
เดินเครื่องต่อเจบีซี'ไทย-กัมพูชา'ครั้งที่5
คอลัมน์ ที่นี่ บัวแก้ว : เดินเครื่องต่อเจบีซีไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 5 : โดย ... นันทิดา พวงทอง
การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) ครั้งที่ 5 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์นี้ ที่โรงแรมรอยัล ออร์คิด เชอราตัน กรุงเทพฯ เกิดขึ้นได้ด้วยบรรยากาศทางการเมืองที่ช่วยส่งเสริมให้การเจรจาสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชาเดินหน้าต่อไป ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ผลการประชุมเจบีซีทั้ง 3 ฉบับก่อนหน้านี้ ไม่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาก็ได้ ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกมองว่าเป็นเงื่อนไขที่นำมาใช้ซื้อเวลากับทางกัมพูชาโดยรัฐบาลชุดก่อน แต่เมื่อสิ่งนี้ได้ถูกปลอดล็อกแล้ว ก็ช่วยเสริมให้การเจรจาดังกล่าวเกิดความชอบธรรมเพิ่มขึ้นอีก
การประชุมนี้ เกิดขึ้นหลังจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาก้าวผ่านจุดร้าวฉาน ซึ่งฝ่ายไทยพยายามจะแยกปัญหาทางการเมืองออกจากปัญหาพิพาทตามแนวชายแดน ก็เพื่ออย่างน้อยให้ 2 ประเทศได้คงความสัมพันธ์ที่ดีและได้ร่วมมือกันในด้านอื่นๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในบริเวณชายแดน
วัตถุประสงค์ของการประชุมเจบีซีครั้งนี้ จะเป็นการต่อผลการประชุมที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย ในเดือนเมษายน 2553 โดยแม้ว่าการประชุมครั้งนั้น จัดขึ้นตามมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เพื่อมุ่งผ่อนคลายบรรยากาศชายแดนไทย-กัมพูชาและคืนความสงบให้แก่ประชาชนในพื้นที่ แต่ก็มีผลการเจรจาสำรวจและปักปันเขตแดนที่เห็นเป็นรูปธรรมอยู่มาก
การประชุมครั้งนี้ จะหยิบยกบางเรื่องมาดำเนินการต่อ โดยเฉพาะการพิจารณาส่งเจ้าหน้าที่สำรวจเขตแดน เพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดจุดผ่านแดนบริเวณสะตรึงบท จ.บันเตียเมียนเจย-บ้านหนองเอี่ยน ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ ซึ่งบริเวณดังกล่าวเป็นลำคลอง อาจจะต้องก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค หากทั้ง สองฝ่ายพร้อมก็สามารถส่งเจ้าหน้าที่ไปสำรวจเขตแดนไว้ก่อน
นอกจากนี้ ยังดำเนินการต่อในเรื่องเตรียมขั้นตอนและคัดเลือกบริษัทถ่ายทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ที่อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร แม้ว่าการประชุมเจบีซีครั้งก่อนเห็นว่าควรเป็นประเทศที่สาม โดยมีบริษัทที่เข้าตาอยู่บ้าง จากญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เดนมาร์ก ฟินแลนด์ แต่ก่อนจะไปถึงการคัดเลือกบริษัทที่รับดำเนินการ จะต้องสรุปข้อกำหนดของผู้ว่าจ้าง (ทีโออาร์) ที่เกี่ยวข้องกับรายละเอียดด้านเทคนิคของการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ โดยในส่วนนี้ไม่ได้ถูกบรรจุในการประชุมเจบีซีครั้งนี้ แต่ได้มีการพูดคุยระหว่างเจ้าหน้าที่ไทย-กัมพูชากันนอกรอบ
สำหรับการดำเนินการสำรวจและปักปันเขตแดนตลอดชายแดนไทย-กัมพูชาแบ่งเป็นพื้นที่ 7 ตอนรวม 73 หลัก โดยขณะนี้มีการสำรวจหลักเขตแล้วจำนวน 48 หลัก และอีก 25 หลักยังหาหลักหมุดไม่พบ เพราะอาจสูญหายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรืออาจถูกเคลื่อนย้าย จึงต้องดำเนินการสำรวจกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม การเจรจาปักหลักเขตแดนเป็นเรื่องต้องใช้เวลา อาจต้องทำกันชั่วฟ้าดินสลาย ทั้งยังขึ้นอยู่กับบรรยากาศความสัมพันธ์ด้วย ซึ่งการประชุมเจบีซีครั้งก่อนหน้านี้ได้ตกลงกันจะให้มีการปักหลักในพื้นที่ส่วนที่ 7 คือพื้นที่ใกล้บริเวณปราสาทพระวิหารให้เสร็จสิ้นเป็นพื้นที่แรก แต่ด้วยขณะนี้บริเวณดังกล่าวได้กลายเป็นดินแดนพิพาท และอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นสมควรว่าไม่ควรจะไปแตะต้องพื้นที่ที่บอบช้ำและอ่อนไหวมาก ควรให้ดำเนินการปักหลักในพื้นที่ 5 คือหลักเขตที่ 22-1 ในพื้นที่ จ.สุรินทร์ เพราะเป็นพื้นที่ค่อนข้างมีความชัดเจน ที่สามารถดำเนินการได้ในสถานการณ์เช่นนี้
ส่วนการจัดทำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศกับการปักปันเขตแดนมีความสอดคล้องกัน เนื่องจากจะต้องถ่ายให้เห็นหลักหมุดที่ปักไว้อย่างร้อยเรียงกันบนแผนที่ที่สองประเทศต่างยอมรับ อย่างไรก็ตาม การเจรจาปักปันเขตแดนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากนำการเมืองเข้ามาอยู่เหนือผลประโยชน์ของประเทศชาติ



