ข่าว

บ้านหลังสุดท้าย

บ้านหลังสุดท้าย

13 ก.พ. 2555

บ้านหลังสุดท้าย : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

               ดร.วิลเลียม คลิฟตัน ดอดด์ หรือที่คนไทยสมัยก่อนเรียกว่าหมอดอดด์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "ไทย” ได้สรุปข้อเขียนของนายสิลาเว ชาวฝรั่งเศส จากหนังสือไวยากรณ์ไทย ซึ่งถือว่าเป็นงานค้นคว้ารุ่นแรกๆ เกี่ยวกับชนชาติไทยไว้ว่า “ประวัติของไทยนั้นเก่าแก่มาก จดหมายเหตุจีนเมื่อประมาณ 300 ปีก่อนพุทธกาล กล่าวถึงภูมิลำเนาเดิมของไทยว่าอยู่ในลุ่มแม่น้ำตอนกลางของแม่น้ำเหลือง ซึ่งอยู่ในพื้นที่มณฑลฮูเปและโฮนานในบัดนี้ ในสมัยเดียวกันนั้นจีนก็ได้ตั้งภูมิลำเนาอยู่ตามที่ราบสูงในลุ่มแม่น้ำเหลืองตอนบน คือมณฑลกังซูในบัดนี้ ซึ่งเห็นจะเป็นเพราะถูกพวกต้นตระกูลตาดรุกรานจึงได้ร่นขึ้นมาและปะทะกับไทยเข้า ไทยมีจำนวนน้อยและฝีมืออ่อนกว่าจีน จึงต้องถอยร่นลงมาทางใต้หลายทิศหลายทาง”
   
               “พวกไทยส่วนมากร่นลงมาตามแม่น้ำแยงซี เข้าไปในยูนนาน ต่อสู้ชนะพวกพื้นเมืองเดิม และได้ตั้งอาณาจักรน่านเจ้าในท้องที่โกสัมพี โดยมีตาลีฟูเป็นเมืองหลวง ต่อมาเมืองหลวงนี้ได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่ปุเอฟู อาณาจักรน่านเจ้า ครอบท้องที่มณฑลยูนนานปัจจุบัน พม่าเหนือ และภาคเหนือของสิบสองพันนา”
   
               “ประวัติศาสตร์ในสมัยที่กล่าวนี้รุ่งเรืองที่สุด ผู้คนก็แสดงลักษณะเป็นนักรบกล้าหาญที่สุด และมีการปกครองเป็นปึกแผ่น ทั้งมีอำนาจปกครองดินแดนตลอดถึงภาคตะวันออกของทิเบต และบางสมัยก็ได้ผูกไมตรีกับจีน ในสมัยสามก๊ก ไทยก็ได้เข้าร่วมชิงชัยด้วย บางคราวก็เข้ากับจีนก๊กต่างๆ บางคราวก็เข้ากับตาดผู้รุกราน ประมาณเวลาที่ไทยรุ่งเรืองและมีอำนาจอย่างนี้ 4 ศตวรรษ”
   
               “อย่างไรก็ดี เมื่อจีนรุกรานหนักขึ้น ไทยก็จำต้องถอยร่นลงมาอีก และกว่าจะต่อสู้เอาชัยชนะขอมได้ก็เป็นเวลาตั้งหลายศตวรรษ แล้วจึงตั้งอาณาจักรใหม่ ณ เชียงแสน บนฝั่งแม่น้ำโขง อาณาจักรใหม่ซึ่งมีหลายชื่อนี้มีประวัติรุ่งเรืองเหมือนอาณาจักรเดิม ต่อจากนั้นได้ย้ายจากเชียงแสนไปทางตะวันตกเฉียงใต้ และตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ที่ลุ่มแม่น้ำสาละวิน มีภุกามเป็นเมืองหลวง แต่อาณาจักรใหม่นี้ไม่ยั่งยืน เพราะอยู่ใกล้ขอมมาก จึงถูกขอมขับกลับไป เลยไปสร้างเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองหลวงใหม่ขึ้นที่แม่น้ำปิง”
   
               “การอพยพมาทางใต้ยังดำเนินไปเรื่อยๆ ไทยร่นลงมาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและตั้งอาณาจักรใหม่ มีอยุธยา (แปลว่าเมืองที่ไม่พ่ายแพ้ใคร) เป็นราชธานี ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าอู่ทองได้เลื่อนเมืองหลวงมาตั้งที่บางกอก ซึ่งเป็นเมืองหลวงสุดท้ายของอาณาจักรไทย เมื่อประมาณ พ.ศ.1857”
   
               “ระหว่างถอยร่นลงมาทางใต้ ชนชาติไทยแยกออกเป็นสองสายด้วยกัน เมื่อเอาชนะผู้ชนะเดิมหรือคนพื้นเมืองได้แล้ว ก็เข้าอยู่แทนที่และตั้งเมืองเป็นปึกแผ่น ไทยบางพวกเช่นในกวางสีและในตังเกี๋ย ก็ยอมอยู่ใต้ความปกครองของจีนและญวนเป็นธรรมดาอยู่เองที่กิริยาท่าทางและภาษาทั้งเขียนและพูดย่อมเปลี่ยนแปรไปบ้างเล็กน้อย เนื่องจากอิทธิพลของชาติที่ติดต่อสัมพันธ์กัน”
   
               ข้อเขียนดังกล่าวเป็นงานค้นคว้ายุคแรกๆ เกี่ยวกับชนชาติไทย ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เนื่องจากคนไทยไม่นิยมการจดบันทึกเช่นจีน และเป็นการเขียนในยุครัตนโกสินทร์ที่เอกสารและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ของไทยถูกทำลายเสียหายไปมากเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ดังนั้น จึงย่อมมีความคลาดเคลื่อนอยู่ตามสมควร ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระอธิบายความเพิ่มเติมในบางตอน เช่นในเรื่องเมืองภุกามว่า “เมื่อพม่าได้เสียเมืองภุกามแก่พวกมองโกล ใน พ.ศ.1827 ต่อมาไม่ช้า ไทยใหญ่ก็ได้ครองภุกาม” และเรื่องพระเจ้าอู่ทองว่า “พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ตั้งอาณาจักรสุโขทัย เมื่อราว พ.ศ.1781 ต่อจากนั้นประมาณ 100 ปีเศษ พระเจ้าอู่ทองจึงได้มาตั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีของไทย เมื่อ พ.ศ.1890 ส่วนที่ลงมาตั้งราชธานีที่บางกอกคือกรุงธนบุรีนั้น เมื่อ พ.ศ.2310”
   
               แม้จะมีนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังมีความเห็นแย้งว่า คนไทยอยู่ที่ดินแดนสุวรรณภูมิมาแต่เดิมมิได้อพยพมาจากที่อื่น แต่คนไทยในจีนก็มีหลักฐานที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าค้นคว้าหาข้อเท็จจริงกันต่อไป อย่างไรก็ตาม หากไทยถอยร่นลงมาจากจีนจริง ดินแดนที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบันนี้ก็น่าจะเป็น “บ้านหลังสุดท้าย” ของคนไทย เพราะเราไม่มีทางที่จะถอยไปไหนได้อีกแล้ว
   
               มาช่วยกันดูแลและทำ “บ้านหลังสุดท้าย” ของเรา ให้คนไทยอยู่กันด้วยความร่มเย็นเป็นสุขเถอะครับ