
ไทยขาดดุลค้าพม่าแสนล้าน
ไทยต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าชายแดนนับเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 1 ทศวรรษมาแล้ว
แม้ว่ากรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ของไทย เผยว่า ไทยได้เปรียบดุลการค้าชายแดนต่อกัมพูชา 60,694 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 30% เมื่อเทียบกับปี 2010 ได้เปรียบดุลการค้าชายแดนต่อลาว 52,565 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 28% ส่วนการค้าผ่านแดนกับจีนและเวียดนามนั้น ไทยได้เปรียบมูลค่ากว่า 17,590 ล้านบาท และมากกว่า 7,120 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 52% และ 31% ตามลำดับ
แต่กับพม่า กลับเป็นข้อยกเว้น เนื่องเพราะไทยต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าชายแดนนับเป็นระยะเวลาที่ยาวนานกว่า 1 ทศวรรษมาแล้ว ทั้งก็ยังเป็นการเสียเปรียบดุลการค้าชายแดนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องอีกด้วย
เอาแค่ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ไทยขาดมูลค่ารวม 122,115 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุเพราะไทยส่งสินค้าออกไปพม่าคิดเป็นมูลค่ารวม 154,055 ล้านบาท แต่กลับนำเข้าสินค้าจากพม่าถึง 276,170 ล้านบาท ซึ่งในนี้เป็นการนำเข้าก๊าซธรรมชาติคิดเป็นสัดส่วนที่มากกว่า 96% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด และสภาวการณ์เช่นนี้ก็ได้เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 1998 เป็นต้นมาแล้ว
ทั้งนี้ ก็เนื่องจากรัฐบาลทหารพม่า ส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่ง YADANA ที่อ่าวเมาะตะมะ (MATABAN) ในเขตทะเลอันดามันของพม่า มาขายให้ไทยในปริมาณเฉลี่ย 500 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อวัน นับตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งทำให้รัฐบาลพม่าได้รับผลประโยชน์จากการขายก๊าซฯ ให้กับไทยมากกว่า 8 หมื่นล้านบาทในปี 2010 และเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 93,820 ล้านบาทในปี 2011 ทั้งก็ยังมีแนวโน้มที่จะทะลุหลักแสนล้านบาทในปีนี้อีกด้วย เพราะว่าราคาก๊าซฯ ไม่เพียงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น หากแต่ความต้องการใช้ก๊าซฯ ในประเทศไทย ก็ยังมีแนวโน้มที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นย่อมจะทำให้ไทยต้องนำเข้าก๊าซฯ จากพม่ามากขึ้นด้วยนั่นเอง
ครั้นเมื่อแนวโน้มของการลงทุนจากต่างประเทศที่จะเข้าไปในพม่ามากขึ้นอย่างรวดเร็ว และพบว่า จีน คือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ในพม่า โดยเฉพาะด้านพลังงาน ซึ่งก็ทิ้งห่างไทยไม่เห็นฝุ่นนั้น
แน่นอนว่า ในด้านหนึ่ง ก็ย่อมจะเป็นผลดีต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวพม่าให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน แต่ในอีกด้านหนึ่ง นั่นก็หมายถึงการที่ไทยจะต้องขาดดุลการค้าต่อพม่ามากขึ้นจากการนำเข้าก๊าซฯ และทรัพยากรอื่นๆ จากพม่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วย
ส่วนที่จะต่างไปจากช่วงที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง ก็คือความยากลำบากจากการที่ไทยจะต้องแข่งขันกับบรรษัทข้ามชาติทั้งหลายของประเทศมหาอำนาจที่กำลังหลั่งไหลเข้าไปในพม่าอย่างไม่ขาดสายในเวลานี้ ซึ่งนั่นก็หมายถึงโอกาสที่จะคับแคบลงสำหรับทุนไทยในพม่าด้วยเช่นกัน!!!



