ข่าว

'ชัยวัฒน์'แจ้งความเอาผิด'ชูวิทย์'ฐานหมิ่น

'ชัยวัฒน์'แจ้งความเอาผิด'ชูวิทย์'ฐานหมิ่น

11 ก.พ. 2555

'ชัยวัฒน์'แจ้งความ'ชูวิทย์' ฐานหมิ่นประมาท ระบุ จนถึงขณะนี้ตัดสัมพันธ์ความเป็นเพื่อนไปแล้ว ด้าน'นักวิชาการ'แจงกกต.ร้อง'ชูวิทย์'พ้นสภา สส.หลังโดนอายัดทรัพย์

                   10.00 น.วันที่ 11 ก.พ.55 นายชัยวัฒน์ ไกรฤกษ์ อายุ 51 ปี มีตำแหน่งเป็น สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรครักประเทศไทย ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับ พ.ต.ท.ชัยยันต์ บัณฑิต พนักงานสอบสวน สภ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อให้ดำเนินคดีกับ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ในฐานความผิดหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งเป็นความผิดอาญา โดยมูลเหตุที่ นายชูวิทย์ ได้ให้สัมภาษณ์กล่าวหาใส่ร้ายว่า ตนได้เซ็นชื่อลาออกจากสมาชิกพรรครักประเทศไทย และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนกล่าวหาตนว่า ได้รับผลประโยชน์จากการนำงบ ประมาณ 10 ล้านบาท มาตัดถนนผ่านหน้าบ้านตัวเองใน เขต อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยมีเอกสารหนังสือพิมพ์หลายฉบับเป็นหลักฐานในการดำเนินคดี

                   นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า ขอยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น  เป็นเพียงความขัดแย้งในการบริหารของพรรครักประเทศไทยเท่านั้น นายชูวิทย์ อาจจะเข้าใจผิดว่า การเป็นนายทุนของพรรคการเมืองแล้ว จะมาบริหารจัดการพรรคการเมืองรักประเทศไทย โดยสั่งซ้ายก็ได้ สั่งขวาก็ได้  ซึ่งเป็นไปไม่ได้ นายชูวิทย์ต้องเข้าใจพัฒนาการของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองไทยต้องจดทะเบียนกับ กกต.ถูกต้องตามกฎหมาย จึงจะเป็นพรรคการเมือง  การมีทุนไม่ใช่ว่าจะมีอำนาจบริหารจัดการพรรคทั้งหมด

                   “เมื่อคุณมาบริหารพรรคการเมืองเท่ากับสมาชิกพรรคทั้งหมดไม่ว่าสาขาพรรคหรือสมาชิกพรรคมันมีศักดิ์ศรีเท่ากันต้องเข้าใจด้วยความเป็นเพื่อนของผมกับชูวิทย์ตลอด 35 ปีที่ผ่านมานั้น ผมต้องโทษตัวเอง เพราะผมนำพาคุณชูวิทย์มาสู่สนามการเมือง ไม่ได้สอนการเมืองในระบบประชาธิปไตยให้กับคุณชูวิทย์ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ผมโทษตัวผมเองจริงๆ ส่วนที่กล่าวหาผมเรื่องงบประมาณ ผมปฏิเสธผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ผมไม่ได้เป็นคณะกรรมาธิการในการพิจารณาเรื่องงบประมาณแต่อย่างใด คนที่พิจารณาเรื่องงบประมาณก็ คือ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ เพราะว่าได้เป็นกรรมาธิการงบประมาณ ยอมรับเรื่องการลาออกจากเลขาธิการพรรค  โดย วันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ลาออกจากเลขาธิการพรรคแต่เรื่องการลาออกจากสมาชิกพรรค ขอปฏิเสธว่าไม่มีเจตนารมย์ในการลาออกจากสมาชิกพรรคแต่อย่างใด ผมคงไม่บ้าพอ ผมเป็นนักกฎหมายผมทราบดีว่าการลาออกจากสมาชิกพรรคจะทำให้สถานภาพการเป็น สส.ของผมสิ้นสุดลง ผมเป็นนักกฎหมายผมทราบดี วันที่คุณชูวิทย์อ้างว่าผมลาออกเมื่อวันที่ 11 ม.ค.นั้น ผมยังทำหน้าที่ สส.อยู่เลย” นายชัยวัฒน์ กล่าว

                   นาชัยวัฒน์ กล่าวต่อว่า  ขอท้าทายให้ นายชูวิทย์ เปิดคลิปฉบับเต็ม 1 ชั่วโมง ไม่ใช่ตัดต่อเหลือ 4 นาทีเท่านั้นเอง และให้เปิดต่อหน้าสาธารณชนทั่วประเทศ เพราะเป็นเรื่องที่น่าเปิดเผย  จะได้รู้ว่า 1 ชั่วโมงเศษนั้น พูดอะไรกันบ้าง

                   "ผมเป็นคนลุ่มน้ำปากพนังผมสำนึกในหน้าที่อย่างดีว่าผมจะทำอะไรให้กับบ้านเกิดของผมบ้างที่ผ่านมาผมได้ทำหน้าที่มาโดยตลอด วันนี้ก็พิสูจน์กันถ้า นายชูวิทย์ กล่าวหาว่า ผมทุจริตคอรัปชั่น  ถ้าผมกลับมายังอบอุ่นอยู่ ผมก็จะขอฉันทามติของประชาชนในพื้นที่ว่า ยังให้โอกาสผมทำงานในการรับใช้บ้านเมืองอีกหรือไม่ ส่วนผมตัดความสัมพันธ์กับคุณชูวิทย์ไปแล้วตั้งแต่วันที่เขาแฉคลิป ไม่มีเพื่อนคนไหนเขาทำกันอย่างนี้หรอกครับผมจบเทพศิรินทร์มาด้วยกัน โรงเรียนแห่งนี้เป็นโรงเรียนผู้ชายล้วน คุณชูวิทย์ เข้าโรงเรียนผิดหรือเปล่า ผมไม่ได้กล่าวหาว่าเป็นลูกผู้ชายหรือไม่   แต่อยากถามว่า เข้าโรงเรียนชายล้วนผิดหรือเปล่า" นายชัยวัฒน์ กล่าว

                   อย่างไรก็ตาม บรรยากาศที่หน้า สภ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ได้มีประชาชนจากลุ่มน้ำปากพนัง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของนายชัยวัฒน์ นับร้อยคนเดินทางมาให้กำลังใจที่ลานหน้า สภ.ปากพนัง จนเกือบเต็มบริเวณ  ขณะเดียวกันได้มีการจัดทำแผ่นป้ายข้อความต่างๆและการปราศรัยโจมตีนายชูวิทย์ อย่างเผ็ดร้อน หลังจากที่มีการแจ้งความตามขั้นตอนแล้ว นายชัยวัฒน์ ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยขอบคุณกำลังใจที่ประชาชนมามอบให้ และประกาศเดินหน้าต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง รวมทั้งประกาศตัดขาดกับนายชูวิทย์ในทุกกรณี ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของประชาชน ขณะเดียวกันยิ่งสร้างความฮือฮา เมื่อมีชายคนหนึ่งหน้าตาละม้ายคล้ายกับนายชูวิทย์ มาให้กำลังใจนายชัยวัฒน์ด้วย

 

นักวิชาการแจงกกต.ร้อง“ชูวิทย์”พ้นสภา สส.หลังโดนอายัดทรัพย์

                   นายสมคิด หอมเนตร นักวิชาการอิสระ เปิดเผยว่า ตนได้เข้าชี้แจงให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการไต่สวนของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ที่ผ่านมา ในกรณีที่ได้มีหนังสือขอให้กกต.ตรวจสอบและวินิจฉัยกรณีศาลฎีกามีคำพิพากษาที่1800/2554 เมื่อวันที่ 16 มี.ค.2554 ให้ทรัพย์สินที่ศาลแพ่งมีคำสั่งอายัดไว้จำนวน 3,344,600 บาทของ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรครักประเทศไทยและบริษัทโฮแปซิฟิค จำกัด ตกเป็นของแผ่นดิน อาจมีผลให้นายชูวิทย์สิ้นสุดการความเป็นสมาชิกภาพ สส. ตาม มาตรา 106 (5) ประกอบ มาตรา 102 (7) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกรณีนายชูวิทย์ได้รู้หรือรับรู้คำพิพากษาของศาลดังกล่าวตั้งแต่ต้นได้ กรอกข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนต่อเจ้าพนักงานผู้ปฎิบัติหน้าที่ใน การรับสมัครเลือกตั้งส.ส.เป็นการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 3 ก.ค.2554 ว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ โดยคณะกรรมการไต่สวนได้สอบถามในประเด็นการสิ้นสุดสมาชิกภาพของนายชูวิทย์ตามมาตรา 102(7) และกรณีคำพิพากษาของศาลฎีการะบุไว้ชัดเจนแล้ว จึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องดังกล่าวไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อ ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ทั้งนี้ทางคณะกรรมการไต่สวนได้ระบุว่าจะรีบพิจารณาและดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน กรอบระยะเวลา 30 วัน

                   นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีดังกล่าวว่า กกต.ได้มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการไต่สวนขยายเวลาการไต่สวนกรณีดังกล่าวออกไป 30 วัน เนื่องจากต้องรวบรวมพยานหลักฐานและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้ถ้อยคำ ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 25 ก.พ.นี้