
'ชูวิทย์'แฉแหล่งค้ากามรับวาเลนไทน์
"ชูวิทย์"แถลงแฉขบวนการค้ากามรูปแบบใหม่ในกทม.และตามหัวเมืองใหญ่รับวันวันวาเลนไทน์ พร้อมเปิดเผยชื่อนามสกุลจริง ผลวิจัยแม่วัยใส มีเซ็กส์ครั้งแรกไม่ป้องกัน 33.9% เกือบ 2 ใน 3 ไม่ตั้งใจตั้งท้อง
เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 12 ก.พ. นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้แถลงข่าวในชื่อ "ทาสกามอารมณ์ ต้อนรับวันวาเลนไทน์"ซึ่งเป็นขบวนการค้าประเวณีรายใหญ่ของประเทศ และมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลัง
สำหรับข้อมูลที่นำมาแถลงเป็นภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นรูปแบบของขบวนการค้ามนุษย์ หรือขบวนการค้ากามในรูปแบบใหม่ในพื้นที่กทม.และตามหัวเมืองใหญ่ และเปิดเผยรายชื่อของผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งจะเปิดชื่อและนามสกุลจริงของกลุ่มขบวนการ
"การแถลงข่าวในหัวข้อดังกล่าว เพื่อกระตุ้นให้เห็นว่าในช่วงใกล้เทศกาลวันแห่งความรัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นการค้ากาม เป็นปัญหาสังคมที่รุนแรง โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ ที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น" นายชูวิทย์ กล่าวและว่า
ทั้งนี้แหลงขายบริการทางเพศดังกล่าวอยู่บริเวณถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ซึ่งเป็นบ้านและห้องแถว โดยมีนักธุรกิจและนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ซ่องตึกแถวที่เปิดให้บริการอยู่ย่านสำโรง และซ่องรีสอร์ทที่เปิดอยู่ย่านรามอินทรา จึงอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ออกมาแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะหลายประเทศกำลังจับตามองเรื่องการค้าประเวณีในประเทศไทย โดยวันที่13 ก.พ.เวลา 10.00 น. สถานทูตสหรัฐอเมริกาได้เชิญตนเองไปให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคลิปวิดีโอที่ชูวิทย์นำมาเปิดนั้น ได้มีการไปถ่ายตามสถานที่ต่างๆที่นายชูวิทย์ระบุว่ามีการค้ากาม เช่นซอยแห่งหนึ่งที่ระบุว่าอยู่ใจกลาง กทม. โดยในคลิปอ้างว่าเป็น "ซ่องห้องแถว" ซึ่งกลางวันมีลักษณะเป็นร้านขายของธรรมดา แต่กลางคืนก็เปิดเป็นร้านคาราโอเกะ รวมไปถึงห้องแถวธรรมดา แต่มีผู้หญิงนุ่งน้อยห่มน้อยนั่งรออยู่ โดยมีกลุ่มคนคอยโบกรถเรียกให้เข้าไปใช้บริการ นอกจากนี้ยังมีคลิปการเจรจากับแม่เล้าด้วย ต่อมาในคลิปยังระบุว่ามีสถานบริการลักษณะรีสอร์ท ที่เป็นที่พักแต่ก็มีลักษณะการค้าบริการทางเพศประกอบด้วย ทั้งนี้ยังมีภาพหญิงค้าบริการยืนอยู่ริมถนนด้วย
ทั้งนี้เอกสารประกอบการแถลงข่าวที่นายชูวิทย์นำมาเปิดเผยนั้นระบุว่า โครงสร้างกระบวนการค้ามนุษย์ มีพัฒนาการหลายรูปแบบ กลุ่ม คลับบาร์ คอกเทลเล้าจ์ คาราโอเกะ กลุ่มโรงแรม ซ่อง โสเภณีข้างถนน กลุ่มอาบอบนวด นวดแผนโบราณ สปา กลุ่มนางโทรศัพท์ ไซด์ไลน์ รีสอร์ท และโสเภณีต่างชาติ และมีเครือข่ายทั้งนักธุรกิจ ร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ และร่วมนักการเมือง ซึ่งจะเป็นกลุ่มธุรกิจเพศพาณิชย์ขนาดใหญ่ โดยสัดส่วนรายได้กลุ่มธุรกิจเหล่านี้สูงกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี หรือเทียบเท่า เกือบ 10 % ของงบประมาณรายจ่ายประเทศไทย ซึ่งรายได้อันดับ 1 คือ นวดแผนโบราณ 38,447 ล้านบาท , ที่ 2 บาร์เบียร์ 28,520 ล้านบาท , ที่ 3 อาบ อบ นวด 27,884 ล้านบาท , ที่ 4 คาราโอเกะ 20,112 ล้านบาท , ที่ 5 ซ่อง 18,775 ล้านบาท และที่ 6 ธุรกิจอื่น 66,262 ล้านบาท โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวต่ำสุด ประมาณ 35,000 บาท สูงสุด 125,000 บาท
นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังกล่าวถึงเรื่องบ่อนพนันเพิ่มเติมด้วยว่า จากการตรวจสอบพบว่า เมื่อคืนที่ผ่านมา ย่าน ซ.กิ่งเพชร 4 และ 6 ยังมีการเล่นพนัน ชั้นล่าง 5 โต๊ะ ชั้นบน 10 โต๊ะ ตนขอท้าให้ พ.ล.ต.ท.วินัย ทองสอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ รอง ผบช.น. ไปตรวจสอบดูพร้อมดำเนินการ
ผลวิจัยแม่วัยใสมีเซ็กส์ครั้งแรกไม่ป้องกัน
ศ.ดร.ศิริพร จิรวัฒน์กุล ศูนย์วิจัยและฝึกอบรมด้านเพศภาวะและสุขภาพสตรีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่า ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศึกษาแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่น (แม่วัยใส) โดยสำรวจหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี ที่มารับบริการด้านสูตินรีเวช ในโรงพยาบาลชุมชน หรือโรงพยาบาลศูนย์ใน 7 จังหวัด อาทิ กำแพงเพชร นครราชสีมา สมุทรสงคราม สุราษฏร์ธานี ฯลฯ จำนวน 3,114 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ 64.9% มาตรวจหลังคลอด 28.2% และมีปัญหาจากการตั้งครรภ์ 6.9% พบข้อมูลที่น่าสนใจคือ แม่วัยใสส่วนใหญ่มีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุ 15 ปี และตั้งครรภ์ที่อายุน้อยที่สุดคือ 11 ปี โดย 62.9% มีแฟนอายุมากกว่าตนเอง ผู้ชายที่เป็นคู่ของแม่วัยใสมีอายุระหว่าง 20-30 ปี ทั้งนี้ แม่วัยใสกลุ่มที่สำรวจ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นมากที่สุด รองลงมาคือชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และมีจำนวนหนึ่งที่อยู่ในระดับประถมศึกษา ซึ่งการตั้งครรภ์ส่งผลให้แม่วัยใส 70.3% ต้องพักการเรียนหรือออกจากการเรียน
“แม่วัยใสมากถึง 33.9% ไม่คุมกำเนิดในการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก ส่วนวิธีการคุมกำเนิดที่ใช้มากที่สุดคือถุงยางอนามัย 27.4% โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือใช้ถุงยางอนามัยมากที่สุด ส่วนภาคใต้ใช้ถุงยางอนามัยน้อยที่สุด รองลงมาคือใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน 18.5% และใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด 8.7% อย่างไรก็ตาม แม่วัยใสส่วนใหญ่ไม่ตั้งใจตั้งครรภ์ถึง 70% โดยแม่วัยใส 92.4% บอกให้แฟนทราบว่าตั้งครรภ์ และอีก 16.2% ต้องปกปิดการตั้งครรภ์กับผู้ปกครอง เพราะกลัวถูกตำหนิ อย่างไรก็ตาม หลังการตั้งครรภ์พบว่าแม่วัยใสส่วนใหญ่ได้รับกำลังใจจากคู่และเตรียมตัวเป็นแม่ของลูก โดยมีเพียง 10% ที่มีปัญหาว่าผู้ชายไม่รับผิดชอบต่อการตั้งครรภ์” ศ.ดร.ศิริพร กล่าว
ศ.ดร.ศิริพร กล่าวต่อว่า จากการสำรวจพบว่า แหล่งความรู้เรื่องเพศของแม่วัยใส หรือการพูดคุยปรึกษาเรื่องเพศ พบว่า เพื่อนหญิงคือแหล่งเรียนรู้เรื่องเพศมากที่สุด 69.4% รองลงมาคือ แฟน 69.1% หนังสือเรียน 53.7% ครู 50.5% โทรทัศน์ 47.6% หนังสือทั่วไป 41.2% แม่ 35.5% เพื่อนผู้ชาย 35.8% และอินเตอร์เน็ต 29.9% สะท้อนให้เห็นว่า เด็กวัยรุ่นเมื่อมีปัญหามักจะเลือกปรึกษากับเพื่อน หรือค้นหาข้อมูล ความรู้ผ่านสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือ อินเตอร์เน็ต โทรทัศน์
ศ.ดร.ศิริพร กล่าวว่า ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พร้อมในวัยรุ่นยังไม่เพียงพอ การห้ามมีเพศสัมพันธ์ในกลุ่มเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เป็นไปได้ยาก เนื่องจากวัยรุ่นมีความคิดว่าการมีเพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแต่ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย และเห็นว่าการลักลอบมีเพศสัมพันธ์เป็นเรื่องท้าทาย และปัจจัยยั่วยุรอบตัว ดังนั้นเด็กหรือวัยรุ่นหญิงไม่ว่าจะเป็นเด็กเที่ยวหรือเด็กเรียน ก็มีความเสี่ยงไม่ต่างกัน โดยข้อเสนอแนะเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา คือ 1.ภาครัฐต้องเร่งผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ ให้สำเร็จ เพื่อให้ความรู้เรื่องเพศแก่เด็ก และการคุ้มครองและดูแลเด็กที่มีปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์ที่เหมาะสม 2.สถาบันการศึกษาต้องสนับสนุนให้ครูทุกคนเป็นครูเพศศึกษาให้ความรู้ให้คำแนะนำกับเด็กนักเรียนได้ และ3. หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประสานความร่วมมือในการทำงานทั้งเชิงนโยบาย การปฏิบัติงานของสหวิชาชีพ การเรียนการสอน การสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจและสร้างความเท่าเทียมในความรับผิดชอบร่วมกันทั้งฝ่ายชายและหญิง
ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส) กล่าวว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาท้องไม่พร้อมของวัยรุ่นมาตลอด ซึ่งในเร็วๆ นี้ สสส. ร่วมกับภาคส่วนต่างๆที่ห่วงใยในปัญหานี้ จะร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อเสนอภาครัฐให้ความสำคัญกับการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถาบันอาชีวะอย่างจริงจัง ตั้งเป้าให้มีการเรียนการสอนวิชาเพศศึกษาเป็น 1 วิชา ในแต่ละ 1 ช่วงชั้น (เรียนตลอด 3 ปีของช่วงชั้น เช่น ม.1-ม.3) เพื่อให้เยาวชนไทยมีความรู้เรื่องเพศศึกษาช่วยให้มีพฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย นอกจากนี้ สสส. ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ จัดโครงการประกวดแผนการเรียนการสอนเพศศึกษา มีโรงเรียนสนใจเสนอแผนการสอนเข้าประกวดมากกว่า 100 แผนซึ่งจะมีการพิจารณาตัดสินภายในเดือนก.พ. นี้ โดยแผนการสอนที่ชนะ ทางสพฐ. จะนำไปพัฒนาประกอบการเรียนการสอนในโรงเรียนสังกัด สพฐ. ในปีการศึกษาหน้าที่จะถึงนี้ โดยเน้นการให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาทั้งด้านกายภาพ และด้านความสัมพันธ์ระหว่างชาย และหญิง



