ข่าว

'มาร์ค'จี้'ปู'แจง'ว.5โฟร์ซีซั่น'

'มาร์ค'จี้'ปู'แจง'ว.5โฟร์ซีซั่น'

12 ก.พ. 2555

"อภิสิทธิ์" จี้ "ยิ่งลักษณ์" แจง "ว.5โฟร์ซีซั่น" เอี่ยวธุรกิจหรือไม่ หลังชี้แจงสวนทาง "เฉลิม" ฝากการบ้าน 10 ข้อระหว่างทัวร์นกแก้ว โต้ "ทักษิณ" มองป๋าเปรมไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ชี้ปรองดองสำเร็จหรือไม่อยู่ที่รัฐบาล

                ที่โรงเรียนวัดราชสิงขร เจริญกรุง 74  วันที่ 12 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกรัฐบาล ออกมาระบุการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจลับที่โรงแรมโฟร์ซีซั่นของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดนโยบายใหม่ว่า  หากเป็นอย่างนั้นก็ชี้แจงให้สาธารณะรับทราบไม่ต้องมาระรานคนอื่น

               "เพราะสิ่งที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกต คือ ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ต้องประชุมสภา เหตุใดนายกรัฐมนตรีจึงไม่ร่วมประชุมสภามีการเปลี่ยนกำหนดการบอกว่าเป็นเรื่องลับจนกระทั่งมีเหตุเกิดขึ้น ก็มีหน้าที่ชี้แจง ไม่ใช่ระรานคนอื่น และการชี้แจงที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยตรงกัน ซึ่งฝ่ายค้านก็เป็นห่วงในเรื่องธุรกิจว่าเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้รู้ดีที่สุดควรชี้แจงเรื่องนี้ เพราะเป็นผู้เดินทางไปทำอะไรมาก็ควรชี้แจง" นายอภิสิทธิ์ กล่าว


ฝากการบ้าน10ข้อ“ยิ่งลักษณ์”ระหว่างทัวร์นกแก้ว

               เมื่อเวลา 9.30 น.  พรรคประชาธิปัตย์ จัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "ตั้งโจทย์ประเทศไทย หวังอะไรจากทัวร์น้ำท่วม"     นายอภิสิทธิ์แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยหยิบยกเหตุการณ์น้ำท่วมที่ อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเร็วๆ นี้ว่า เป็นการสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเตรียมการณ์รับมือปัญหาน้ำ  พร้อมเปรียบเทียบปริมาณน้ำฝนในช่วงเดือนมกราคมปีนี้ที่มากกว่าปีที่แล้วถึง 4 เท่า ทำให้คาดการณ์สถานการณ์ลำบาก 

               โดยขอให้การบ้านรัฐบาล 10 ข้อ ไปทำในระหว่างการลงพื้นที่ แล้วหลังจากนั้นจะกลับไปมาตรวจข้อสอบกัน ได้แก่ 1. นายกรัฐมนตรีต้องไปตรวจดูการชดเชยเยียวยาผู้ประสบภัยหลังน้ำท่วม ทั้งเงินชดเชย 5 พันบาท เงินชดเชยเกษตรกร และอื่นๆ ว่า มีประชาชนจำนวนเท่าไรที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาดังกล่าว    ซึ่งตนไม่ได้คาดหวังว่า นายกรัฐมนตรีจะทำสำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่อยากทราบว่า จำนวนผู้ได้รับความช่วยเหลือไปแล้วเท่าไร 2. สรุปโครงการเกี่ยวกับระบายน้ำว่า ยังมีคูคลอง ประตูระบายน้ำที่ต้องได้รับการซ่อมแซมอีกกี่แห่ง 3. มีระบบบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ในแต่ละจุดเชื่อมโยงกันอย่างไร 4. ระบบการพยากรณ์แบบจำลองและการเตือนภัยประชาชนที่แม่นยำ ซึ่ง กยน.บอกว่า สิ้นเดือนมกราคมเสร็จแล้ว อยู่ที่ไหน

               5. รัฐบาลเริ่มพูดถึงพื้นที่ที่จะจัดทำเป็นแก้มลิง 1-2 ล้านไร่ อยู่ที่ไหน 6. การบริหารจัดการ flood way 7. การพิจารณาจัดตั้งหน่วยงานกลาง ซึ่งอยู่นอกระบบราชการ เพื่อเชื่อมโยงประสานงานแต่ละหน่วยงานเพื่อจัดการน้ำ จะเป็นลักษณะใด 8. ระบบอพยพแบบสากล และศูนย์อพยพผู้ประสบภัย จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลืออย่างเสมอภาค 9. การสร้างเขื่อนในนิคมอุตสกรรม เท่าที่ทราบมีการสร้างเขื่อนแล้ว 1 ใน 7 แห่งที่ประสบภัยน้ำท่วมในปีที่แล้ว ซึ่งก็ใช้งบประมาณจากเจ้าของนิคมอุตสาหกรรม จึงอยากเห็นมาตรการการประกันภัยให้ประชาชนทั้งครัวเรือน ผู้ประกอบขนาดกลางและขนาดย่อย และนิคมอุตสาหกรรมจะมีความชัดเจนอย่างไร

               และ 10. ขณะนี้มีการสร้างนิทานว่า เหตุการณ์น้ำท่วมปี 54 เป็นความผิดของพรรคประชาธิปัตย์ ในช่วงที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ถ้านายกรัฐมนตรีเก็บข้อมูลและจำนวนโครงการใดที่ยังไม่มีงบแก้ไขปัญหาน้ำให้มาบอก และตนก็พร้อมถอนการยื่นชื่อที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.ทั้ง 2 ฉบับ หากรัฐบาลสามารถอธิบายถึงความจำเป็นในการใช้งบประมาณได้  อย่างไรก็ตาม หลังการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์จะติดตามตรวจสอบและประเมินผลความสำเร็จจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ด้วย

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เปิดให้ตัวแทนจากภาควิชาการ ภาคเอกชน กลุ่มอาสา และกลุ่ม Thaiflood  ร่วมแสดงความคิดเห็น  โดย นายสุทัศน์ วีสกุล นักวิชาการเรื่องน้ำและการจัดการสถาบัน AIT กล่าวว่า ตามสถิติแล้วมีโอกาสไม่มากที่จะเกิดน้ำท่วมใหญ่ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน  แต่เพื่อความไม่ประมาท เห็นว่า รัฐบาลวางแผนการปล่อยน้ำจากเขื่อนตั้งแต่ต้นปี เพื่อให้มีน้ำในเขื่อนเหลือไม่เกินร้อยละ 30 ในช่วงฤดูฝน ขณะเดียวกัน ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่น้ำผ่านให้ชัดเจนเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการน้ำของปีนี้

               ด้านนายปรเมศร์ มินศิริ ตัวแทนกลุ่ม Thaiflood ระบุว่า ปัญหาสำคัญของน้ำท่วมปีที่แล้ว เกิดจากการจัดการข้อมูลที่ยังไม่ดีพอ และเห็นว่า รัฐบาลมีเวลาเตรียมตัวรับมือกับฤดูเพียงไม่กี่เดือน ดังนั้น ควรปรับปรุงข้อมูลด้านการเตือนภัยล่วงหน้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยให้ประชาชนในพื้นที่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเป็นผู้ช่วยวัดปริมาณน้ำแทนการใช้บุคลากรจากนอกพื้นที่ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดงบประมาณแก้ปัญหาน้ำท่วมได้มาก

               นายฉมาดล ชมเชิงแพทย์ รองประธานกรรมการและผู้อำนวยการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทผู้ผลิตแป้งโกกิ หนึ่งในผู้ประสบภัยน้ำท่วมโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ กล่าวว่า ขณะนี้นโยบายรับมือน้ำท่วมของรัฐบาลยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการได้  ทำให้ตนยังไม่กล้าซ่อมแซมโรงงานอย่างเต็มที่ จึงขอให้รัฐบาลปรับปรุงเรื่องการเตือนภัยให้ชัดเจน เพื่อจะได้ให้ผู้ประกอบการเตรียมการรับมือได้ทัน ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความเสียหายซ้ำซาก ทั้งนี้  ในโอกาสที่นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี และคณะ  จะเดินทางทัวร์นกขมิ้น เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางสัปดาห์หน้า  ผู้ร่วมเสวนาทุกคน  คาดหวังให้รัฐบาลเร่งดำเนินการทุกอย่างให้เกิดความชัดเจน  โดยเฉพาะการกำหนดพื้นที่ฟลัดเวย์  รวมถึงการชดเชยประชาชนในพื้นที่รับน้ำ นอกจากนี้  ได้เรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงระบบเตือนภัยให้มีความแม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น


โต้“ทักษิณ”ป๋าเปรมไม่ใช่คู่ขัดแย้ง  


               นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุการพบกันในงานเลี้ยง “รักเมืองไทยเดินหน้าประเทศไทย”  ระหว่าง พล.อ.เปรม ติณสูานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นจุดเริ่มต้นของการปรองดองว่า ตนยังยืนยันเหมือนที่เคยพูดก่อนหน้านี้ว่า พล.อ.เปรมไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งของใคร และเชื่อว่า พล.อ.เปรมพยายามที่จะช่วยให้บ้านเมืองกับสู่ความสงบ ไม่มีความขัดแย้ง ซึ่งทุกคนก็พยายามทำในสิ่งนี้ ส่วนความปรองดองจะสำเร็จหรือไม่อยู่ที่รัฐบาล จึงขอให้รัฐบาลเลิกการสร้างประเด็นขัดแย้งใหม่ บ้านเมืองก็จะเข้าสู่ความปรองดองได้
       
               ส่วนกรณีที่ นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ รมว.มหาดไทย กล่าวว่า จะมีการจัดงานลักษณะนี้อีกนั้น  ผู้นำฝ่ายค้านฯ  กล่าวว่า ต้องระมัดระวัง ตนเข้าใจว่ามีความพายามจะให้เกิดภาพบุคคลนั้น อยู่รวมกับบุคคลนี้รัฐบาลจึงจัดงานดังกล่าวขึ้นมา แต่ความเป์นจริงปัญหาความขัดแย้งจะแก้ได้หรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ ตนมั่นใจว่าทุกคนในสังคมที่ไม่ได้อยู่ในรัฐบาลก็ต้องการเห็นความสงบของระฐบาลอยู่แล้ว แต่ถ้าคิดว่าการจัดงานมีภาพออกมาจะเป็นตัวแก้ปัญหานั้น ตนคิดว่าไม่ใช่ เพราะถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าทำในสิ่งที่จะสร้างความขัดแย้งใหม่ขึ้นมา

               ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่รัฐบาลใช้การตลาดมานำหน้าความปรองดอง จะสำเร็จหรือยิ่งเพิ่มปัญหา  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวว่า ทุกอย่างมีสองคมเพราะมีคนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะคนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมกระทบจิตใจมากกับการจัดงานเลี้ยงวันศุกร์ที่ผ่านมาเพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม

               “ผมคิดว่าการจะทำให้เกิดความปรองดองได้ ต้องย้ำว่ารัฐบาลจะต้องไม่สร้างปมความจัดแย้งใหม่ เช่น สิ่งที่เคยไปปลุกระดมไว้เกี่ยวก้บสถาบันพระมหากษัตริย์ จนทำให้สังคมขัดแย้งเกี่ยวกับมาตรา 112 เรื่องรัฐธรรมนูญก็ไม่ยอมทำให้เกิดความขัดเจนว่าจะไม่รื้อโครงสร้างหลายอย่างที่จะเป็นปัญหาสำหรับอนาคต เราะสิ่งเหล่านี้คือ ปมความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ส่วนเรื่องอื่นมีกระบวนการทำอยู่แล้ว เช่น ในเรื่องเหตุการณ์ก็มีองค์กรอิสระทำงานอยู่  การจัดงานเลี้ยงคงไม่ใช่สาระหลักในเรื่องการปรองดอง แต่อยู่ที่การกระทำ ซึ่งผมคิดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำให้เกิดวามขัดแย้งรุนแรงหรือไม่ อยู่ที่ประเด็นในการแก้ไขและการกำหนดจุดยืนที่ชัดเนของระฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่อยากให้ขัดแย้งก็ต้องแสดงให้ชัดว่าจะไม่แก้ไจในประเด็นที่ละเอียดอ่อน ซึ่งผมก็อยากเตือนว่า อย่าผลักการเมือองไปที่ท้องถนน เพราะหลายเรื่องมีความชัดเจนว่าต้องการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบถ่วงดุลย์ซึ่งจะเป็นปัญหาย้อนไปเหมือนปี 2548" นายอภิสิทธิ์ กล่าว