
(ยัง)ไม่มีรัฐประหาร
(ยัง)ไม่มีรัฐประหาร : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง
ข่าวรัฐประหารตอบโต้กันระหว่าง “ไอ้ตู่” กับ “บิ๊กตู่” มีขึ้นขณะที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไปเป็นประธานเปิดงาน “รักเมืองไทย เดินหน้าประเทศไทย” ที่ทำเนียบรัฐบาล โดย “ตัวประกัน” (ตามพาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์บางฉบับ “จับป๋าเป็นตัวประกัน”) สนทนากับนายกรัฐมนตรีอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
ภาพที่ขัดแย้งกันนี้ สะท้อนความสัมพันธ์ 2 ด้าน ระหว่าง 2 ขั้วอำนาจในสังคมไทย ชนชั้นนำตามประเพณีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง กับชนชั้นนำทางธุรกิจการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง (ตามคำนิยามของเกษียร เตชะพีระ)
อันที่จริง ตั้งแต่พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้ง ชนชั้นนำเดิม ก็อับจนหนทางที่จะโค่นล้มรัฐบาล เพราะรัฐประหารไม่มีใครเอาอีกแล้ว ทั้งสังคมไทย สังคมโลก ครั้นจะใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์ ยุบพรรค ตัดสิทธิ ตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร ผู้คนก็รู้เท่าทันกันเสียหมด ข้อสำคัญ ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาธิปัตย์โดดเดี่ยวตัวเอง โพลล์ต่างๆ ที่ออกมา ใช่ว่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์จะคะแนนดี แต่ ปชป.ก็ไม่สามารถตีตื้น
“คุณยิ่งลักษณ์ จะอยู่ได้นานกว่าคุณทักษิณแน่นอน… 1.กองทัพที่เคยปฏิวัติแล้ว และประชาชนก็ผิดหวังมาแล้ว คงไม่ปฏิวัติอีก 2.สื่อไม่พร้อมเป็นศัตรู เพราะฉะนั้นคงไม่ด่า 3.ข้าราชการต้องการเอาตัวรอด เพราะฉะนั้นคงไม่ขวาง 4.ฝ่ายค้านไม่มีพวก พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีพวก เขาโดดเดี่ยวกันทั้งนั้น 5.ประชาชนไม่มีผู้นำ…จบ ! อยู่ไปเหอะ…ยังไงก็อยู่ได้”
เสรี วงษ์มณฑา ให้สัมภาษณ์อย่างคับแค้นประชดประชันไว้กับเว็บไซต์ Thai Publica เมื่อต้นปี (โถ ก็ทำตัวเองทั้งนั้นนี่ครับ ไม่ว่ากองทัพ สื่อ ประชาธิปัตย์ หรือแกนนำพันธมิตร)
ครั้นเกิดมหาอุทกภัย แม้ทำให้รัฐบาลตกเป็นฝ่ายรับ แต่ความจำเป็นต้องรับมือกับภัยคุกคามที่ไม่เลือกข้าง ทำให้ชนชั้นนำทั้งสองฝ่ายจำใจต้องร่วมมือกัน เพื่อไม่ให้ประเทศสูญเสียความเชื่อมั่น ต่างชาติถอนการลงทุน ซึ่งจะทำให้เจ๊งกันทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าทุนเก่า ทุนใหม่ ทุนอำมาตย์ ทุนสามานย์
จึงเป็นเหตุให้ต้องลงทุน 10 ล้านบาท จัดงานให้ชาวโลกเห็นว่าการแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่มีสี
นี่ไม่ใช่การ “เกี้ยเซียะ” เพราะในขณะที่ “รอมชอม” กัน ก็มีด้านที่ต่อสู้แย่งชิงอำนาจกัน ในโครงสร้างกลไกต่างๆ ตั้งแต่ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญไปจนการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สองขั้วอำนาจเกี้ยเซียะกันไม่ได้คือความขัดแย้งครั้งนี้ลุกลามไปสู่มวลชนทั้งประเทศ แบบที่เป็นทั้งประชาธิปไตยและอนาธิปไตย คือประชาชนตื่นตัว มีความคิดเป็นของตัวเอง มีความคลั่งเป็นของตัวเอง (โดยเฉพาะสีไหนคงไม่ต้องพูด)
สองขั้วอำนาจจึงต้องร่วมมือกันขณะที่ต่อสู้กัน และต่อสู้กันระหว่างที่ร่วมมือกัน โดยพรรคเพื่อไทยได้เปรียบ เพราะสามารถช่วงชิงอำนาจผ่านกลไกประชาธิปไตย ไม่ว่าการใช้อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ หรือการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ขณะที่ชนชั้นนำเดิม ไม่สามารถทำรัฐประหารได้ง่ายๆ และไม่สามารถใช้อำนาจตุลาการภิวัฒน์อย่างพร่ำเพรื่อเหมือนเมื่อก่อน
รัฐประหารก็น้องๆ น้ำท่วม เพราะจะทำให้ประเทศเสียความเชื่อมั่น รัฐประหาร 49 เป็นบทเรียนให้เห็นแล้ว ว่ายิ่งทำให้เกิดความแตกแยก ครั้งนี้ถ้ามีรัฐประหารอีก อย่าว่าแต่ต่างชาติเลยครับ ทุนไทยก็จะขายสมบัติหนี
ผมจึงไม่เชื่อว่าจะมีรัฐประหารง่ายๆ ต่อให้กระแสต้านการแก้ไขมาตรา 112 ต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญรุนแรงเพียงไร หรือต่อให้ศาลโลกตัดสินให้กัมพูชาชนะ ขณะที่การแต่งตั้งโยกย้ายทหาร อย่างเก่ง รัฐบาลก็ต่อรองได้บางตำแหน่ง
แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีรัฐประหารอีก เพราะจนบัดนี้ ชนชั้นนำเดิมก็ยังส่งสัญญาณไม่ยอมปรับตัว ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่หมายถึงระบอบที่ให้คนคิดต่างอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ให้พลังเสรีนิยมที่กำลังเติบโตไม่ต้องปะทะกับพลังอนุรักษนิยมที่ถดถอย
แถมยังมีกลุ่มพลังมวลชน กลุ่มนักวิชาการ ที่ปลุกความเกลียดชัง “พรรคการเมืองนายทุน” ไม่ลืมหูลืมตา ไม่ยอมกลับสู่การต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยปกติ
เงื่อนไขรัฐประหารจึงยังคงอยู่ โดยเฉพาะเมื่อความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่จะทำให้โลกของชนชั้นนำเดิมแตกสลาย กำลังจะมาถึงไม่ช้าก็เร็ว ตามวิถีธรรมชาติ ถ้าไม่ยอมปรับตัว ก็จะเกิดการแตกหักอย่างรุนแรง
ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีหรอกนะครับ ไม่ใช่ว่ารัฐประหารแล้วมีการตอบโต้แล้วจะได้จบๆ กันเสียที เพราะถึงตอนนั้น ถ้ามันเป็นจริง มันจะเป็นหายนะของเราทุกคน โดยไม่มีใครชนะ มีแต่แพ้ด้วยกันหมด



