ เนื่องจากพิสูจน์แล้วว่าสารนี้ทำให้เซลล์ทำงานผิดปกติ เป็นพิษต่อยีนก่อมะเร็งร้ายแรงในร่างกายคน ทั้งผู้ใช้ ผู้สัมผัสและผู้บริโภค โดยเฉพาะ "คาร์โบฟูราน" องค์การอนามัยโลกระบุให้เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง ทำให้เซลล์ตับแบ่งตัวผิดปกติและเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์ ที่สำคัญคือ "ทำให้อสุจิตายหรืออสุจิผิดปกติ"
    
               หลังจากเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกว่า 2 ชั่วโมง นายอารีกล่าวสรุปว่าจะนำเรื่องนี้ไปพิจารณาอย่างละเอียด ว่าควรให้มีการขึ้นทะเบียนต่อไปหรือไม่ แต่เชื่อว่าคำตอบที่ได้คงไม่ทำให้ผู้ที่มาในวันนี้ผิดหวัง เพราะตนเคยต่อสู้เรียกร้องความถูกต้องให้สังคมเช่นกัน รู้สึกและเข้าใจดีว่าหากไม่เดือดร้อนจริงคงไม่รวมตัวกันจากทั่วประเทศเดินทางมาจนถึงกระทรวง ขณะที่ตัวแทนฝ่ายเกษตรกรยืนยันว่าหากภายใน 1 เดือนยังไม่เห็นการตอบสนองจากภาครัฐ หรือมีการตั้งเวทีสาธารณะในเรื่องนี้ จะรวมตัวกันมาใหม่และขบวนจะใหญ่กว่าเดิม!!

...........

(หมายเหตุ : เบื้องลึกขบวนยักษ์...พุ่งเป้าเลิก'4สารพิษฆ่าอสุจิ'  : ทีมข่าวรายงานพิเศษ)